posttoday
เลี้ยงลูกให้เป็นคนดีให้ เล่น-เรียนรู้ ตามวัย

เลี้ยงลูกให้เป็นคนดีให้ เล่น-เรียนรู้ ตามวัย

28 ตุลาคม 2555

โดย...กันย์

โดย...กันย์

ชามาภัทร สิทธิอำนวย กรรมการผู้จัดการ บริษัท เพลย์ แอนด์ มิวสิค เจ้าของลิขสิทธิ์ Gymboree ประเทศไทย หลังจากทำงานคร่ำหวอดอยู่ในแวดวงธุรกิจการเงิน แต่เมื่อแต่งงาน (กับพิเชษฐ) แล้วจึงลาออกมาเป็นแม่บ้านเต็มตัว เพื่อได้ดูแลลูกๆ อย่างใกล้ชิด ด้วยความชื่นชอบด้านการศึกษาเป็นทุนเดิม และไม่หยุดนิ่งที่จะเรียนรู้เกี่ยวกับพัฒนาการของเด็ก เพื่อจะได้นำมาประยุกต์ใช้กับลูกๆ จึงเริ่มศึกษาด้านนี้อย่างจริงจัง จนได้ปริญญาบัตรเรื่องพัฒนาการเด็กการันตีอีกหลายใบ และได้รู้จักกับ “Gymboree” สถาบันเสริมสร้างพัฒนาการและการเรียนรู้รอบด้านสำหรับเด็กเล็กตั้งแต่แรกเกิดจนถึง 5 ปี ด้วยการพาลูกไปสัมผัสกับกิจกรรมและหลักสูตรการเรียนอันโดดเด่น ที่ส่งผลต่อพัฒนาของเด็กอย่างรอบด้าน ทำให้ลูกเกิดพัฒนาการที่ดีขึ้นอย่างคาดไม่ถึง

“การเล่นเป็นมากกว่าความสนุก เป็นส่วนสำคัญของชีวิตในช่วงเยาว์วัย การเล่นทำให้เด็กได้ Explore Learn Develop คือ ค้นคว้า เรียนรู้ และพัฒนา เป็นช่องทางของการก่อเกิดทักษะ สติปัญญาและความรู้ ช่วยให้เด็กได้รับพัฒนาการที่ดีในทุกด้าน เด็กๆ ควรจะได้รับโอกาสที่ดีที่จะได้สัมผัสกับการเล่นที่เหมาะสมตามช่วงวัย ซึ่งเป็นโอกาสสำคัญที่จะได้สัมผัสกับผู้คนและสิ่งรอบตัวเพื่อเรียนรู้โลกกว้างประสบการณ์จากการเล่นของเด็กจึงต้องเกิดจากการกระตุ้นจากภายในตัวเด็กที่สามารถเลือกกิจกรรมด้วยตัวเอง เอาตัวเข้าไปสัมผัสจริงให้ความสุขและเป็นการเล่นที่มีตรรกะ การเล่นจะส่งผลให้เกิดการเรียนรู้ใหม่ๆ โดยเฉพาะห้องเล่นที่มีสีสันสดใสพร้อมไปด้วยเครื่องเล่นและอุปกรณ์สร้างสรรค์ จะฝึกให้เป็นเด็กช่างสังเกต จดจำ ตั้งคำถามเป็น เป็นนักแก้ไขปัญหา คิดด้วยเหตุและผลอย่างสร้างสรรค์ เท่ากับเป็นการฝึกทักษะอย่างดีก่อนเข้าวัยเรียน” เธอกล่าวถึงความสำคัญของการเล่น

เลี้ยงลูกให้เป็นคนดีให้ เล่น-เรียนรู้ ตามวัย

 

ส่วนการดูแลลูกๆ และทำงาน Gymboree ไปด้วยนั้น เธอบอกว่าเป็นการทำงานที่เรียกว่าง่ายกว่าการเป็นแม่ที่ต้องทำงานประจำอื่นๆ เพราะลูกเพลิดเพลินกับสิ่งที่เราทำและแถมยังได้ประโยชน์แก่ลูกอย่างเต็มที่ เพราะงานที่ทำสร้างสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อพัฒนาการของเด็กมาก และลูกยังช่วยสร้างธุรกิจให้พ่อแม่ได้ โดยช่วยเป็นหน้าม้าประจำชั้นเรียนต่างๆ และคุณครูมักชมเชยลูกให้ฟังเสมอว่ามีความพร้อมมาก และให้ความร่วมมือในการเรียนการสอนดี

“สำหรับครอบครัวเรามีลูก 3 คน คนโต คือ พริมา อายุ 15 ปี คนรอง คือ พิชชาภา อายุ 8 ขวบ กำลังเรียนอยู่ ป.2 และ พิชญพงศุ์ วัย 6 ขวบ เป็นคนสุดท้อง กำลังจะเข้าเรียนชั้น ป.1 คุณพ่อและลูกจะเป็นคาทอลิก คุณปู่จึงอยากให้ส่งลูกทั้งสามเรียนโรงเรียนคาทอลิก และสร้างรากของความเป็นคนไทยก่อน แล้วจะไปเรียนต่อต่างประเทศหรือที่ไหนค่อยว่ากัน ลูกทุกคนจึงเข้าโรงเรียนไทยที่เป็นคาทอลิกเพื่อจะได้รับการอบรมสั่งสอนแบบชาวคาทอลิก เราส่งเสริมให้ลูกอ่านหนังสือแบบไม่อั้น มีห้องหนังสือในบ้าน สะสมหนังสือเป็นชุดที่ส่งเสริมการอ่าน หากลูกชอบเล่มไหนก็จะซื้อให้ บางครั้งก็ให้ไปนั่งอ่านอยู่ในร้านหนังสือภาษาอังกฤษเสียเลยเพราะอ่านจบเร็วมาก ลูกทุกคนรักการอ่านหนังสือ เด็กๆ ชอบอ่านหนังสือภาษาอังกฤษมากกว่าภาษาไทย การเลือกโรงเรียน เราจะพิจารณาจากตัวลูกแต่ละคนก่อนว่าจะเหมาะสมกับโรงเรียนไหน เพราะลูกแต่ละคนเหมาะสมต่างที่กัน เช่นลูกคนโต เนื่องจากเป็นหลานคนแรกได้รับการดูแลประคบประหงมอย่างมากในวัยเด็ก พอจบชั้น ป.6 เราสองคนก็เลือกส่งไปโรงเรียนประจำที่อินเดีย ชื่อ Kodaikanal International School ที่เป็นโรงเรียน IB แห่งแรกของอินเดียที่สอนโดยมิชชันนารีมีอายุ 100 กว่าปี มีสภาพแวดล้อมที่ดี อากาศเย็นสบาย เมืองเงียบสงบ ปลอดภัย เช่น มีการควบคุมการใช้อินเทอร์เน็ตและการห้ามอยู่โดยลำพังหญิงชายอย่างเข้มงวด เน้นการเล่นดนตรีและกิจกรรมช่วยเหลือสังคม โรงเรียนนี้เหมาะกับลูกมาก อยู่แล้วมีความสุขและสามารถช่วยเหลือตัวเองได้เป็นอย่างดี” คุณแม่กล่าวอย่างภูมิใจ

เธอบอกว่า สำหรับลูกคนโตถือเป็นหนูทดลองที่ครอบครัวตั้งใจมาก เป็นลูกคนเดียวนานถึง 7 ปี ช่วงแรกก็ค่อนข้างจะกังวล แต่พอมีลูกคนที่ 23 ทุกอย่างกลับง่ายขึ้น เพราะเราไม่ได้จดจ่อกับลูกคนเดียวมากเกินไป และได้ประสบการณ์อย่างมากสำหรับการเลี้ยงลูกคนต่อๆ มา ได้รู้วิธีที่จะทำให้เด็กๆ มีความสุขและมีพัฒนาการสมวัย แต่สิ่งที่เราสองคนยึดเป็นหลักในการเลี้ยงลูกก็คือ การให้โอกาสในการเล่นและเรียนรู้อันสมวัยกับลูก พร้อมกับการกำหนดบทบาทหน้าที่ลูกให้ชัดเจนในเรื่องต่างๆ เช่น ตอนเป็นเด็กเล็กก็เน้นให้ลูกเล่นตามลำดับขั้น เพราะเราเชื่อในความสำคัญของการเล่นอย่างเพียงพอ เพราะการเล่นจะช่วยให้เด็กมีทักษะชีวิตและมีพัฒนาการพร้อมสำหรับการเรียนรู้อื่นๆ อีกมากมาย และลูกๆ จะต้องรู้จักช่วยเหลือตัวเองได้ตามวัย เช่น ต้องกินข้าวเอง ถอดและใส่รองเท้าเอง เก็บของเล่นเอง

“นอกจากนี้เรายังเน้นการสร้างลูกด้วยทัศนคติด้านบวก ถ้าลูกเหมือนจะงอแงเกเร ไม่ยอมเรียน เราก็จะเน้นการพูดถึงสมัยที่ลูกยังเป็นเด็กดีและให้ความร่วมมือดีเยี่ยม เราต้องยึดวินัยแต่ไม่ทำลายความเคารพในตัวตนของเด็ก เพราะถ้าเด็กเสียความรู้สึกดีๆ ต่อตนเองจะสร้างปัญหามากมาย ดังนั้นเมื่อมีโอกาสชมลูกได้ต้องรีบชมไว้ก่อน เก่งไม่เก่งก็บอกไปเลยว่าดูดีนะ เก่งจัง ถึงแม้มันดูจะแสนธรรมดาในสายตาคนอื่นก็ตาม แค่นี้พ่อแม่ภูมิใจแล้ว แต่ถ้าหนูอยากทำให้ดูดีกว่านี้ หนูสามารถทำได้โดยวิธีการใดบ้าง ดังนั้นพ่อแม่เหมือนเป็นเชียร์ลีดเดอร์ให้ลูกได้พัฒนาศักยภาพสูงสุดแบบไม่กดดัน ไม่เปรียบเทียบ ไม่คาดหวัง ขอเพียงแต่จุดต่ำสุดคือต้องเป็นคนดีของสังคม” คุณแม่กล่าวอย่างตั้งใจ เพราะเธอคิดว่าเงินไม่สำคัญเท่ากับลูก ให้เวลากับลูกดีกว่า

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท