
สปป.ลาว ตอนที่ 2 : สบายดีหลวงพระบาง
หลังจากที่ซื่นมื่นกันที่ “เวียงจันทน์” ในสัปดาห์ก่อน ทีมงานรายการโลก 360 องศา
หลังจากที่ซื่นมื่นกันที่ “เวียงจันทน์” ในสัปดาห์ก่อน ทีมงานรายการโลก 360 องศา ก็เดินทางต่อไปยัง “หลวงพระบาง” เมืองท่องเที่ยวที่สำคัญของ สปป.ลาว โดยในปีนี้บรรยากาศการท่องเที่ยวคึกคักเป็นพิเศษ เพราะเป็นปีแห่งการท่องเที่ยวของ สปป.ลาว นั่นเอง
นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ก่อนเดินทางสู่ “หลวงพระบาง” มักจะทราบกันเป็นอย่างดีว่า “หลวงพระบาง” ตั้งอยู่ในแขวงหลวงพระบาง ซึ่งเป็นแขวงที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของ สปป.ลาว
ที่นี่มีประชากรอาศัยอยู่ประมาณ 1 แสนคน และจากบันทึกทางประวัติศาสตร์ระบุว่า ในสมัยอาณาจักรล้านช้าง เมืองหลวงพระบางเคยมีชื่อเรียกว่า เมืองซัวและเมืองเชียงทอง ซึ่งนับเป็นเมืองสำคัญทั้งในด้านการปกครองและยังเป็นศูนย์กลางของการเผยแผ่พระพุทธศาสนาในอาณาจักรแห่งนี้อีกด้วย
“หลวงพระบาง” จึงขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองแห่งพระพุทธศาสนา มีวัดวาอารามมากกว่า 100 วัด มีจำนวนพระสงฆ์และสามเณรจำพรรษามากกว่า 1,000 รูป
พวกเราเดินทางไปยัง “วัดใหม่สุวรรณพูมาราม” ซึ่งคนส่วนใหญ่เรียกสั้นๆ ว่า “วัดใหม่” สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2337 ปัจจุบันตั้งอยู่บนถนนศรีสว่างวงศ์ ใกล้กับพระราชวังหลวงพระบาง
จุดเด่นของวัดแห่งนี้ คือ หลังคาของพระอุโบสถ สร้างขึ้นตามแบบสถาปัตยกรรมหลวงพระบาง อันประกอบไปด้วยหลังคาที่ซ้อนกันถึง 5 ชั้น ทำให้ดูแตกต่างไปจากหลังคาพระอุโบสถของวัดอื่นๆ
ภายในพระอุโบสถยังประดับไปด้วยงานไม้แกะสลัก บอกเล่าเรื่องราวของพระเวสสันดรชาดก ซึ่งเป็นฝีมือการแกะสลักโดย “เพี้ยตัน” ศิลปินแห่งชาติของ สปป.ลาว
นอกจากนั้น ยังประดิษฐานพระประธานที่มีลักษณะเป็นพระพุทธรูปทรงเครื่อง มีพระพักตร์งดงาม และยังมีพระพุทธรูปประดับอยู่บนผนัง ซึ่งว่ากันว่ามีจำนวนถึง 1 แสนองค์
จากนั้นพวกเราก็เดินทางต่อไปยัง “วัดเชียงทอง” ซึ่งมีอายุกว่า 450 ปี สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2102 ในสมัยพระเจ้าไชยเชษฐาธิราช
วัดแห่งนี้มีจุดเด่นที่พระอุโบสถ ซึ่งมีหลังคาแอ่นโค้ง ลาดต่ำลงมาซ้อนกัน 3 ชั้น และส่วนตรงกลางของหลังคาประดับด้วยช่อฟ้ามากถึง 17 ช่อ นอกจากนั้นบริเวณผนังด้านหลังของพระอุโบสถยังมีภาพประดับกระจกรูปต้นทอง ซึ่งเกิดจากการใช้กระจกสีมาประดับต่อกันเป็นรูปต้นทองขนาดใหญ่
ภายในพระอุโบสถยังมีเรื่องราวของพระสุธนมโนราห์ และเรื่องพระเจ้าสิบชาติ ซึ่งมีลักษณะลวดลายแบบปิดทองฉลุ บนพื้นลงรักสีดำ นับว่ามีความวิจิตรงดงามมากที่สุดแห่งหนึ่งในเมืองนี้
พวกเราชวนกันเดินเล่นไปตามถนนสายหลักของ “หลวงพระบาง” และได้รับคำบอกเล่าว่า เมื่อตกค่ำถนนสายนี้จะกลับกลายเป็น “ไนต์บาซาร์” ถนนคนเดินอันคึกคักไปด้วยผู้คนและร้านรวง เพื่อรอเวลาที่จะขึ้นไปชมพระอาทิตย์ตกที่ว่ากันว่างดงามจับตาจับใจเป็นอย่างมาก
เรายังได้ไปเยือน “เฮือนมรดกเชียงม่วน” อาคารที่ได้รับการอนุรักษ์โดยองค์การยูเนสโก เป็นอาคารไม้เก่าแก่ที่สุดในเมืองหลวงพระบาง ถือเป็นต้นแบบของบ้านลาวยุคโบราณ ซึ่งนับวันจะหาชมได้ยาก
นอกจากนั้น ยังมี “เฮือนพวงจำปา” บ้านไม้โบราณรุ่นแรกๆ ของเมืองหลวงพระบางที่มีอายุเก่าแก่กว่า 100 ปี โดยยังคงความสมบูรณ์และสวยงามเป็นอย่างมาก
เมื่อได้เวลานัดหมาย เราก็เดินขึ้นสู่ “พระธาตุพูสี” ซึ่งตั้งอยู่บนยอดเขาใจกลางเมืองหลวงพระบาง มีความสูงราว 150 เมตร โดยคนที่จะขึ้นมายัง “พระธาตุพูสี” จะต้องเดินขึ้นบันได 328 ขั้น
นอกจากจะได้ชมความงดงามของพระธาตุพูสีอย่างใกล้ชิดแล้ว ยังจะได้เห็นทัศนียภาพรอบเมืองหลวงพระบาง และจุดหมายสำคัญที่นักท่องเที่ยวนิยมเป็นอย่างมาก คือ การนั่งรอเพื่อชมพระอาทิตย์ตกดินที่ “พระธาตุพูสี” ซึ่งความงดงามนั้นประทับอยู่ในความทรงจำสมคำร่ำลือจริงๆ
หลังจากเดินลงมาจากพระธาตุพูสีแล้ว ถนนสายเดิมก็เริ่มเปลี่ยนแปลงไปเป็น “ตลาดไนต์บาซาร์” ใจกลางเมือง บนถนนบริเวณหน้าหอพิพิธภัณฑ์หลวงพระบาง โดยมีความยาวประมาณ 1 กิโลเมตร เปิดขายกันตั้งแต่ 5 โมงเย็นเป็นต้นไป ซึ่งรัฐบาลลาวได้จัดให้ช่วงเวลาดังกล่าวนี้ เป็นเวลาแห่งถนนคนเดิน ดังนั้นรถทุกชนิดจะไม่สามารถเข้าออกบริเวณถนนสายนี้ได้
สินค้าส่วนใหญ่ที่นำมาจำหน่ายมักจะเป็นสินค้าหัตถกรรม มีความโดดเด่นในเรื่องของลวดลายและความเป็นเอกลักษณ์ของเมืองหลวงพระบาง จึงเป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่นักท่องเที่ยวไม่ควรพลาด ในการซื้อหาของฝากติดไม้ติดมือกลับบ้าน
เช้าวันต่อมา พวกเราได้ร่วม “ตักบาตรข้าวเหนียว” อันเป็นวิถีเช้าของชาวหลวงพระบาง ที่ยังคงความเป็นเอกลักษณ์และเปี่ยมไปด้วยเสน่ห์
วิธีการตักบาตรข้าวเหนียวของที่นี่จะใส่เฉพาะข้าวเหนียวเพียงอย่างเดียว และเมื่อพระสงฆ์บิณฑบาตเสร็จเรียบร้อยแล้ว ทางวัดก็จะเคาะเกราะไม้ไผ่ ซึ่งเป็นสัญญาณที่แจ้งให้ชาวบ้านรู้ว่า ถึงเวลายกสำรับกับข้าวที่ได้เตรียมไว้ไปถวายพระที่วัด โดยเรียกกันว่า “การถวายจังหัน”
ต่อจากนั้นพวกเราก็ไปยัง “ร้านกาแฟประชานิยม” ตามคำแนะนำของเจ้าบ้าน โดยร้านกาแฟแห่งนี้ตั้งอยู่ริมถนนเลียบแม่น้ำโขง มีจุดเด่นที่กาแฟรสกลมกล่อม ซึ่งเป็นกาแฟคั่วบดส่งตรงมาจากทางตอนใต้ของประเทศนี้
กาแฟเริ่มเข้ามาใน สปป.ลาว ตั้งแต่สมัยยุคล่าอาณานิคม และสามารถปลูกได้ดีทางตอนใต้ของประเทศ ให้ผลผลิตที่มีคุณภาพดีเยี่ยม จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้วิถีชีวิตของคนลาวนั้นมีความผูกพันกับกาแฟมากขึ้น จนถึงปัจจุบันกาแฟได้กลายเป็นพืชเศรษฐกิจที่สร้างรายได้ให้กับ สปป.ลาว เป็นจำนวนมาก
ถึงแม้ว่าเมือง “หลวงพระบาง” นั้นจะเป็นเมืองเล็กๆ แต่ก็เป็นเมืองที่เปี่ยมไปด้วยเสน่ห์ มีวิถีชีวิตและวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์ รวมถึงสถาปัตยกรรมบ้านเรือนที่ควรค่าต่อการอนุรักษ์ นอกจากนั้นยังเป็นหนึ่งในศูนย์กลางทางพระพุทธศาสนาที่สำคัญของประเทศ ด้วยคุณค่าอันมิอาจประเมินได้เหล่านี้จึงทำให้เมือง “หลวงพระบาง” ได้รับการยกย่องเป็น “เมืองมรดกโลก” ที่เป็นจุดหมายของนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก
ติดตามชมเรื่องราวและภาพความประทับใจอีกมากมายของ “หลวงพระบาง” ได้ในรายการโลก 360 องศา วันเสาร์ เวลา 21.30 น. ทาง ททบ.5







