posttoday
จันทรา รัศมีทอง กว่าจะพิชิตรางวัลแว่นแก้ว

จันทรา รัศมีทอง กว่าจะพิชิตรางวัลแว่นแก้ว

22 ตุลาคม 2555

โดย...มัลลิกา นามสง่า

โดย...มัลลิกา นามสง่า

“จันทรา รัศมีทอง” เพิ่งได้เฝ้าฯ รับพระราชทานโล่รางวัลวรรณกรรมเยาวชน “แว่นแก้ว” ครั้งที่ 9 ประจำปี 2555 จาก สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (15 ต.ค.) นับเป็นปีที่ 3 ติดต่อกันแล้ว ที่เธอมีโอกาสครั้งสำคัญยิ่งในชีวิต แต่ปีนี้เป็นครั้งแรกที่ จันทรา ได้รับรางวัลชนะเลิศ จากผลงานเรื่อง “เอ้อละเหยลอยคอ” ส่วนครั้งที่ผ่านๆ มาได้รับเพียงรางวัลรองชนะเลิศ จากเรื่อง บ้านไม้ชายคลอง และ ขนมลูกชุบ

“ทุกครั้งที่ได้เฝ้าฯ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้รับรางวัล ก็ยังชื่นใจอยู่เหมือนเดิม บอกตัวเองว่า นี่ไงฉันทำได้แล้ว เป็นความภาคภูมิใจที่สุดในชีวิต ตอนนั่งเย็บผ้าอยู่ไม่เคยคิดฝันว่าตัวเองจะมีวันนี้ โชคดีแม้ว่าจะเรียนมาน้อยแต่อ่านหนังสือออกและแตกฉาน จนสามารถเขียนหนังสือได้ ปลื้มใจมาก” จันทรา เปิดเผยความรู้สึกด้วยน้ำเสียงตื้นตัน

ใครจะคิดจะฝันล่ะว่า ทำงานเย็บผ้ามาตั้งแต่อายุ 13 ปี นั่งหลังขดหลังแข็งอยู่อย่างนั้นมานานถึง 32 ปี ความรู้ก็บอกตัวเองว่ามีแค่หางอึ่ง ใบประกาศอะไรก็ไม่เคยได้รับอย่างคนอื่นเขา จะเดินมาไกลจนถูกเรียกว่า “นักเขียน” แทบยังเป็นนักเขียนมีรางวัลพ่วงท้ายอีกด้วย “เรียนหนังสือไม่เยอะ แต่โชคดีได้อ่านหนังสือเยอะทั้งไทยและต่างประเทศ อ่านหลายแนวมาก เพราะน้องๆ เขาเรียนหนังสือ ยืมจากห้องสมุดมหาวิทยาลัยมาให้ ทั้งปรัชญา จิตวิทยา การเมือง นิยาย มีอะไรมาก็อ่านหมด เข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง แต่ก็เหมือนคลังความรู้ของเรา แต่ที่ทำให้มาเขียนหนังสือ เพราะเห็นรูปน้องๆ รับปริญญาที่ติดผนังบ้าน ก็คิดว่าทำไมเราน้อยวาสนาไม่มีโอกาสได้เหมือนน้องๆ จนวันหนึ่งเห็นประกาศเขียนหนังสือวรรณกรรมเยาวชนแล้วได้โล่รางวัลจากสมเด็จพระเทพฯ จึงเป็นหนึ่งในแรงบันดาลใจ”

จันทรา เริ่มต้นเขียนหนังสือเมื่อปี 2549 หลังลาออกจากงานเย็บผ้าเพื่อมาดูแลคุณแม่ อายุตอนนั้นก็ปาไป 47 ปีแล้ว แต่เธอบอกว่าไม่มีใครสายเมื่อคิดจะเริ่มต้น ทว่าเธอเขียนงานไม่ต่อเนื่อง เพราะคิดไปเองว่า “มีความรู้ไม่มาก มีต้นทุนชีวิตไม่พอ ไม่รู้จะเขียนยังไง ทั้งๆ ที่มีเรื่องอยากเล่ามากมาย” แต่กระนั้นก็พยายามเขียนงานจนมีผลงานทั้งเรื่องสั้น นวนิยายส่งเข้าประกวดและได้รับรางวัลชมเชยมาแล้ว ทั้งเรื่อง “จึงมิต้องสลัดผ้าหน้าทำเนียบ” ของตลาดหลักทรัพย์ฯ ซึ่งในวันที่ได้รับรางวัล เธอคิดในใจว่า “ถ้าไม่เขียนหนังสือจะได้มานั่งกินข้าวกับผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ฯ ไหม” นวนิยาย “ขังเดี่ยวแดนสิบสอง” จากทมยันตีอะวอร์ด ครั้งที่ 2 เป็นอาทิ

“เอ้อระเหยลอยคอ” อีกหนึ่งความสำเร็จและนำความภาคภูมิใจมาสู่ตัวผู้เขียน เป็นหนังสือวรรณกรรมเยาวชน ตัวเอกชื่อ “ณัฐ” วัยรุ่นชายวัย 14 ปี ที่ไม่สนใจเพลงพื้นบ้านของไทย กลับมองว่าเฉิ่มเชย แถมตาธงก็ยังมาคอยร้องแต่งเพลงสดๆ กระแนะกระแหน ยิ่งทำให้ไม่ชอบทั้งคนแก่เพลงเก่า แต่เรื่องราวก็จับพลัดจับผลูให้ต้องมาทำรายงานเกี่ยวกับเพลงพื้นบ้านไทย ทว่าเรื่องราวในหนังสือไม่ได้มุ่งเน้นไปที่เพลงพื้นบ้านอย่างเดียว แต่ยังมีกลวิธีเล่าเรื่องชวนติดตาม ทั้งเรื่องดูตลก พายเรือ ปีนหน้าผา การแข่งขัน หรือเรื่องสืบสวนสอบสวนหาตัวคนร้าย และยังใช้ฉากเหตุการณ์น้ำท่วม ซึ่งผู้เขียนบอกว่า เป็นความตั้งใจที่อยากบันทึกไว้เป็นประวัติศาสตร์

“โดยส่วนตัวชอบเพลงพื้นบ้านมาตั้งแต่เด็กๆ ยุคสมัยเปลี่ยนไป เพลงก็หายไป วันหนึ่งมีรายการนำเสนอการร้องเพลงฉ่อย หลานชายบอกว่าฮาดีเหมือนกัน เพลงอะไร เราก็เลยหาหนังสือเพลงพื้นบ้านให้หลานอ่าน แต่เด็กไม่เอา บอกว่าหนา เราก็มาได้ประเด็น เป็นอารมณ์ชั่ววูบมากกว่า ไม่ใช่แรงบันดาลใจว่าจะเขียนวรรณกรรมเยาวชน เขียนเรื่องนี้สอดแทรกเข้าไป เนื้อเรื่องมีอะไรให้ลุ้นหน่อย ไม่ได้ตั้งใจยัดเยียด เด็กไม่ชอบให้เราไปสอนเขาเยอะๆ เด็กจะเบื่อ ก็เลยใส่เรื่องอื่นๆ ไปด้วย เป็นกลวิธีชักจูงใจเด็ก ไม่อยากให้เขาอ่านด้วยความเบื่อหน่าย อย่างบทเพลงพื้นบ้านนานๆ ใส่มาที ก็แต่งมาใส่เองคล้ายกลอนแปด แต่ฉันทลักษณ์ไม่ตายตัวเท่า”

ผู้เขียนให้ ณัฐ ตัวละครเอกเป็นผู้เล่าเรื่อง “อยากให้ผู้อ่านเข้าใจถึงความเป็นเด็ก คนอ่านก็จะรู้สึกไม่ไกลตัวจากเขา ถ้าเราเล่าโดยบุรุษที่สาม เหมือนเรามองอยู่ห่างๆ แต่ให้บุรุษที่หนึ่งใช้สรรพนามว่า ผม มันเหมือนใกล้ชิด เหมือนผู้อ่านเป็นคนที่อยู่ในเหตุการณ์นั้นเอง เราสร้างสถานการณ์ให้ณัฐไปอยู่กับพ่อเพลง เขาถูกแม่ให้แต่งกลอนแลกกับเล่นเกม มีคุณแม่ค่อนข้างเข้มงวด ในตัวเขามีส่วนที่ดี เราพยายามวางโครงสร้างมาแบบนี้ แม้ว่าเด็กอาจไม่เปลี่ยนจากไม่ชอบเป็นชอบในฉับพลัน แต่เปลี่ยนได้บ้างก็ไม่เกินจริงมากนัก”

ท้ายสุด จันทรา กล่าวไว้ว่า “เราเห็นด้วยกับการเปลี่ยนแปลง ความเจริญทางเทคโนโลยี แต่เราเป็นคนแก่ที่นั่งดูมานาน อยากให้รุ่นหลานได้รู้ความเป็นมาของเราด้วย คิดว่าการได้เล่าผ่านข้อเขียนของตัวเองนิดๆ หน่อยๆ ศิลปวัฒนธรรมคือศักดิ์ศรีของประเทศ ไม่อยากให้เด็กๆ มามีความรู้สึกเฉย โบราณ เป็นความหวังของผู้เขียน อยากให้เด็กๆ ค่อยๆ ซึม เป็นความตั้งใจสุดๆ คือสิ่งที่อยากได้ที่สุด ฟังเพลงอะไรก็ฟังไปเถอะ แต่ขอให้รับรู้วิถีความบันเทิงของคนรุ่นเก่าบ้าง”

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท