
ดินแดนเปลือกสีขาว
ใต้ทะเลสตูลน่าจะเคยเกิดโศกนาฏกรรมของหอยนับล้าน เพราะแทนที่น้ำจะพัดพาทรายขึ้นมา
โดย...กาญจน์ อายุ
ใต้ทะเลสตูลน่าจะเคยเกิดโศกนาฏกรรมของหอยนับล้าน เพราะแทนที่น้ำจะพัดพาทรายขึ้นมา กลับพัดบรรดาเปลือกหอยสีขาวมารวมกันยาวเป็นกิโล ถ้าชีวิตหลังความตายมีจริง หอยเหล่านี้คงภูมิใจที่ธรรมชาติทำให้พวกมันสวยงามแม้จะเหลือแต่เปลือกก็ตาม
เส้นทางตามหาเปลือกหอยนับล้านต้องไปเริ่มที่ท่าเรือบ้านบากันเคย ต.ตันหยงโป อ.เมือง จ.สตูล ชาวบ้านจะมีเรือหัวโทงให้นักท่องเที่ยวเหมาลำ ลำละ 1,500 บาท นั่งได้ 10 คน ออกเรือไปเที่ยวเกาะในทะเลอันดามันเขตสตูล นายท้ายเรือสตาร์ตเครื่องแล้วหันหัวเรือโทงอย่างรู้ทิศ นำ 7 ชีวิตออกทะเลสู่ “หอขาว” เนินเปลือกหอยสีขาวที่ต้องไปลุ้นกันว่าวันนี้จะมีรูปทรงอะไร
30 นาทีผ่านไป กระแสคลื่นที่กระทบเรือเริ่มเหมือนจังหวะไกวเปลสมัยเด็กๆ ทุกคนบนเรือเริ่มเคลิ้มหลับ แม้กระทั่งนายท้ายเรือเองยังเปลี่ยนอิริยาบถจากยืนเป็นนั่ง จากนั่งเป็นนอน แล้วใช้เท้าต่างมือบังคับท้ายเรือแทนแล้ว แต่ทันใดนั้นนายท้ายเรือก็หยุดเรือกะทันหัน ทุกคนหันหลังไปหาคนหลังเรือ แล้วหันหน้าตามนิ้วชี้ของเขาอีกที “นั่น โลมาปากขวด” นายท้ายเรือชี้ไปบนผืนน้ำที่ไม่มีอะไร ยกเว้นคลื่น แต่ไม่ถึง 10 วินาที ครีบโลมาก็โผล่ขึ้นเหนือน้ำ ทุกคนตาโตยิ่งกว่าตอนออกเรือเสียอีก เพราะโลมาเป็นสิ่งมีชีวิตนอกแผน และไม่เคยมีใครบอกด้วยว่าเส้นทางที่มามีโลมา และไม่ใช่มีแค่ตัวเดียว มันมากันเป็นครอบครัว ดำผุดดำว่ายอยู่ไกลๆ แต่นายท้ายเรือพาไปใกล้กว่านี้ไม่ได้ เพราะมันเป็นโลมาไม่รู้งาน ถ้าไปใกล้กว่านี้มันจะว่ายหนีห่างและไม่โผล่ขึ้นมาอีกเลย
โลมาปากขวดเล่นเอาหายง่วง คราวนี้ไม่มีใครกล้าหลับอีกเลยเพราะต่างนั่งสังเกตกันว่าทะเลรอบข้างจะมีโลมาโผล่มาอีกมั้ย สังเกตไปเรื่อยๆ ผ่านเนินทรายสีขาวสองสามเนินซ้ายขวาก็ยังไม่เห็นมันอีก จะเห็นก็เป็นเกาะเบื้องหน้าที่นายท้ายเรือบอกว่านั่นคือ “เกาะสาหร่าย” เกาะเป้าหมายสถานที่ที่จะพบหอขาวนั่นเอง
และเรือก็มาถึงแล้วจริงๆ นายท้ายเรือนำเรือเทียบที่ “หอขาว” ซึ่งมีรูปร่างไม่เหมือนหอเลยสักนิด วันนี้มันเป็นเนินทรงบูเมอแรง แต่วันอื่นจะเป็นแบบไหนก็แล้วแต่กระแสน้ำ กระแสลม
เมื่อขึ้นไปเหยียบบนเปลือกหอยแล้ว สิ่งแรกที่รู้สึกคือ “เจ็บเท้า!” แนะนำให้ทุกท่านสวมรองเท้าขึ้นหอขาวด้วย เพราะเปลือกหอยเป็นเหลี่ยมคม เท้าอาจโดนบาดได้ง่ายๆ
จัดการกับความเจ็บไปเรียบร้อยก็ต้องสะดุ้งอีกรอบ ขอบอกว่าเป็นอาการสะดุ้งที่ยิ่งใหญ่มาก ตาลุกวาว ปากเปิดอ้า อึ้งไปกับความยิ่งใหญ่ของมัน หอขาวเป็นเหมือนเกาะที่มีต้นไม้ขึ้น แต่แทนที่จะเป็นทรายกลับกลายเป็นเปลือกหอยสีขาวอมน้ำตาล บนเปลือกหอยมีผักบุ้งทะเลเรื้อยเต็มพื้น แถมยังชูช่อดอกสีม่วงตัดกับใบสีเขียวเข้มๆ ของมัน มันเป็นภาพที่น่ามหัศจรรย์มาก แค่รู้ตัวว่ากำลังยืนอยู่บนเปลือกหอยนับล้านๆ ชิ้นก็น่าตื่นเต้นจนขนลุกแล้ว และก็ยิ่งลุกขึ้นไปอีกเมื่อนายท้ายเรือบอกว่าเนินขาวๆ ที่เรือแล่นผ่านมานั่นก็เป็นเปลือกหอยเช่นกัน
มองย้อนกลับไปยังเห็นเนินขาวๆ อยู่ลิบๆ ก็เกิดความคิดแนวแฟนตาซีขึ้นมา ถ้าใต้ทะเลบริเวณนี้เป็นเปลือกหอยหมด พื้นที่แห่งนี้ก็อาจเป็นอาณาจักรหอยที่เคยรุ่งโรจน์
ตอนแรกที่คิดก็ยังหัวเราะตัวเอง แต่เริ่มจะหัวเราะไม่ออกแล้วเริ่มคิดจริงจัง เพราะเมื่อได้เห็นกองทัพเปลือกหอยอีกที่ที่ยาวเป็นกิโล ความคิดถึงกลับก้องในหัว “นี่มันคืออาณาจักรหอย!”
สถานที่อีกแห่งที่ทำให้คิดมาก คนสตูลเขาเรียกว่า “สันหลังมังกร” มันคือทะเลแหวกที่เกิดขึ้นทุกวันเวลาน้ำลด เชื่อมระหว่างเกาะปูเลาอูบีและเกาะปูเลาตีกอ ขนาดยาวกว่า 3 กม. ทุกกระเบียดนิ้วเป็นเปลือกหอยไม่ต่างจากที่หอขาว แต่ที่นี่ยาวกว่าและจะพบเห็นได้เวลาน้ำลดเท่านั้น
คนสตูลเรียกว่าสันหลังมังกร เพราะมันคดเคี้ยวเหมือนมังกรกำลังบิน มีเกาะหนึ่งเป็นหัว และอีกเกาะเป็นหาง อีกทั้งจะนำไปเชื่อมโยงกับถ้ำเลเขากอบ จ.ตรัง ที่นักท่องเที่ยวจะได้ลอดท้องมังกรที่ตรัง แล้วมาเดินบนสันหลังมังกรที่สตูล
สันหลังมังกรในวันที่ได้ไปยืนตรงกับเวลาพระอาทิตย์ตกพอดี ทำให้มังกรวันนั้นเป็น “มังกรทอง” ทองด้วยแสงสีเหลืองอ่อนๆ จากดวงอาทิตย์สาดให้ทั้งเปลือกหอยและน้ำทะเลเป็นสีเดียวกัน
มนุษย์ทั้งเจ็ดยืนอยู่บนสันหลังมังกรแบบไม่มีกิจกรรมใดๆ ไม่มีต้นไม้ให้ถ่ายเหมือนบนหอขาว ไม่มีโลมาให้มองเหมือนขามา ทุกคนได้แต่ยืนมองน้ำทะเลที่ค่อยๆ ลดลงไป ได้แต่ยืนมองเปลือกหอยที่ไม่มีชีวิต และได้แต่ยืนมองแสงอาทิตย์ที่ค่อยๆ อ่อนแรงลง แต่แม้ว่าทุกคนจะนิ่งแค่ไหน ก็ไม่มีใครเรียกร้องกลับเข้าฝั่ง เสมือนแสงอาทิตย์ที่กำลังอาบอยู่นั้นเป็นแสงวิเศษที่ต้องตากให้ถึงแสงสุดท้าย
นายท้ายเรือนึกว่าทุกคนถูกสะกดจิตจนต้องตะโกนให้ขึ้นเรือ เพราะพระอาทิตย์ใกล้ตกดินแล้ว กลัวจะกลับเข้าฝั่งลำบาก ซึ่งก่อนจะถึงฝั่งขอเล่าถึง “เกาะปูเลาอูบี” ที่เป็นหัวหรือหางของมังกรไม่แน่ใจ
เกาะปูเลาอูบีเป็นแหล่งชุมชนชาวเลขนาดเล็กที่อาศัยธรรมชาติทำมาหากิน บ้านทุกหลังจะสร้างด้วยเทคนิคเดียวกัน “หลังคามุงจาก ฟากไม้ไผ่ บันไดสามขั้น” เวลาน้ำลดจะเห็นใต้ถุนบ้าน มีเสาไม้ไผ่ค้ำยันให้อยู่ยง ลักษณะไม่ต่างจากรากของป่าชายเลนโดยรอบที่เผยรากอันซับซ้อนเมื่อน้ำลดลง
ใกล้ๆ กับเกาะปูเลาอูบีเป็น “เกาะกวาง” มีความพิเศษตรงที่หาดไม่ใช่ทราย แต่เป็น “หาดหินเหล็ก” แนวหาดหินรูปทรงสี่เหลี่ยมถึงหกเหลี่ยมคล้ายแผ่นเหล็ก เรียงรายอัดแน่นกลายเป็นเนื้อเดียวกันรอบเกาะ และบนเกาะมีจุดชมวิวบนเขา จะมองเห็นเกาะลังกาวี ประเทศมาเลเซีย ซึ่งเป็นจุดพรมแดนทางน้ำไทยมาเลเซีย
เรือหัวโทงหันหัวกลับเข้าฝั่ง เจ้าโลมาโผล่ครีบมาโบกมือลาอีกครั้ง แถมสะบัดหางโชว์อย่างกับเป็นนางแบบฟินาเล ทั้ง 7 คนบนเรือเบิกตาแต่ไม่กว้าง เพราะหนังตาโดนแดดเลียจนเพลียไปหมดแล้ว
แต่ไม่ว่าจะเพลียขนาดไหน ความคิดแฟนตาซีของฉันยังไม่หยุดคิด ฉันยังจินตนาการถึงอีกร้อยล้านปีข้างหน้า คิดว่าตอนนั้นจะมีสิ่งมีชีวิตแบบไหนมายืนชมความงามอยู่บนกระดูกของเรา
การเดินทาง : จากตัวเมืองสตูล เริ่มต้นจากถนนสตูลธานี สู่ทางหลวงหมายเลข 4138 ถนนศุลกานุกูล เลี้ยวขวาเข้าทางหลวงหมายเลข 4051 ถนนวิเศษมยุรา จากนั้นเลี้ยวซ้ายเข้าสู่ท่าเรือบ้านบากันเคย ต.ตันหยงโป อ.เมือง จ.สตูล ชาวบ้านชุมชนบากันเคยมีเรือคอยให้บริการไปยังหอขาว เกาะปูเลาอูบี เกาะกวาง ทุกวัน ราคาเหมาเรือลำละ 1,500 บาท นั่งได้ 10 คน ใช้เวลา 3 ชั่วโมง
หรือติดต่อ บริษัท สตูล วีไอพี แทรเวล บริการจัดทริปให้พร้อมไกด์ โทร. 083-534-8990 ติดต่อคุณอาเล็น ระสุโส๊ะ
ขอขอบคุณ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานตรัง







