
พนมเปญถึงโฮจิมินห์ซิตี
ดังที่เกริ่นไว้ในฉบับก่อนๆ ว่าผมจะชวนท่านผู้อ่านขึ้นรถจากเขมรไปยังเวียดนามตอนใต้ วันนี้ก็ได้โอกาสนั้น
โดย...จำลอง บุญสอง
ดังที่เกริ่นไว้ในฉบับก่อนๆ ว่าผมจะชวนท่านผู้อ่านขึ้นรถจากเขมรไปยังเวียดนามตอนใต้ วันนี้ก็ได้โอกาสนั้น แต่ต้องออกตัวไว้ก่อนว่า สมเด็จเจ้านโรดม สีหนุ พระมหาวีรกษัตริย์ (มหาราช) ของกัมพูชาได้เสด็จสวรรคตด้วยโรคพระหทัยวาย ผมเองเคยได้ถ่ายภาพพระองค์ตอนที่ทำข่าวอยู่ตามแนวชายแดนอย่างใกล้ชิด จึงอยากเอาพระราชประวัติในความทรงจำมาถ่ายทอดให้ท่านผู้อ่านได้รับทราบ อย่างน้อยก็เพื่อความเข้าใจถิ่น เพื่อที่เราจะได้เข้าใจเที่ยวในดินแดนที่เรากำลังจะรวมกันเป็นประชาคมเศรษฐกิจเดียวกันได้ไม่มากก็น้อย ดังนั้น ข้อเขียนอาจจะสั้นลงไปบ้างเพื่อให้เนื้อที่ล้อมกรอบและพื้นที่สัมภาษณ์มากหน่อย ก็หวังว่าท่านผู้อ่านคงให้อภัย
ผมกับเฮียสี่ สุขา ผู้จัดการของเฮียสี่ และสุเทพ พวงมะโหด เดินทางด้วยรถโดยสาร แม่โขงเอ็กซ์เพรส จากเสียมราฐ ตอนเช้าวันหนึ่งของเดือน ก.ย. ที่ฝนกำลังกระหน่ำภูมิภาค
ในรถมีทั้งคนเขมร เวียดนาม และฟิลิปปินส์ คนเขมรนั่งรถปรับอากาศสบายๆ ไปลงพนมเปญ บ้างก็ไปลงจังหวัดใหญ่ๆ ตามเส้นทาง ส่วนคนเวียดนามเดินทางกลับบ้านหลังจากมาเที่ยวนครวัดแล้ว ส่วนคนฟิลิปปินส์ 4-5 คน เป็นกรรมกรสมัยใหม่ที่ได้ตั๋วราคาถูกจากฟิลิปปินส์แอร์ไลน์ ที่โปรโมชันมาเที่ยว
ผมเองเคยมาเส้นนี้มาก่อนเมื่อครั้งเวียดนามถอนทหารออกจากกัมพูชา ก็กว่าสิบปีเข้าไปแล้ว จากเสียมราฐไปยังพนมเปญ ผมเพิ่งเดินทางมาไม่นาน จึงไม่ค่อยได้สนใจอะไรมากนัก จึงเอาแต่หลับเพราะรถปรับอากาศดีเหลือเกิน แม้ว่าบัสโฮสเตสจะพูดถึง 3 ภาษา คือ อังกฤษ เวียดนาม และเขมร ให้ข้อมูลที่น่าสนใจ แต่ผมก็ขอหลับ ที่หลับไม่ใช่ว่าไม่อยากฟังนะครับ แต่ภาษาอังกฤษก็งูๆ ปลาๆ เขมรก็งูๆ ปลาๆ เวียดนามไม่ต้องห่วงเลยว่าไม่ทั้งงูและไม่ทั้งปลา แต่ก็ทึ่งว่ารถทัวร์ระหว่างประเทศของกัมพูชานั้นไปไกล คือไม่เพียงแต่รถทัวร์ดี บริการดี เท่านั้น แต่ยังให้ข้อมูลนักท่องเที่ยวดีอีกด้วย เปิดเออีซีเมื่อไหร่เอาไปเลยคะแนนเต็ม ว่าแต่ว่าจะสู้สายการบินโลว์คอสต์ได้หรือเปล่าเท่านั้น
ไปถึงพนมเปญก่อนเที่ยง ระหว่างที่แวะตามทางก็เห็นว่าที่พักระหว่างทางของกัมพูชานั้นน่าสนใจไม่น้อย เพราะเดี๋ยวนี้มีอาหารอร่อยๆ พื้นเมืองกินพร้อมเครื่องดื่มชั้นดี ที่ว่าเครื่องดื่มชั้นดี ก็เพราะส่วนใหญ่ไปจากเมืองไทยนั่นเอง
ไปถึงพนมเปญก็บ่ายแล้ว ต้องไปถ่ายรถอีกคันที่สถานีขนส่งของบริษัท บริษัทนี้จัดวางของไม่มั่วดีมาก เพราะต้องถือหางตั๋วไปรับของ เพื่อไม่ให้สับกันหรือเพื่อไม่ให้เกิดการขโมยของกัน ไปที่นั่นแล้วจึงได้ทราบว่าปลายปีนี้จะมีรถวิ่งจากพนมเปญมายังหมอชิตใหม่ของไทยตามนโยบายแลกเปลี่ยนของกระทรวงคมนาคม พอรู้อย่างนี้เฮียสี่ของผมถึงกับร้อง...อ้ายหยา ที่ร้องก็เพราะว่าถ้ารถวิ่งไปวิ่งมาระหว่างประเทศได้ อีกหน่อยทัวร์ระหว่างประเทศก็จะหมดความหมาย แต่จะไปดีที่ทัวร์ในประเทศแบบเดียวกับที่มีอยู่ที่ตรอกข้าวสาร คือนั่งรถมาแล้วจะไปที่ไหนก็ไปซื้อทัวร์เอาได้ในประเทศนั้นๆ
รถพาเรามาที่ชายแดนกัมพูชาเวียดนาม ที่นัคเรียงบาเวียด เราต้องขนของไปเอกซเรย์กันเอาเอง พร้อมกับถือพาสปอร์ตไปให้เจ้าหน้าที่ทั้งไทยและเวียดนามประทับตราเข้าออก ถ้ายุ่งยากแบบนี้ เฮียสี่ของผมก็คงทำทัวร์ข้ามประเทศได้อย่างสบาย เพราะคนไทยไม่ชอบขั้นตอนเยอะ ก่อนข้ามไปผมซื้อซิมเวียดนามไปประมาณ 400 บาท ไม่ต้องเติมเงินอีกเพราะใช้ไม่มากอยู่แล้ว แต่ถ้าใครอยากจะเติมก็ไปซื้อเอามาขูดแล้วเติมเอาเอง
ด่านนี้แหละที่ผมข้ามจากเวียดนามมาที่พนมเปญเพื่อดูการถอนทหารเมื่อกว่า 10 ปีที่แล้ว ช่วงนั้นพอข้ามด่านแล้วก็มาข้ามแม่น้ำโขง ผมซื้อเต่ามาให้ไกด์กินกลางโรงแรมใหญ่ที่มีที่เดียวในพนมเปญ ผลปรากฏว่าฝรั่งโวยวายใหญ่
ข้ามไปเวียดนามแล้วอืดอาดมาก เพราะเขาให้วิ่งได้ไม่เกิน 450 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เรื่องนี้ทำให้พี่เทพของผมบ่นเป็นหมีกินผึ้งเพราะใจรักแต่เขมร ส่วนผมกับเฮียสี่และสุขาผู้จัดการทัวร์ของเฮียสี่และภรรยาเฉยๆ เพราะเรารู้อยู่แล้วว่าข้อจำกัดของการคมนาคมในเวียดนามเป็นอย่างไร
เราไปถึงเวียดนามกลางเมืองที่มีสวนสาธารณะก็ค่ำมากแล้ว คุณวิชัย เขยกัมพูชาที่ไปเป็นผู้จัดการอยู่ที่เสียมราฐอังกอร์จองโรงแรมเอาไว้ให้แค่เดินข้ามก็ถึงแล้ว ผมได้ห้องริมหน้าต่างก็เลยได้ดูวิว
ไปเที่ยวตามพิพิธภัณฑ์ที่อยู่ใกล้ทำเนียบประธานาธิบดี ไปตลาดหลายๆ แห่ง ไม่ว่าจะเป็นตลาดเบนถั่น หรือตลาดขายส่งอื่นๆ ตอนเย็นก็กลับมากินเฝอร้านใกล้ๆ โรงแรม ซึ่งย่านนั้นก็เหมือนย่านตรอกข้าวสาร คือมีฝรั่งมานั่งกินเบียร์กินเหล้ามาก เวลานั่งกินเบียร์ฝรั่งจะเอาหน้าออกไปทางถนนเพื่อมองดูโน่นนี่ เก้าอี้ที่นั่งก็มีทั้งแบบพับได้และแบบนั่งยองๆ ทำให้ได้บรรยากาศไปอีกแบบหนึ่ง
เฝอที่เรากินอร่อยมาก เพราะเขาทำมานานและมีคนกินแน่นร้านทุกวัน เฮียสี่กินผักเขาเสียหมดจานทั้งๆ ที่เขาเอาจานใหญ่ๆ มาให้เรา ผมก็กินพริกของเขาหมดเหมือนกัน ส่วนพี่เทพติดใจขนมปังแบบฝรั่งเศสสอดไส้หมูยอ หลังจากฟาดเฝอจนเต็มพุงแล้วก็ยังกินอาหารที่ว่านั้นได้อีก พี่แกบ่นว่าอร่อยสู้เขมรไม่ได้
หลังจากนี้ก็จะเป็นเรื่องการเดินทางไปท่องเที่ยวสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขง ซึ่งแบ่งออกเป็นหลายสาย ไปกินเงาะเวียดนามและน้ำตาลสดเวียดนาม รวมทั้งไปร่วมงานโชว์ของการท่องเที่ยวลุ่มน้ำโขง ที่ไทยกลายเป็นแค่ไม้ประดับของงาน และคำให้สัมภาษณ์ดีๆ ของน้องนก ผอ.ททท.ประจำเวียดนาม และการให้สัมภาษณ์ผู้ประกอบการเวียดนามว่ากลัวไทยอย่างไรครับ!
สมเด็จฯ สีหนุ ในความทรงจำ
หลังจากให้ความร่วมมือกับพรรคคอมมิวนิสต์อินโดจีน ที่นำโดยประธานโฮจิมินห์ ด้วยการให้กองกำลัง “เวียดกง” เดินทัพผ่านไปยังเวียดนามใต้เพื่อแลกกับดินแดนบางส่วนที่เคยเป็นของเขมรมาก่อนได้ระยะหนึ่ง “อเมริกัน” ก็จับได้ว่าสมเด็จเจ้านโรดม สีหนุ กำลังเต้นไปตามเพลงของฝ่ายคอมมิวนิสต์ อเมริกาจึงใช้ นายพล “ลอนนอล” ทำรัฐประหารโค่นสมเด็จฯ สีหนุลง หลังจากนั้นสมเด็จฯ สีหนุก็ทรงใช้ “ผ้าขาวม้า” พันคอมากอดคอกับเขียว สัมพัน ผู้นำเขมรแดงที่มีจีนให้การสนับสนุนหราในหน้าหนังสือพิมพ์ เพื่อ “บอกฝ่าย” ว่าบัดนี้ พระองค์ทรงเป็น “พันธมิตร” ในการขับไล่อเมริกาออกนอกดินแดนของพระองค์ร่วมกับเขมรแดงแล้วนั่นเอง
ผ้าขาวม้าเป็นผ้าที่ “ชาวนา” ใช้ผูกเปลให้ลูก ใช้อาบน้ำ เช็ดเหงื่อ ปูนอน พับเป็นหมอนหรืออื่นๆ ผ้าขาวม้าจึงถูกคอมมิวนิสต์กัมพูชาหรือแขมร์ กะฮอม นำเอามาใช้เป็นสัญลักษณ์ในการปฏิวัติ การปฏิวัติเพื่อการทำลาย “ชนชั้นกลาง” (นายทุน) ที่กดขี่ขูดรีดในสังคมทุนนิยม ชาวนาเป็นพลังอิสระ และเป็น “กำลังยุทธศาสตร์” ของฝ่ายคอมมิวนิสต์ พรรคการเมืองของบางประเทศใช้กำลังยุทธศาสตร์ชนิดนี้มาเป็น “เกราะกำบัง” ไม่ให้ถูกอีกชนชั้นโค่น
แต่หลังจากรัฐบาลนายหน้าอเมริกา “ลอนนอล” ถูกโค่นลงไปในปี พ.ศ. 2518 เป็นประเทศแรกในอินโดจีนแล้ว แทนที่สมเด็จฯ สีหนุจะได้กลับมาครองราชบัลลังก์ กลับกลายเป็นว่าพระองค์ถูกคอมมิวนิสต์ “ซ้ายไร้เดียงสา” กัมพูชา (สายพันธุ์เดียวกับพรรคคอมมิวนิสต์ไทยในยุคโน้น) กักตัวพระองค์เอาไว้ในพระราชวัง เพราะสถานภาพของพระองค์ก็คือ “ชนชั้นสูง” ที่ฝ่ายคอมมิวนิสต์ต้องขจัดลง (ตามแนวทางคอมมิวนิสต์ซ้ายจัด) เช่นเดียวกันกับชนชั้นนายทุน แต่การที่พระองค์เคยเป็นพันธมิตรที่ดีต่อพรรคคอมมิวนิสต์ เขมรแดงกระทำต่อพระองค์ได้เพียงแต่การกักกันตัวพระองค์เอาไว้ในพระราชวัง ในขณะที่เขมรแดงกำลังสังหารโหดพระราชวงศ์ของพระองค์ไปถึง 4 คน รวมทั้งข้าราชการเก่า ปัญญาชน และคนกัมพูชาที่ไม่ยอมไปทำนา (เพื่อล้างคราบไคลแห่งความเป็นชนชั้น) อีก 3 ล้านคน ท้ายสุดพระองค์ก็ได้ลี้ภัยไปอยู่เกาหลีเหนือในเวลาต่อมา
การแตกแยกในแนวทางเพื่อการไปสู่สังคมคอมมิวนิสต์ระหว่างโซเวียตกับจีน นำมาซึ่งการแตกแยกระหว่างพรรคคอมมิวนิสต์กัมพูชา พรรคคอมมิวนิสต์ไทย พรรคคอมมิวนิสต์มาลายา พรรคคอมมิวนิสต์พม่า (บางพรรค) พรรคคอมมิวนิสต์ฟิลิปปินส์กับพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม+พรรคคอมมิวนิสต์ลาว และพรรคคอมมิวนิสต์กัมพูชาที่เดินแนวทางคอมมิวนิสต์อินโดจีน
การแตกแยกดังกล่าวเป็นการแตกแยกครั้งสำคัญของพรรคคอมมิวนิสต์ทั่วโลก จนนำกัมพูชาไปสู่สงคราม “ยกที่สาม” (สงครามยกแรกในยุคสมัยใหม่ คือการต่อสู้กับจักรวรรดินิยมฝรั่งเศสผู้รุกราน สงครามยกที่สองคือสงครามปลดปล่อยจากจักรวรรดิอเมริกา) คือสงครามใน “ลัทธิเดียวกัน” คือพรรคคอมมิวนิสต์กับพรรคคอมมิวนิสต์ด้วยกัน มันเป็นสงครามที่โหดร้ายกว่าสงครามระหว่างลัทธิต่อลัทธิเสียอีก)
เริ่มขึ้นเมื่อกองทัพเวียดนาม ซึ่งได้รับการสนับสนุนอาวุธยุทโธปกรณ์จากโซเวียตบุกเข้ายึดกรุงพนมเปญได้ในเดือน ธ.ค. 2521 พวกนักข่าวไทยไปรอถ่ายภาพทำข่าวกันที่ด่านคลองลึก ที่ที่ปรึกษาจีนจะเผ่นออกมาทางปอยเปต แต่นักข่าวก็ไม่มีใครได้ถ่ายภาพ เพราะมีเฮลิคอปเตอร์ลึกลับบินไปรับที่ปรึกษาเหล่านั้นส่งกลับไปยังปักกิ่ง
ระหว่างเขมรแดง (ที่มีจีนสนับสนุน) กับกองกำลังเวียดนามที่มีโซเวียตสนับสนุน โดยมีอดีตพลพรรคเขมรแดง คือ เฮง สัมริน เจียซิม และฮุนเซน เป็นส่วนหนึ่งของการปฏิบัติการโค่นอำนาจ (ปัจจุบันมีรูปทั้งสามในนามพรรคประชาชนกัมพูชาติดอยู่ตามชนบททั่วไปจนล้อกันว่านี่คือสัญลักษณ์ของพรรค “สามแม่ครัว”) อยู่นั้น กองกำลังอีกพวกหนึ่งก็เกิดขึ้น นั่นคือกองกำลัง “เขมรเสรี” เพื่อปลดปล่อยเขมรออกจากการยึดครองของเขมรเสรีและต่อต้านเวียดนาม กองกำลังเขมรเสรีแบ่งออกเป็น 2 ฝ่าย คือ ฝ่ายนิยมซอนซานกับฝ่ายนิยมสมเด็จฯ สีหนุ โดยมี “มือที่ 3” คืออเมริกาและพันธมิตรโลกเสรีให้การสนับสนุนผ่านไทย
สงครามระหว่างคอมมิวนิสต์เวียดนามกับคอมมิวนิสต์กัมพูชาดำเนินไปอย่างโหดร้าย เวียดนามยึดพื้นที่ได้เกือบทั้งประเทศ ยกเว้นตามป่าเขาที่อยู่ตามแนวชายแดนไทยที่ฝ่ายต่อต้านสามารถ “หลบเข้าหลบออก” อยู่เท่านั้น
ความพ่ายแพ้ของเขมรแดงจึงไปบังคับสภาพให้จีนต้องทำ “สงครามสั่งสอน” เวียดนาม
เพื่อดึงกำลังรบของเวียดนามในกัมพูชาให้ไป“พะวงหลัง”การรบครั้งนั้นแม้จีนจะไม่สามารถเอาชนะเวียดนามได้ แต่ก็ทำให้เวียดนามถูกบังคับสภาพจากจีนและแนวร่วมอเมริกาให้ต้อง“ถอนกำลังรบ”ออกจากกัมพูชา (แต่ก็หลังจากเวียดนาม“จัดระเบียบ”ให้“เฮง สัมริน เจียซิมและฮุนเซน”เรียบร้อยแล้ว)
และบังคับสภาพให้มีการ“เลือกตั้ง”เพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาสงครามกลางเมือง กองกำลังUNTACถูกส่งเข้าไปคุ้มครองการเลือกตั้ง (กองทัพไทยก็ส่งทหารช่างเข้าไปสร้างถนนจากอรัญประเทศ-พระตะบอง) ท้ายที่สุดก็นำมาซึ่งการจัดตั้งรัฐบาลร่วมระหว่างพรรคการเมืองสายเวียดนาม ที่ชื่อว่าพรรคประชาชนกัมพูชาและพรรคการเมืองสายโลกเสรี ที่ใช้ชื่อว่าพรรคฟุนซินเปกที่มีสมเด็จฯ สีหนุเป็นสัญลักษณ์ร่วมกันครองอำนาจ จนบางครั้งถึงกับต้องมีนายกรัฐมนตรีถึง2คน และทุกฝ่ายยอมรับสมเด็จฯ สีหนุขึ้นเป็นประมุขของประเทศ
แม้ระยะหลังๆ มีความพยายามของฝ่ายฟุนซินเปกที่มีลูกชายและทหารเอกของพระองค์ เนี้ยะ บุญชัย (ลูกศิษย์ท่านกิตติวุฑโฒ) ทำรัฐประหารโค่นฮุนเซนไม่สำเร็จ แต่การกระทำดังกล่าวก็ไม่ได้ทำให้สถานภาพของพระองค์สั่นคลอน ท้ายที่สุดพระองค์ก็ทรงสละราชสมบัติให้พระราชโอรสองค์ที่12ขึ้นครองราชย์แทน เพื่อที่พระองค์จะได้เสด็จไปรักษาพระองค์ที่กรุงปักกิ่ง
แม้ว่าเมื่อทรงเป็นวัยรุ่นจะเป็นเพลย์บอย แต่สิ่งที่พระองค์ได้ทำให้กับประเทศของพระองค์ก็คือการยืนอยู่ข้างประชาชน ยุคที่ฝรั่งเศสจับพระองค์ ซึ่งเป็นเด็กวัยรุ่นขึ้นมาครองราชย์แทนสายราชวงศ์อื่น ก็เพื่อจะใช้ความไร้เดียงสาของพระองค์ไปรับใช้ แต่ฝรั่งเศสก็ต้องผิดหวังเช่นเดียวกับอเมริกาและจีนกระทำต่อพระองค์ในเวลาต่อมา
ผมจำได้ช่วงที่พระองค์เสด็จมาทรงเยือนผู้ลี้ภัยเขาอีด่างและที่อื่นๆ ตามแนวชายแดนไทย พระองค์ไม่ทรงถือพระองค์และเป็นกันเองกับนักข่าวมาก บางครั้งก็ทรงยกมือไหว้ทัพนักข่าวหลายต่อหลายครั้งในการตอบคำถาม ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาครบทุกสงคราม ไม่ว่าจะเป็นสงครามกับฝรั่งเศส กับอเมริกา กับคอมมิวนิสต์ แต่ก็ทรงยืนยงพระชนม์ชีพมาได้อย่างน่าอัศจรรย์
พรรณพิมล สุวรรณพงศ์ กงสุลใหญ่นครโฮจิมินห์ เวียดนาม
ยักษ์ใหญ่ไทยลงทุนในเวียดนาม
นักลงทุนไทยส่วนใหญ่ที่มาลงทุนในเวียดนามจะอยู่ทางภาคใต้ ล้วนมีบริษัทใหญ่ๆ มากมายที่เป็นบริษัทท็อปเทนของบ้านเรา เช่น ซีพี เบียร์ช้าง เอสซีจี สยามซีเมนต์ ปตท. สหพัฒน์ แล้วก็กระทิงแดง ฯลฯ นอกจากนั้นก็มีเอกชนรายย่อยที่มาประกอบธุรกิจในเวียดนามแล้วประสบความสำเร็จ อย่างเช่น บริษัทสี อุไรพานิช ซึ่งเป็นสียอดนิยมของเวียดนาม อีกบริษัทหนึ่งมาผลิตปลากระป๋องใช้แบรนด์ต่างประเทศ ทำส่งออกไปให้ที่ญี่ปุ่น แล้วติดแบรนด์ญี่ปุ่น และยังมีนักลงทุนไทยที่ขายปลากระป๋องสามแม่ครัว ซึ่งขายดีที่สุดในเวียดนาม
การจะมาลงทุนในเวียดนาม ปัญหาหลัก 3 ข้อที่ต้องทำความเข้าใจให้ได้ คือ หนึ่ง ภาษาเวียดนาม สอง วิธีการทำงานของคนเวียดนาม สาม กฎระเบียบของเวียดนาม ถ้าศึกษาเป็นอย่างดีก็สามารถที่จะดำเนินธุรกิจได้
โฮจิมินห์ เป็นเมืองใหญ่ เศรษฐกิจของประเทศเวียดนาม40%อยู่ที่นี่ ตอนนี้สถานกงสุลกำลังดำเนินการในเรื่องข้อมูลเชิงลึกของทุกจังหวัดที่อยู่ในเขตของกงสุล จะทำว่าใครเป็นใครที่จังหวัดนี้ มีทรัพยากรอะไร แล้วก็มีการลงทุนต่างชาติที่น่าสนใจอะไรบ้าง มีนักลงทุนต่างชาติเข้ามาหรือยัง แล้วรายได้เป็นอย่างไร ร่ำรวยหรือว่ายากจน ซึ่งข้อมูลจะออกมาในเชิงนั้น รวมทั้งถ้าใครเข้าไปจะมีกฎระเบียบเกี่ยวกับการลงทุนอย่างไร
เรื่องกฎระเบียบนั้น แต่ละจังหวัดสามารถออกได้เอง เป็นระบบOne Stop Serviceผู้ว่าราชการจังหวัดของเวียดนาม (ความจริงเป็นรัฐหนึ่ง เพราะเวียดนามเป็นสาธารณรัฐ) ไม่เหมือนกับผู้ว่าฯ บ้านเรา ผู้ว่าฯ ของเขาเหมือนกับรัฐมนตรี ที่เวียดนามมี 63 จังหวัด ก็มี 63 รัฐมนตรี ออกนโยบายเองได้ทุกอย่าง จึงมีอำนาจมาก แล้วอำนาจนั้นก็อยู่ภายใต้พรรค ซึ่งเบอร์ 1 ของพรรคก็คือ เลขาธิการพรรค เบอร์ 2 คือ ผู้ว่าฯ แล้วก็เลื่อนอันดับเป็นเลขาธิการพรรค หรือว่ารองเลขาธิการพรรค เลื่อนเป็นผู้ว่าฯ จะสลับแบบนี้ เพราะฉะนั้น แต่ละจังหวัดจะมีกฎหมายที่ดินที่ไม่เหมือนกัน
บางบริษัทเวลาที่เข้ามาจะมีปัญหา คือ รัฐบาลกลางอนุมัติแล้ว แต่รัฐบาลท้องถิ่นยังไม่อนุมัติเพราะยังตกลงกันไม่ได้ว่าจะจ่ายค่าเวนคืนที่ดินให้อย่างไร ซึ่งจะทำให้เกิดปัญหา แต่ทางกงสุลใหญ่ก็พยายามรวบรวมข้อมูลเหล่านี้ ให้นักลงทุนที่สนใจจะลงทุนมาดู แล้วดูว่าถ้าลงทุนแบบนี้ สินค้าประเภทนี้ แล้วจะขายได้ไหม คนให้ความสนใจไหม แต่เท่าที่เห็นคนไทยมาลงทุนในสิ่งที่เขาต้องการน่าจะได้มากกว่าเสีย
นอกจากด้านเศรษฐกิจแล้ว คิดว่าจะมีความร่วมมือทางด้านวัฒนธรรมและการสาธารณสุข อย่างเช่น พยายามให้ทุนการศึกษา เพื่อให้นักศึกษา แพทย์ เวียดนามไปเรียนต่อ เพราะว่าการที่ไปรักษาโรงพยาบาลในไทยถูกกว่าไปสิงคโปร์แน่นอน แพทย์ไทยเองก็เก่งทุกคน แต่มีปัญหาในการเข้าถึงหมอ คือไม่รู้ว่าแพทย์คนไหนเก่ง แต่ตอนนี้ก็มีโรงพยาบาลสมิติเวช บำรุงราษฎร์ และกรุงเทพ ก็กำลังจะเข้ามาดูสถานที่ว่าจะตั้งโรงพยาบาลได้ไหม ทั้งนี้ส่วนใหญ่ที่มาจะเป็นสำนักงานติดต่อเพื่อส่งตัวไปรักษาต่อที่กรุงเทพฯ ตอนนี้ที่น่าดีใจคือ สถานกงสุลสหรัฐได้เชิญโรงพยาบาลสมิติเวชมาสรุปให้ฟัง หมายความว่า ถ้าพนักงานของเขาเกิดเจ็บป่วยขึ้นมาจะบินไปรักษาที่ไทยได้เหมือนกัน เท่ากับว่าสมิติเวชก็เป็นแคนดิเดตหนึ่ง แทนที่จะบินไปรักษาที่สิงคโปร์ ซึ่งค่าเครื่องบินแพงกว่า บ้านเราจากโฮจิมินห์บินไปก็แค่ 1 ชั่วโมง
จะพากงสุลใหญ่สำรวจเส้นทาง
สิ่งที่สถานกงสุลจะทำอีกอย่างคือ กำลังจะของบประมาณพากงสุลใหญ่ต่างประเทศกับผู้นำจังหวัดต่างๆ นั่งรถไปตามระเบียงเศรษฐกิจ เข้าไปทางกาบาว เกียงยาง (ชื่อจังหวัด) ผ่าน จ.ตราด ชลบุรี แล้วเข้าไปถึงมะริด ทวาย ระเบียงเศรษฐกิจทางภาคใต้ จากจุดนี้ไม่มีหมายเลข คือ เส้นทางใต้สุดเกียงยาง เข้าสีหนุวิลล์ เกาะกง เข้า จ.ตราด จันทบุรี ชลบุรี เข้ากรุงเทพฯ ต่อไปเมืองกาญจนบุรี กำลังจะพาเขาไป เข้าใจว่าจะหลังตรุษญวนปีหน้า จุดประสงค์หลักคือ ไปรู้จักเส้นทาง อยากจะแนะนำเขาว่าไทยเราเป็นแลนดิงได้ ดิฉันอยู่ฮานอยมา 3 ปี อยู่ที่โฮจิมินห์มาหลายเดือน รู้เลยว่าStopสุดท้ายของนักท่องเที่ยวจากยุโรป หรือจากที่ไหนก็ตามสุดท้ายคือที่เมืองไทย ไม่ว่าจะมาเที่ยวเอ็กซ์พลอเรอร์ หรือจะมาล้างหน้า ล้างตา อาบน้ำ ซื้อของกลับบ้าน ประเทศเราเป็นประเทศที่“อาหารการกินข้างถนน”ถูกและดีที่สุดในโลก เพียงแต่เราต้องแก้ในเรื่องฉกชิงวิ่งราวเท่านั้น
เวียดนามยังเป็นคู่แข่งของไทยไม่ได้หรอก ปัญหาของเขาก็ยังมี เขาก็เร่งรัดที่จะเจริญเติบโต เราต้องไม่พยายามทำตัวเป็นพี่ และเราสามารถแบ่งปันประสบการณ์ให้เขาได้ เพราะเรามีประสบการณ์มากกว่าเขา
ดิฉันไปเยี่ยมคารวะผู้นำจังหวัดวุงเต่า ท่านเลขาฯ พูดเลยว่า อยากจะขอไปดูประสบการณ์การรองรับนักลงทุนต่างชาติจากเราได้ไหม ดิฉันก็มาพูดกับทาง ปตท.สผ. เพราะที่วุงเต่า ทาง ปตท.สผ. จะมีโรงกลั่นน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ ทางเวียดนามเองก็แย็บมาว่าไม่ได้เป็นคู่แข่งนะ เราก็ตอบท่านว่า ไม่ อยากจะให้เป็นการแบ่งปันประสบการณ์กันมากกว่า คือเรามีอะไร เขาก็จะได้ศึกษาข้อดีของเรา แล้วนำมาพัฒนา
ศึกษาดูงานท่องเที่ยวในไทย
นอกจากเรื่องนี้แล้ว เร็วๆ นี้ เขาจะจัดเรื่องธุรกิจท่องเที่ยว ศึกษาดูงานในประเทศไทย เขาจะพาทีมนักธุรกิจท่องเที่ยวของวุงเต่าไป มี 2 จังหวัดคู่กัน คือ บาเรีย เป็นเมืองเหมือนชลบุรี แล้วก็วุงเต่า เหมือนพัทยา+ระยอง แล้วก็มีโรงแรม 5 ดาว 6 ดาว แต่ยังไม่มีคนไปเท่าไหร่ ทางเวียดนามเลยอยากจะพานักธุรกิจท่องเที่ยวมาคุยและขอคำแนะนำจากเรา
ที่สำคัญคือเขาอยากจะพัฒนาการท่องเที่ยวของเกาะ“กอนด๋าว”(Con Dao) ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นเกาะที่สวยที่สุด เดิมทีเป็นเหมือนกับนิคมของฝรั่งเศส แล้วพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยว
เกาะกอนด๋าวเป็นเกาะอยู่กลางทะเล ซึ่งเขาจะเชิญกงสุลต่างประเทศที่อยู่ในภาคใต้ทั้งหมดไปเที่ยว เพื่อที่จะได้บอกต่อๆ กันไป เขาใช้คณะทูต คณะกงสุลให้เป็นประโยชน์ ดิฉันยังมาคุยกับ ททท. เลยว่า ถ้าวันหน้าอยากจะแนะนำท่องเที่ยวหรือกิจกรรมใหม่ๆ ผ่านกระทรวงการต่างประเทศก็ได้ หรือเชิญคณะทูตานุทูตไป เพราะเวลามีอะไรก็ต้องเขียนรายงานกลับประเทศของตัวเองอยู่แล้ว
ขอบคุณเฮียสี่แห่งอินโดไชน่า เอ็กพลอเรอร์ สนใจข้อมูลเที่ยวอินโดจีน-พม่าติดต่อได้ที่เบอร์02-898-1617หรือที่เบอร์02-898-2424







