
กลยุทธ์สู้น้ำ (ท่วม) ของต้นไม้ในเมือง
โดย...ม.ล.จารุพันธ์ ทองแถม
โดย...ม.ล.จารุพันธ์ ทองแถม
บทเรียนอันยิ่งใหญ่จากอุทกภัยครั้งร้ายแรงที่สุดของประเทศไทย เมื่อปี พ.ศ. 2554 ที่ผ่านมา เราไม่ต้องไปดูที่ไหนไกลดูแค่ จ.นนทบุรี และในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขนนี่เอง สวนไม้ผลและไม้ดอกไม้ประดับล่มสลายไปนับหมื่นๆ ไร่ ไม้ผลยืนต้นทั้งทุเรียน มะม่วง กล้วย ส้ม ขนุน มะนาว ส้มโอ ฯลฯ พากันล้มตายกันแทบจะเรียกได้ว่าล้างบาง สำหรับในรั้วของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เอง แม้จะมีพืชพันธุ์ไม้ยืนต้นและไม้พุ่มล้มตายเสียหายบ้าง แต่ก็ยังถือว่าเป็นส่วนน้อย ทั้งๆ ที่ต้นไม้ทั้งหมดจมอยู่ใต้บาดาลเป็นเวลานานกว่า 2 เดือนเต็มๆ เหตุใดต้นไม้ส่วนใหญ่จึงยังคงมีชีวิตอยู่ มันมีกลยุทธ์อะไรซ่อนเร้น จึงทำให้พวกมันอยู่รอดปลอดภัย เราน่าจะลองดูกันในวันนี้
ดูกันด้วยตาเปล่าในขณะที่ไม้ผลยืนต้นหลายชนิดพากันล้มตายไป หลังจากน้ำท่วมได้ประมาณ 1 เดือน ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะการที่น้ำท่วมขังทรงตัวอยู่ไม่ไหลไปไหน ทำให้เกิดภาวะน้ำเน่าเหม็นปริมาณออกซิเจนในน้ำลดลง เกิดการสะสมของแก๊สที่เป็นพิษหลายชนิดมีผลต่อการหายใจของรากพืช โดยเฉพาะพืชจำพวกไม้ยืนต้นที่เป็นไม้ผลและเป็นกิ่งตอนกิ่งปักชำ เหล่านี้จะมีระบบรากตื้นจะแสดงอาการเน่าเสียหายล้มตายก่อน ไม้ยืนต้นอายุมากที่ปลูกขึ้นจากเมล็ด พวกนี้จะมีระบบรากลึกแผ่ออกไปไกล มีความต้านทานสูงกว่ากิ่งพันธุ์ใหม่ๆ ที่มีคุณภาพของผลผลิตดี แต่กลับมีความต้านทานต่อโรคต่ำ ยกตัวอย่างเช่น มะม่วง ทุเรียน เป็นต้น ทุเรียนพันธุ์ป่า เช่น ทุเรียนนก พวกนี้เป็นชนิด (Species) ทุเรียนซึ่งปลูกด้วยเมล็ดทุเรียนป่าเหล่านี้จะมีความต้านทานโรค ซึ่งเกิดจากเชื้อราไฟทอปโทราในดินได้ดีกว่าทุเรียนบ้าน (Duriozibetinus) ที่ต่างไปจากทุเรียนบ้านที่เรามักคุ้น ไม่ว่าจะเป็นพันธุ์หมอนทอง ชะนี กบ ฯลฯ ขนุนเป็นไม้ผลยืนต้นที่ไม่ทนต่อสภาพน้ำท่วมขัง ทั้งนี้เพราะส่วนใหญ่เกือบ 100 เปอร์เซ็นต์เป็นต้นพันธุ์ที่ได้จากการทาบกิ่ง และแม้จะมีเมล็ดซึ่งมีระบบรากแท้แต่โดยธรรมชาติแล้ว ขนุนเป็นพืชที่ชอบขึ้นในที่ดอน ไม่ชอบสภาพน้ำขัง ดังนั้นเมื่อถูกน้ำท่วมจึงแสดงอาการรากเน่าล้มตายก่อนตามธรรมชาติ เว้นแต่ขนุนโบราณ ซึ่งปลูกด้วยเมล็ดอายุมากอาจจะทนน้ำท่วมอยู่ได้
พูดกันถึงไม้ผลแล้วมะยมก็เป็นไม้ผลอีกชนิด ซึ่งแม้จะไม่มีการปลูกกันเป็นสวนใหญ่โตนัก แต่การปลูกไว้เป็นวัตถุดิบ เพื่อสินค้าแปรรูปขนาดเล็ก เช่น มะยมกวนก็เป็นสิ่งที่น่าสนใจ เพราะมะยมให้ผลผลิตตอบแทนต่อไร่สูงไม่แพ้ผลไม้อื่นเลยทีเดียว มะยมเป็นไม้ผลยืนต้นที่ทนน้ำท่วมอย่างไม่น่าเชื่อ แม้จะมีใบแห้งทิ้งใบบ้าง แต่ต้นมะยมจะไม่ตายหลังน้ำลดจะกลับฟื้นขึ้นมาใหม่อีก
ปาล์มชนิดต่างๆ มีความทนทานต่อน้ำท่วมน้ำขังอย่างมาก เราไม่พบเห็นต้นปาล์มโดนน้ำท่วมตายเลย ปาล์มดังกล่าวไม่ว่าจะเป็นปาล์มประดับชนิดใด ปาล์มนับเป็นพืชใบเลี้ยงเดี่ยว (Monocots) ที่มีระบบรากฝอย (Fibrous) และสามารถสร้างจุดกำเนิดราก ขึ้นมาได้บนผิวลำต้นที่สูงลอยขึ้นเหนือระดับดิน ดังนั้นจึงมีโอกาสรับออกซิเจนได้เสมอ แม้จะถูกน้ำท่วมน้ำขังก็ตาม ปาล์มหลายสกุลหลายชนิดทนแล้งและทนน้ำเค็มน้ำกร่อยได้ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งปาล์มสกุลเป้ง (Phoenix) เช่น เป้งทะเล ซึ่งพบเป็นกอใหญ่ขึ้นในเนื้อที่ใกล้ป่าชายเลนในเขต จ.สมุทรสาคร สมุทรสงคราม เพชรบุรี ฯลฯ ปาล์มบางสกุลแม้จะมาจากแอฟริกา เช่น คีนยา แต่กลับมาขึ้นอยู่ในเมืองไทยและโดนน้ำท่วมนานถึง 2 เดือนก็ไม่ยี่หระ
ในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน ปลูกอยู่หลายต้น สูงเกือบ 8 เมตรทีเดียว แชมเปญปาล์ม ปาล์มขวด ปาล์มยะลา พวกนี้ทนน้ำท่วมน้ำขังได้ดี แต่ที่สุดยอดของปาล์มทนน้ำก็คือ หมากแดง หมากเหลือง สาคู ปาล์มพวกนี้เกิดอยู่กับน้ำตามพรุและในป่าที่มีน้ำท่วมน้ำขังอยู่แล้ว
ไม้ยืนต้นที่จัดเป็นพืชทนน้ำท่วมน้ำขังได้ดีอย่างไม่น่าเชื่อก็คือ ต้นเฟื่องฟ้า (Bougainvillea) ซึ่งตามปกติจะออกดอกได้ดี จำต้องกักน้ำหรือให้อดน้ำจนใบซีดสลดและเริ่มทิ้งใบเสียก่อน ระยะนี้เองที่ปริมาณไนโตรเจนในต้นจะลดลงในขณะที่ปริมาณของคาร์บอน (คาร์โบไฮเดรต) ในต้นจะสูงขึ้น หลังจากได้รับน้ำเพียงเล็กน้อย เฟื่องฟ้าจะสร้างตาดอกออกดอก (ใบประดับ) พร้อมกันดูสวยงามยิ่งนัก เมื่อเฟื่องฟ้าซึ่งปลูกอยู่บนแปลงยกระดับบนเกาะกลางถนน ถูกน้ำท่วมขึ้นไปจนสูงกว่าครึ่งต้นนั้นมันสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ด้วยปริมาณออกซิเจนในน้ำที่คงที่อยู่ แต่เมื่อน้ำท่วมไปได้นาน 2 เดือน น้ำเริ่มเน่าเสีย ปริมาณออกซิเจนในน้ำลดลงจนถึงจุดวิกฤต เฟื่องฟ้าทุกต้นทิ้งใบ แต่พวกมันทนทายาท เมื่อน้ำลดระดับลงแห้งผาก พวกมันกลับใช้ปริมาณคาร์โบไฮเดรตที่สะสมไว้สร้างตาดอกออกบานสะพรั่งเป็นเรื่องแปลกอยู่ไม่น้อย สำหรับไม้ต่างถิ่นในเมืองไทยชนิดนี้







