
ข้างหลังภาพเหมาเจ๋อตง
คือพระราชวังกู้กง
คือพระราชวังกู้กง
ราคาตั๋วเข้าชม 30 เหรียญขาดตัว ไม่สามารถต่อสะบั้นหั่นแหลกเหมือนที่ Silk Street รังแต่จะถูกตวาดจากพนักงานหน้าเป็นตูด ยังจะถูกจีนอีกนับร้อยที่เรียงคิวซื้อข้างหลังคุณขากถุยใส่หน้าอย่างสาสม
สภาพทางกายภาพของกู้กงสมบูรณ์แบบอย่างเกือบไร้ที่ติ จึงได้รับเกียรติให้เป็นมรดกโลกในฐานะกลุ่มอาคารไม้ที่ใหญ่ที่สุดในโลก
เมื่อพิจารณาศักยภาพในการสร้างของจีนแล้ว ไม่ควรคิดว่าจะมีที่ไหนในโลกที่จะลงทุนลงแรงสร้างอาคารไม้ได้มากมายขนาดนี้อีกแล้ว และถึงกู้กงจะมอดไหม้เป็นจุล (ซึ่งมันเกือบจะเหลือแต่ขี้เถ้าหลายครั้ง แต่เดชะบุญรอดมาได้) จีนยังมีอีกหลายแห่งที่พร้อมจะรับตำแหน่งที่สุดแทนกู้กง
หากเดินด้วยเท้า ครับ ทุกคนต้องเดินด้วยเท้าโดยไม่มีข้อยกเว้น คุณจะต้องเริ่มจากเทียนอันเหมิน เดินต่อมาบนเส้นทางปูหินแกรนิตสู่ประตูชั้นต่อมา และต่อมาเดินบนเส้นทางเดิมสู่ประตูอีกชั้นในลักษณะคล้ายคลึงกับเทียนอันเหมิน เพียงแต่มีปีกอาคารงอกมาทางด้านซ้ายและขวา นี่คือประตูอู่เหมิน นับเป็นจุดเริ่มอย่างเป็นทางการของกู้กง และคุณจะต้องเข้าอย่างถูกระเบียบด้วยการเสียค่าธรรมเนียมที่นี่อย่างมีมารยาทอันดี
วันนี้ผมพบใครที่กู้กง?
นับแสน!
แต่ผมเลิกงงงวยกับขนาด Supersize ในจีนเสียแล้ว รวมถึงอาคารหลายหลังในกู้กง ไท่เหอเตี้ยน – ท้องพระโรงกลาง ขนาดของมันทำให้ท้องพระโรงในบางอาณาจักรเป็นแค่ศาลาริมทาง จงเหอเตี้ยน – ท้องพระโรงกลาง อืม.... สมมาตรและสมบูรณ์แบบทางสถาปัตยกรรม และผมนั่งพักอยู่ครู่หนึ่งริมชายคา เพราะเกือบเป็นลมกับฝูงชนที่แห่แหนกันเบียดเสียดรอบกาย และท้องพระโรงสุดท้าย พระราชฐานฝ่ายนอก – อา ในที่สุดผมก็สามารถเก็บภาพของบัลลังก์ได้เสียที เอาไว้จินตนาการว่า ผูอี้ ใน The last emperor ปั้นพักตร์ยังไงตอนที่ถูกเชิญให้ระเหเร่ร่อนในท่ามกลางความวุ่นวายของจีนหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง
การเมืองที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็วกว่าอุณหภูมิร่างกาย สร้างบาดแผลให้กับกู้กงหลายครั้ง
นับแต่เริ่มปักเสาเอกในคริสต์ศักราช 1406 จนถึงวันสุดท้ายของระบอบศักดินาหลังกำแพงวังในปี 1924 อาคารหลายหลังผ่านการถูกทำลายและสร้างขึ้นมานับครั้งไม่ถ้วน เทียนอันเหมิน ซึ่งเคยเป็นด่านหน้าสุดของวังหลวง และท้องพระโรงใหญ่ไท่เหอเตี้ยนเคยถูกเผาเป็นตอในช่วงเปลี่ยนผ่านจากราชวงศ์หมิงสู่ราชวงศ์ชิง อาคารท้องพระคลังถูกเผาจากน้ำมือพวกขันทีหลังจากจักรพรรดิองค์สุดท้ายของจีนพยายามหาหลักฐานจับผิดข้าหลวงในวัง
การสิ้นสุดฐานันดรของจักรพรรดิองค์สุดท้าย ได้นำสมบัตินับชิ้นไม่ถ้วนออกจากวังหลวง และบัดนี้ยังยากที่จะควานหาตามคืน โดยเฉพาะภาพเขียนที่ชาวจีนและชาวโลกยกย่องว่าเป็นสมบัติอันหาค่าไม่ได้ การทำเช่นนี้ย่อมทำให้หลายห้องจากทั้งหมดเกือบ 9,000 ห้อง ต้องว่างเปล่าอย่างคาดเดาไม่ได้ว่าเคยใช้ประโยชน์ในด้านใด
และในการช่วงสงครามต่อต้านญี่ปุ่น จนถึงก่อนสิ้นสุดสงครามกลางเมืองระหว่างก๊กมินตั๋งและคอมมิวนิสต์ สมบัตินับแสนชิ้นถูกลำเลียงหนีภัยสงครามไปยังจุงกิง เซี่ยงไฮ้ และบัดนี้อยู่ภายใต้การอารักขาของพิพิธภัณฑ์วังหลวงแห่งไทเปไต้หวัน
การทำลายครั้งสุดท้ายเกิดขึ้นเมื่อวันที่ Starbucks ได้รับอนุญาตให้เปิดสาขากลางวังต้องห้าม ครับ ผมชอบกาแฟร้านนี้เหมือนกัน แต่คงทนไม่ได้ถ้าเห็นความหยาบของวัฒนธรรมแดกด่วนในท่ามกลางความประณีตของวัฒนธรรมโบราณ
ผมโล่งอกที่ท้ายที่สุด คนจีนซึ่งมีปัญญาช่วยขับไล่ไสส่งให้สัญลักษณ์อุบาทว์นี้ออกไปจากวังกู้กงในท้ายที่สุด
พระราชวังแห่งนี้มีค่ามากกว่าถ้วยกาแฟราคาถูก แต่มีค่าสำหรับคนทุกชั้นที่มีงบประมาณเข้าชม (บางทีผมคิดค้านว่าไม่ควรเก็บค่าเข้าชมเอาเสียเลย! แต่เป็นไปไม่ได้ในการอนุรักษ์ด้วยงบประมาณมหาศาล)
นอกจากคุณค่าทางประวัติศาสตร์ กู้กงยังมีคุณค่าทางวัตถุอย่างหาเปรียบไม่ได้
วัสดุประเภทไม้คือไม้ “หนานมู่”ไม้สักท่อนหนึ่งราคาสูงกว่าหมู่บ้านยากจนร้อยหมู่บ้านรวมกัน และชักลากด้วยช้าง สัตว์มหัศจรรย์จากแดนใต้ที่ชาวจีนเห็นแล้วขนลุกซู่
วัสดุประเภทหินหินอ่อนชั้นดีจากแหล่งไม่ไกลจากเมืองหลวง ชิ้นใหญ่ชิ้นเดียวแกะสลักลายมังกรมงคล ขนาดหลายคนนอนเรียงต้องขนส่งตามเส้นทางปูพื้นน้ำแข็งไหลลื่นของฤดูหนาวเพื่อความสะดวก
วัสดุประเภทดินอิฐทองคำเผาอย่างดีจากเมืองซูโจว ปูรองท้องพระโรงและพระมณเฑียรทุกแห่ง ไพร่อย่างผมและอีกหลายคนที่ได้รับอนุญาตให้ชมแค่ภายนอก จึงไม่มีโอกาสได้สัมผัสอิฐศักดินาแม้แต่ก้อนเดียว
วัสดุประเภทโลหะทองคำ! ตีให้บาง สลักลวดลายมังกร แล้วนำมาบุเสาท้องพระโรงกว่าร้อยต้น แต่ทราบด้วยสายตาว่ามันนี้มันเหลือแค่สี่ต้นเป็นอย่างมาก
ยังไม่นับเครื่องกระเบื้อง 3.2 แสนชิ้น เครื่องสำริดโบราณค่าควรเมือง 1 หมื่นชิ้น หยก 3 หมื่นชิ้น และภาพเขียนหลายหมื่นชิ้น
วันนี้จึงยังไม่มีใครกล้าคำนวณว่าทั้งหมดมีมูลค่าประมาณเท่าไร
แต่ท้ายที่สุด คุณค่าย่อมอยู่ที่เรื่องราวที่ฝังไว้ในวัตถุเหล่านี้ ความอุตสาหะ ความทุกข์ยาก ความทะเยอทะยาน ความเจริญและเสื่อมไป
ไกด์และนักท่องเที่ยวหลายคนพร้อมหนังสือนำเที่ยวคิดอย่างนั้น ตอนที่เขาพบหลายอย่างที่เป็นสัญลักษณ์ของเมืองต้องห้าม และกระตือรือร้นที่จะเรียนรู้ความลับนั้นอย่างไม่เสียดายเวลา
ในท่ามกลางความวุ่นวายของทัวริสต์ทุกประเภทบนโลกที่ยัดเยีดในพื้นที่ไม่กี่ตารางเมตรของมหาพระมหามณเฑียรกลาง เราทุกคนมีพื้นที่สำหรับตัวเองจนได้ หากเราเปิดหัวใจกับความยิ่งใหญ่ของกู้กงอย่างเต็มสองตา และหนึ่งหัวใจ ไม่ว่ามันจะเป็นห้องบรรทมของมหาราช หรือห้องสังวาสของไทเฮาเริงกามบางคน ไม่ว่ามันจะเป็นสวนที่สร้างจากเลือดของแรงงานนับหมื่น ไม่ว่ามันจะเป็นบ่อน้ำที่สนมบางคนผลักร่างของคู่แข่งอีกคนนอนจมความมืดมิดด้วยความริษยา
ไม่ว่ามันคือห้องซอมซ่อสำหรับเล่นไพ่นกกระจอกขอบขันที หรือห้องลับสำหรับการทิ้งไพ่ใบสุดท้ายทางการเมือง ก่อนการปลดฮ่องเต้จากวังต้องห้าม
จากท้ายพระที่นั่งผมมองเห็นคลื่นสีเหลืองของหลังคาพระราชฐานชั้นใน ขณะที่ทัวริสต์อื่นๆ กลับเร่งรีบที่จะเข้าไปชมตำหนักของฝ่ายใน ผมกลับเหม่อมองไปกับทิวทัศน์เบื้องหน้า ความรู้สึกขณะนั้นอิ่มเอมยิ่งกว่าการได้เห็นพระที่นั่งไท่เหอเตี้ยนครั้งแรก หลังจากที่เคยฝันใฝ่มานานที่จะมาเยือน
อาคารนับร้อยหลังวางตัวเป็นระเบียบในภูมิทัศน์ที่ออกแบบโดยช่างชั้นครู หากมองจากที่สูงจะให้ความรู้สึกราวกับเป็นเง็กเซียนฮ่องเต้มากกว่านักท่องเที่ยวระดับกระจอก ระลอกหลังคาสีเหลืองราวกับสุดลูกหูลูกตาคั่นไว้ด้วยเนินภูขนาดย่อมสีเขียวของเหมยซานราวกับเกาะหยกในท่ามทะเลน้ำทองมลังเมลือง
ฮ่องเต้รู้สึกอย่างไรไม่ทราบ แต่ผมว่าบางองค์ควรหยุดอารมณ์หงุดหงิดจากราชกิจ แล้วหันมามองที่ด้านหลังท้องพระโรงบ้าง
เพื่อนคนจีนบางคนอ้างว่า ที่ หลี่จื้อเฉิง กบฏล้มราชวงศ์หมิงไม่เผาพระราชวังต้องห้าม เพราะมองเห็นความงามของมันจากด้านหลังพระที่นั่งแห่งนี้ สำหรับผมมันค่อนข้างเป็นการอ้างประวัติศาสตร์ที่เกินจริงไปสักหน่อย (กบฏที่คลุ้มคลั่งจากโทโสของการขูดรีดมักไม่เหลือสัญลักษณ์ของการขูดรีดเอาไว้ง่ายๆ ยกเว้นจะมีเหตุมีผลมากกว่าสุนทรียะส่วนตัวของผู้นำขบวนการ)
หลี่จื้อเฉิงเดินทางผ่านไปแล้วกับความตาย พร้อมกับฮ่องเต้และขุนศึก ขุนนางคอมมิวนิสต์นับไม่ถ้วนคน แต่กู้กงยังคงยืนเด่นโดยท้าทาย!







