
‘ซาไก’ ผู้รอด
โดย...กาญจน์ อายุ
โดย...กาญจน์ อายุ
โชคดียิ่งกว่าถูกหวยที่ได้เจอซาไก ครอบครัวนี้เพิ่งมาตั้งถิ่นฐานในป่าแถวหมู่บ้านทับทุ่งทอง ต.น้ำผุด อ.ละงู จ.สตูล และที่ค้นพบเจอเพราะมีคนนำทางเป็นชายซาไกจากหมู่บ้านอื่น เขาจะนำอาหารที่ได้จากวัดมาให้ครอบครัวซาไกใหม่นี้พอดี
เดินเข้าป่าไปประมาณ 10 นาที ยังไม่มีวี่แววของคนหรือที่อยู่อาศัย แต่ก็ต้องชะงักที่เพิ่งเห็นว่ามันอยู่ตรงหน้าแล้ว บนเนินด้านหน้ามีที่อยู่อาศัยที่ทำจากใบไม้อยู่ 5 หลัง ฉันไม่รู้จะเรียกที่อยู่อาศัยนั้นว่าอย่างไร บ้านก็ไม่ใช่ กระท่อมก็ไม่เชิง เพราะมันไม่มีประตู ไม่มีผนัง ทั้งหลังทำจากใบไม้และกิ่งไม้ ใบไม้ปกคลุมแน่นเป็นหลังคาลากยาวไปด้านหลัง แล้วเปิดด้านหน้าและด้านข้างไว้ ส่วนด้านในปูด้วยหญ้าและใบไม้ มีตั่งและเตียงทำจากไม้เช่นกัน
ครอบครัวซาไกนี้มีเด็กมากกว่าผู้ใหญ่ และมีผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย ทุกคนผิวดำ ผมหยิก ตาโต และมีกล้ามเนื้อที่แข็งแรง บางคนพูดภาษาใต้ได้แต่ไม่ค่อยพูด เราจึงสื่อสารกันไม่ได้ และรู้อะไรไม่มากเกี่ยวกับตัวพวกเขา แต่เรื่องนี้ง่ายมากถ้าถามโลกออนไลน์
วิกีพีเดีย บอกว่า ซาไกเป็นมนุษย์โบราณตั้งแต่สมัยยุคหิน ประมาณ 1,500–10,000 ปีมาแล้ว รูปร่างเตี้ย มีผิวดำ ริมฝีปากหนา ท้องป่อง น่องสั้นเรียว ผมหยิกเป็นก้นหอยติดศีรษะ และมีเว็บไซต์หนึ่งที่คนโพสต์เคยไปเจอซาไกมาแล้ว (www.muanglung.com/sod.html) กล่าวว่า ซาไกเป็นกลุ่มชนที่มีวัฒนธรรมแบบหาของป่าและล่าสัตว์ ใช้ชีวิตเร่ร่อนอยู่ในป่าเทือกเขาบรรทัดระหว่าง 3 จังหวัด คือ พัทลุง ตรัง และสตูล มีภาษาของตนเอง ภาษาในหมู่ซาไกที่อาศัยอยู่ในพัทลุง ตรัง และสตูล คือภาษาแต็นแอ็น ซาไกไม่มีบ้านเป็นหลักแหล่ง แต่จะทำที่พักชั่วคราวเรียกว่า “ทับ” จะเลือกที่ป่าทึบ อยู่ใกล้ลำธาร มีหัวเผือก หัวมัน และมีสัตว์เล็กๆ ให้ล่า
เรามองเขาแล้วสงสารที่ไม่มีไฟฟ้า ไม่มีประปา ไม่มีเสื้อผ้าดีๆ ไม่มีเทคโนโลยีสมัยใหม่ แต่เขาดูเพียงพอแล้วกับชีวิตแบบนี้ เลยมองย้อนดูตัวเอง เราเสียอีกที่น่าสงสาร ลองคิดดูว่าวันใดที่โลกไม่มีพลังงานและต้องกลับไปพึ่งธรรมชาติ ใครจะเป็นผู้รอดในสถานการณ์นั้น
(แค่ไม่มีมือถือก็จะตายแล้ว)







