
ดนัย จันทร์เจ้าฉาย อินเดียน้ำตาซึม
โดย...กาญจน์ อายุ
โดย...กาญจน์ อายุ
เด็กหนุ่มอายุ 17 ปีไปเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนที่เมืองนอก ชาวพุทธอย่างเขาจะนำวัฒนธรรมอะไรไปแลกเปลี่ยนถ้าไม่ใช่เรื่อง “พระพุทธศาสนา” เขาจึงเริ่มศึกษาเพื่อหาข้อมูลไปเล่าให้เพื่อนฟัง แต่เมื่อได้ศึกษา เขาก็ยิ่ง “ตั้งคำถาม”
พระพุทธเจ้ามีจริงหรือ
พุทธประวัติเป็นเรื่องจริงไหม
สถานที่ที่มีชื่อไพเราะเหล่านั้นมีอยู่จริงหรือเปล่า
คำถามที่ทำให้ “ดนัย จันทร์เจ้าฉาย” ออกเดินทางจาริกไปยังอินเดีย อินเดียสมัย 10 ปีที่แล้วที่ยังไม่มีเครื่องบินระหว่างเมือง ความเจริญยังเข้าไม่ถึง มีแต่ความทุลักทุเล สารพัดความลำบากที่คุณดนัยเรียกว่า “เสน่ห์”
เขาไปอินเดียเพื่อไป “สัมผัส” พระพุทธเจ้าตาม 4 สังเวชนียสถาน อันได้แก่ อุทยานลุมพินี สถานที่ประสูติ พุทธคยา สถานที่ตรัสรู้ พาราณสี สถานที่แสดงปฐมเทศนา และกุสินารา สถานที่ปรินิพพาน และในปีนี้คุณดนัยจะกลับไปสัมผัสอีกครั้งบนเส้นทางเดิม
นำธรรมะกลับแดนพุทธภูมิ
ปลายปีนี้คุณดนัยจะนำกลุ่มญาติธรรม 30 คน ไปจาริกธรรมที่อินเดียผ่านบริษัททัวร์ชื่อ D Travel บริษัทที่เขาไม่ได้ทำเพื่อธุรกิจ แต่เพื่อพากลุ่มญาติธรรมที่สนใจธรรมะกลับไปแดนพุทธภูมิที่กำเนิดพระพุทธเจ้า
“เราไม่ใช่ชะโงกทัวร์ ไม่ใช่เพื่อความเพลิดเพลิน ทุกคนที่ไปต้องมีความตั้งใจ และต้องไปให้ครบองค์สาม ได้แก่ ทำทาน รักษาศีล และเจริญภาวนา เราต้องการให้คนไปเห็นพระพุทธเจ้า ให้ไปสัมผัสพระพุทธเจ้าด้วยตัวเอง”
ย้อนกลับไปถามคำถามตอนอายุ 17 ว่าเรื่องราวพุทธประวัติมีจริงหรือไม่ คุณดนัยตอบด้วยเสียงหนักแน่น “มีจริงพันเปอร์เซ็นต์” และเล่าประสบการณ์ “เมื่อเราได้ไปยืนอยู่ในสถานที่แห่งนั้น เราสัมผัสได้ถึงพระเมตตา น้ำตาร่วง ขนลุก รู้สึกเลยว่าท่านยิ่งใหญ่มาก และทำให้เราเฝ้าถามตัวเองว่า เราไปอยู่ที่ไหนมา ทำไมถึงเกิดมาไม่ทัน”
ถามคุณดนัยด้วยความซื่อว่า “พระพุทธเจ้าเกิดมาแล้วเดินได้เจ็ดก้าวจริงหรือเปล่า” เขาตอบไว้น่าสนใจ “ประเด็นไม่ใช่ว่าจริงหรือไม่ แต่ประเด็นคือคำพูดแรกของพระพุทธเจ้า เราเป็นผู้เลิศในโลก เราเป็นผู้เจริญที่สุดในโลก เราเป็นผู้ประเสริฐที่สุดในโลก ชาตินี้เป็นชาติสุดท้าย บัดนี้ภพใหม่ไม่มีอีก เป็นคำพูดที่ยิ่งใหญ่มาก พระพุทธเจ้าได้ประกาศถึงศักยภาพของมนุษย์ เราสามารถพัฒนาให้ดีที่สุดได้”
ถามคุณดนัยต่อด้วยความฉงนว่า “การทำบุญเพื่อชาติหน้า...” ยังถามไม่ทันจบ คุณดนัยก็มีปฏิกิริยา “คนที่บอกว่าทำบุญเพื่อชาติหน้า ไม่ใช่พุทธ” เขาดูจริงจังขึ้นทันที “พระพุทธเจ้าสอนให้เราออกจากความเป็นคู่ การนิพพานคือการก้าวพ้นจากความเป็นคู่ เกิดทุกครั้ง ทุกข์ทุกครั้ง มีเกิดต้องมีตาย ชาติหน้าไม่มี”
คุณดนัยกล่าวต่อเนื่อง “ท่านชี้ทางให้แล้ว เราเดินตามได้เลย เวลามีปัญหา เราจะคิดแล้วว่าถ้าเป็นพระพุทธเจ้าจะทำอย่างไร” คุณดนัยยกเรื่องการนินทา “คนมักจะมีความทุกข์ว่าคนอื่นจะพูดถึงเราอย่างไร เคยมีพราหมณ์มาด่าว่าพระพุทธเจ้า แต่ท่านกลับวางเฉย พราหมณ์ก็ยิ่งโกรธ พระพุทธเจ้าจึงตรัสถามพราหมณ์ว่า เวลาเอาของไปให้ใครแล้วเขาไม่รับ ของๆ นั้นเป็นของใคร”
นำธรรมะเข้ามาในชีวิต
คุณดนัยเล่าว่า สมัยก่อนตัวเองเป็นคนอารมณ์ร้อน เป็นคน Perfectionist แต่ตอนนี้ดีขึ้นมาก เพราะนำธรรมะเข้ามาในชีวิต
“เราจะหาเวลาปฏิบัติธรรมปีละสองเดือน สวดมนต์ไหว้พระทุกวัน ปล่อยปลาอาทิตย์ละ 1,000 กก.”
อาทิตย์ละ 1,000 กก.? “เป็นคนชอบปล่อยปลามาก เวลาไปตลาดถ้าเห็นปลาจะเหมาทั้งตลาดแล้วนำไปปล่อย จนเดี๋ยวนี้เดินตลาดไม่ได้แล้ว เพราะถ้าเดินผ่านปลา ปลาจะกระโดดทุกครั้ง” (เรื่องนี้ต้องใช้วิจารณญาณในการอ่าน)
และนอกจากนี้ คุณดนัยยังนั่งสมาธิ 13 ชั่วโมงต่อวัน “การมีสมาธิดีทำให้ผิดพลาดน้อยลง เวลาใจไม่มีตะกอนก็เลยทำให้มีพลัง และทำให้เรามีความสุข พร้อมแชร์ความสุขให้คนอื่น”
คิดเสียว่าเป็นเพื่อนกัน
คุณดนัยบอกด้วยว่า เขาไม่มีฝันร้าย จึงถามต่อถึงประเด็น “นอนต่างที่” สำหรับนักเดินทางที่ต้องเปลี่ยนที่นอนบ่อยๆ
“ทุกสถานที่มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ดูแล” คุณดนัยเริ่มต้นก็รู้สึกหนาวๆ “คนไปเยือนต้องมีจิตใจอ่อนน้อมเป็นมิตร ก่อนนอนต้องสวดมนต์แผ่เมตตา รำลึกถึงคุณค่าความดีของวันนั้น และขอให้เรานอนหลับอย่างสนิท เพื่อที่จะทำความดีได้อย่างเต็มที่ในวันพรุ่งนี้”
เขากล่าวต่อว่า “แม้ว่าจะมีเสียงอะไรก็ขอให้คิดไว้ว่าเป็นเพื่อนกัน แต่ถ้ามีจริงๆ ก็หมายความว่าเรามีบุญเหลือเยอะ เขามาขอ เราก็แบ่งปันได้”







