posttoday
พลังงานชุมชน ต้นแบบพลังงานทดแทน

พลังงานชุมชน ต้นแบบพลังงานทดแทน

12 ตุลาคม 2555

โดย...โยธิน อยู่จงดี

โดย...โยธิน อยู่จงดี

เมื่อปี พ.ศ. 2554 หากไม่นับวิกฤตน้ำท่วม ก็น่าจะเรียกว่าเป็นปีทองของการเปิดโรงไฟฟ้าพลังงานสะอาดก็ว่าได้ เพราะโรงไฟฟ้าเปิดใหม่หลายโรงเป็นโรงไฟฟ้าพลังงานสะอาดที่ใช้ได้จริง และสามารถคืนทุนได้ในระยะเวลาอันสั้น จากส่วนต่างราคาตลาดที่รัฐบาลเข้าไปอุดหนุนเอกชน ให้หันมาลงทุนโรงไฟฟ้าพลังงานสะอาดมากขึ้น

จนเมื่อเราตั้งคำถามที่ว่า แล้วชุมชนหรือครัวเรือนจะสามารถผลิตไฟฟ้าใช้ได้เองหรือไม่ คำตอบที่เราได้รับจากผู้เชี่ยวชาญเหล่านั้นก็คือ “ทำได้แต่จะคุ้มค่าแก่การลงทุนหรือเปล่า” ทุกอย่างจึงหยุดหมุนวนในห้วงความคิด เพื่อมองหาทางออกหรือคำตอบในคำถาม วันนี้เวลาผ่านไปเกือบ 1 ปี ทุกอย่างเริ่มเปลี่ยนแปลง เราเริ่มเห็นโรงไฟฟ้าพลังงานสะอาดถูกย่อส่วนให้กลายเป็นโรงไฟฟ้าพลังงานชุมชน

แม้ว่าเวลานี้ยังจำกัดอยู่แค่การเป็นโมเดลที่สามารถนำไปใช้ได้จริง แต่เชื่อว่าอนาคตอีกไม่กี่ปี่เราจะได้เห็นหลายชุมชนในพื้นที่ต่างจังหวัดได้ใช้พลังงานเหล่านี้ โดยเฉพาะการนำโมเดลต้นแบบระบบพลังงานทดแทน “1 อำเภอ 1 พลังงานชุมชน” ของ อุทยานสิ่งแวดล้อมนานาชาติสิรินธร ค่ายพระรามหก อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี ไปใช้จริงอย่างแน่นอน

พลังงานชุมชน ต้นแบบพลังงานทดแทน

 

เอกลักษณ์ชุมชน นำไปสู่ 1 พลังงานทดแทน

“ก่อนอื่นเราต้องบอกก่อนว่าการผลิตพลังงานทดแทนนั้น ไม่ใช่ว่าชุมชนไหนเกิดอยากผลิตก็สามารถผลิตได้ตามใจชอบ เพราะชุมชนในแต่ละพื้นที่ต่างมีศักยภาพของแหล่งพลังงานที่แตกต่างกันออกไป บางชุมชนมีแดดเยอะ เคยผลิตเนื้อเค็มตากแห้ง อาหารตากแห้งได้ดี ก็แสดงว่าชุมชนนี้อาจมีศักยภาพในการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ได้ดีกว่า

บางชุมชนตั้งอยู่ริมทะเล หรือช่องหุบเขามีลมพัดแรงเกือบตลอดปี เขาก็อาจเลือกใช้กังหันลมผลิตกระแสไฟฟ้าได้เป็นอีกหนึ่งทางเลือก หรือบางชุมชนมีผลผลิตทางการเกษตรมาก วัสดุเหลือทิ้งจากการเกษตรเยอะ ก็ลองเอามาทำเครื่องผลิตไฟฟ้าพลังงานชีวมวล เราก็ต้องมาดูว่าชุมชนที่สนใจพลังงานทางเลือกเหล่านี้เขามีศักยภาพอะไรมากที่สุด ซึ่งบางชุมชนอาจจะใช้ได้ถึง 2 พลังงานทางเลือกก็เป็นไปได้” ณัฐพงศ์ ลาภมี รักษาการผู้อำนวยการศูนย์พลังงานเพื่อสิ่งแวดล้อม อุทยานสิ่งแวดล้อมนานาชาติสิรินธร อธิบายถึงการใช้พลังงานทดแทนในระดับชุมชน ซึ่งวันนี้มีหลายชุมชนที่เข้ามาดูงานให้ความสนใจอยากจะนำไปใช้กับชุมชนของตัวเอง

โครงการ “1 อำเภอ 1 พลังงานชุมชน” เป็นโครงการโมเดลสร้างต้นเเบบระบบพลังงานทดแทน หวังเป็นตัวอย่างชุมชนอนุรักษ์พลังงานสิ่งแวดล้อม และเดินตามแนวทางของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ชุมชนสามารถเข้าศึกษาเรียนรู้และนำไปปรับใช้ได้จริงอย่างเหมาะสม โดยทางอุทยานจะทำหน้าที่ในการประสานงานผู้เชี่ยวชาญและให้ข้อมูลในเรื่องงบประมาณและการติดตั้งให้กับชุมชนได้นำไปใช้

เป็นต้นแบบโดยที่ชุมชนไม่ต้องเสียเวลาในการหาข้อมูลและเดินเรื่องหลายๆ ที่ เพราะอุทยานสิ่งแวดล้อมนานาชาติสิรินธร ได้รับงบประมาณจากกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานนี้เพื่อสร้างเป็นสถานที่พลังงานต้นแบบให้กับชุมชน เหมือนที่ครั้งอดีตเคยได้รับความไว้วางใจให้เป็นศูนย์การพัฒนาห้วยทรายอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และมูลนิธิพระราชนิเวศน์มฤคทายวัน จนกลายเป็นพื้นที่ต้นแบบฟื้นฟูสภาพแวดล้อมตั้งแต่ต้นน้ำไปจนถึงปลายน้ำ เป็นโมเดลที่นำไปใช้ฟื้นฟูสภาพพื้นที่ป่าเสื่อมโทรมในหลายจุดของประเทศไทย

พลังงานทดแทนเพื่อชุมชน

ที่อุทยานสิ่งแวดล้อมนานาชาติสิรินธร เปรียบเสมือนพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติที่มีชีวิต ให้ความรู้ด้านธรรมชาติและระบบนิเวศ ตลอดจนเผยแพร่พระเกียรติคุณ และพระปรีชาสามารถในด้านการอนุรักษ์ธรรมชาติ รวมทั้งประโยชน์ของการใช้พลังงานทดแทน

รวมถึงการให้ความรู้เชิงลึก เกี่ยวกับเทคนิควิธีการทำงานของระบบพลังงานทดแทนประเภทต่างๆ กลไกการทำงานของอุปกรณ์ภายในระบบ การติดตั้งรวมถึงการบำรุงรักษา ให้กับตัวแทนชุมชนที่เข้ามาดูงานเพราะตอนนี้ ต้นทุนด้านพลังงานของประเทศไทยนับวันจะสูงขึ้น

ดังนั้นการหันมาใช้พลังงานทดแทน จึงไม่ต่างกับเงินฝากในธนาคาร ที่พลังงานก็เหมือนกับเงินฝากในธนาคาร พลังงานหมุนเวียนก็คล้ายกับดอกเบี้ยที่ได้จากธนาคารนั้น ถ้าเราใช้พลังงานเท่ากับดอกเบี้ยที่ได้รับเราก็จะมีพลังงานใช้อย่างไม่มีวันหมดสิ้น และถ้าเหลือก็ยังกลับไปเป็นทุนให้มีดอกเบี้ยหรือมีพลังงานใช้ในอนาคตเพิ่มขึ้นอีกด้วย

แต่ถ้าเราใช้พลังงานมากกว่าดอกเบี้ยที่ได้รับ ต้นทุนพลังงานเราก็จะลดลง และพลังงานในอนาคตจะค่อยๆ หมดไปอย่างช้าๆ นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมเราจึงควรหันมาใช้พลังงานทดแทนให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยเริ่มจากระดับชุมชนที่คุ้มค่าแก่การลงทุนมากที่สุดในเวลานี้

พลังงานชุมชน ต้นแบบพลังงานทดแทน

 

ต้นแบบของโครงการพลังงานทดแทนระดับชุมชมนั้นรวมถึง

ระบบกังหันลมผลิตไฟฟ้า

แม้จะมีบางข้อมูลออกมายันว่าประเทศไทยเหมาะสมกับการใช้พลังงานลม แต่ในความเป็นจริงแล้วจากข้อมูลที่สำรวจจริง ประเทศยังมีจุดที่มีกระแสลมพัดแรงตลอดปีน้อยมาก ถึงมีก็ไม่ได้พัดตลอดปีจึงไม่คุ้มค่าแก่การลงทุนเท่าไหร่นัก แต่ไม่เชิงเสียทีเดียวเพราะยังมีอีกหลายพื้นที่ที่ตกการสำรวจ ซึ่งชาวบ้านในชุมชนจะเป็นผู้รู้ดีที่สุด ว่าจะนำแหล่งพลังงานลมตรงนี้มาใช้ให้เกิดประโยชน์กับพวกเขาได้อย่างไร เพราะแค่ความเร็วลมต่ำแต่พัดตลอดปีก็เพียงพอจะสร้างกังหันลมผลิตไฟฟ้าได้แล้ว

ระบบผลิตน้ำร้อนพลังงานแสงอาทิตย์

ถอยหลังกลับไปสู่ต้นแบบพลังงานที่ใช้กันอย่างยาวนาน และเรียบง่ายที่สุดราคาประหยัดที่สุด คือ เครื่องทำน้ำร้อนพลังงานแสงอาทิตย์ ชุมชนสามารถเลือกใช้พลังงานน้ำร้อนนี้ไปช่วยในอุตสาหกรรมชุมชน เช่น การนำน้ำร้อนที่ได้ไปต้มต่อ ซึ่งช่วยลดการใช้พลังงานต้มในช่วง 1015 นาทีแรกกว่าน้ำจะเดือดได้

ระบบอบแห้งพลังแสงอาทิตย์

เป็นเตาเอาพลังงานแสงอาทิตย์ในรูปแบบเดิมที่ตากแห้ง มาเป็นระบบที่ช่วยเพิ่มพลังงานความร้อนได้เป็นเท่าตัว อบได้ไวขึ้น ป้องกันแมลงและไม่ต้องกลัวเรื่องฟ้าฝนเพราะเตานี้ออกแบบให้กันน้ำกันลมได้เป็นอย่างดี

แผงพลังแสงอาทิตย์

เหมาะสำหรับชุมชนที่มีแดดจัดเกือบตลอดทั้งปี พลังงานแสงอาทิตย์เป็นสิ่งที่แน่นอนที่สุด แต่ก็มีต้นทุนพลังงานสูงสุด ณัฐพงศ์ อธิบายว่า ระบบนี้เป็นระบบที่ดีแต่ด้วยต้นทุนที่สูงทำให้หลายๆ ชุมชนไม่สามารถสร้างเองได้ต้องของบประมาณจากทางภาครัฐเข้าช่วยเหลือ แต่เชื่อว่าเมื่ออนาคตเทคโนโลยีพลังแสงอาทิตย์ถูกลง เราจะได้เห็นหลายๆ ชุมชนหันมาใช้กันมากขึ้น

เครื่องผลิตไฟฟ้าพลังน้ำ

หลายๆ ชุมชนตั้งอยู่ใกล้แหล่งน้ำลำธารที่มีพื้นที่ต่างระดับ พวกเขาสามารถนำเครื่องกำเนิดไฟฟ้านี้ไปติดตั้งโดยใช้น้ำที่ไหลผ่านเป็นแรงผลักผลิตไฟฟ้า ต้นทุนถูกแต่มีข้อจำกัดว่าต้องอยู่ในสถานที่ๆ เอื้อต่อการใช้งานจริงๆ เท่านั้น

ระบบแก๊สซิไฟเออร์ผลิตแก๊สเชื้อเพลิงชีวมวล

เรียกง่ายๆ ว่าเครื่องผลิตก๊าซแอลพีจีจากชีวมวลเครื่องนี้ สามารถผลิตก๊าซแอลพีจีไปใช้กับเตาหุงต้มในชุมชนได้ โดยมีกำลังผลิตอยู่ที่ 250 กก.ต่อวัน ประมาณถังแก๊สขนาด 15 กก. 16 ถัง อาจะใช้ได้มากกว่า 50 ครัวเรือนต่อวัน หรือจะใช้ควบคู่กับระบบผลิตน้ำร้อนพลังแสงอาทิตย์ในการหุงต้มก็ยังได้ ณัฐพงศ์ บอกว่าเป็นระบบที่ใช้ได้เกือบทุกชุมชน แต่ไม่สามารถนำแก๊สนี้มาใช้ในการผลิตกระแสไฟฟ้าได้เท่านั้นเอง

ทั้งหมดนี้คือพลังงานทดแทนที่สามารถนำมาใช้ได้เกือบทุกชุมชนของประเทศไทย เพราะล่าสุด ณ วันปิดต้นฉบับนี้ ราคาน้ำมันปรับตัวขึ้นอีก 50 สตางค์ รัฐยังคงตรึงราคาก๊าซแอลพีจี ก๊าซเอ็นจีวี น้ำมันดีเซล รวมทั้งอุ้มราคาเอธานอล ทั้งที่เงินจำนวนนี้เราสามารถนำมาพัฒนาประเทศได้อีกหลายอย่าง และเป็นอีกครั้งที่เราต้องย้ำว่าปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงนั้นใช้ได้จริง ประเทศไทยจำเป็นต้องใช้ เศรษฐกิจที่เติบโตแต่ชนรากหญ้ายังอ่อนแอก็เหมือนไม้หลักปักเลน ชุมชนต้องเข้มแข็งและมีพลังงานเป็นของตัวเอง ช่วยเหลือตัวเองให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยยืนอยู่บนรากฐานความรู้สมัยใหม่ และจริยธรรมชนชาวไทยอันดีงาม เริ่มเสียแต่วันนี้อีก 10 ปีเราจะมีแหล่งพลังงานของตัวเอง

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท