posttoday
กล้าเสี่ยงดีหรือน่ากลัวสำหรับสมอง

กล้าเสี่ยงดีหรือน่ากลัวสำหรับสมอง

10 ตุลาคม 2555

ช่วงนี้ได้ยินบ่อยนะคะ คำว่า “การบริหารความเสี่ยง” หรือ “การกล้าเสี่ยง”

โดย...หนูดี – วนิษา เรซ

ช่วงนี้ได้ยินบ่อยนะคะ คำว่า “การบริหารความเสี่ยง” หรือ “การกล้าเสี่ยง” ซึ่งเมื่อก่อนคำว่า “เสี่ยง” มักจะมีความหมายทางลบอย่างเดียว แต่ในปัจจุบันคำนี้เริ่มได้รับรีวิวเชิงบวกมากขึ้น อาจจะจากโลกธุรกิจหรือโลกการลงทุนที่มักจะสอนกันว่าคนเราคิดจะเป็นนักธุรกิจก็ต้องกล้าเสี่ยงและจะเป็นนักลงทุนก็ต้องกล้าเสี่ยง เพราะ “การลงทุนมีความเสี่ยง กรุณาศึกษาก่อนทุกครั้ง”

บางทีการเสี่ยงก็ดี บางทีการเสี่ยงก็ไม่ดี

หนูดีก็เลยลองมานั่งวิเคราะห์ว่า แล้วจริงๆ ความเสี่ยงนี่ดีกับสมองไหม ถ้าดี ดีแบบไหน และดีเพราะอะไร และถ้าไม่ดีเพราะอะไรและแบบไหนกันแน่ที่ไม่ดีกับสมองและกับชีวิตของเรา

บทความต่อไปนี้หนูดีจะขอชวนคุณผู้อ่านและแฟนๆ คอลัมน์มานั่งวิเคราะห์พิจารณาด้วยกัน เพราะเรื่องนี้น่าจะมีผลกระทบทั้งกับความสำเร็จในหน้าที่การงานของเราและความปลอดภัยความสุขในชีวิตส่วนตัวของเราเช่นกัน ถ้าเราบริหารความเสี่ยงเป็น เราก็น่าจะมีชีวิตที่แตกต่างไปจากในเวลานี้มากพอสมควร มาลองคิดร่วมกันนะคะ หากใครคิดต่างจากหนูดีจะดีมากๆ เลยค่ะ เราจะได้มีความคิดเห็นเยอะๆ หลายๆ แบบ เพราะยิ่งคนคิดต่างกันมากเท่าไร เราก็ยิ่งได้เห็นไอเดียดีๆ มากเท่านั้น

อันดับแรก ความเสี่ยงต้องมีลักษณะใดบ้าง จึงจะเรียกว่า “ความเสี่ยง” สำหรับหนูดีคิดว่า สิ่งที่จะเสี่ยงได้ คือ ต้องมีทาง “ได้” เยอะๆ เช่น ได้กำไรเยอะๆ ได้ความสุขเยอะๆ ได้ผลประโยชน์เยอะๆ เทียบกับสิ่งที่เราจะเสีย ซึ่งอาจดูน้อยกว่าจนคุ้มค่าที่จะก้าวเดินไป

เช่น การเล่นหวย การซื้อลอตเตอรี่ การลงทุนในตลาดหุ้น การเปิดร้านกาแฟ การเดินทางไปทำงานต่างประเทศ การแต่งงาน การตัดสินใจที่จะมีลูก การจีบสาว แม้กระทั่งการกระโดดบันจี้จัมพ์ การปล้นแบงก์ และการเสพยา ก็น่าจะรวมอยู่ในหมวดหมู่เดียวกันด้วย

คนเราต้องคิดแล้วว่า หากลงมือทำในสิ่งหนึ่งไป ผลตอบแทนที่ได้ต้องคุ้มกับสิ่งที่จะเสียไป เพราะถ้าคำนวณแล้ว มีทางเสีย แต่ไม่มีทางได้ หากเราทำไป สิ่งนั้นไม่น่าจะเรียกความเสี่ยง แต่น่าจะเรียก “ความเขลา” มากกว่า เพราะในการที่เราจะเข้าสู่วงการ “เสี่ยง” ได้ นั่นหมายความว่า เราต้องมีทางได้จนคุ้มหากในเกมนี้เราชนะ แต่หากเป็นเกมที่เราไม่มีวันชนะ และเราเลือกที่จะลงไปแข่ง นั่นคงไม่ฉลาดเท่าไรนัก

ทำไมคนเราถึงเล่นหวย? คนที่ไม่เล่นก็ไม่เข้าใจ ส่วนคนที่เล่น ก็ไม่เข้าใจว่าทำไมคนอื่นๆ ถึงงงนักหนา หนูดีเองเป็นคนไม่เล่นหวยและไม่ซื้อลอตเตอรี่ด้วย เพราะเคยมาคำนวณตามหลักของความน่าจะเป็น Probability แล้ว คิดว่าเป็นความเสี่ยงที่ไม่คุ้ม เพราะแม้จะลงทุนน้อย และผลตอบแทนเยอะมากอย่างน่าทึ่ง แต่โอกาสที่เราจะชนะ หรือได้รับผลจากการลงทุนนั้น เป็นอัตราเสี่ยงที่สูงเกินไป หรือโอกาสที่เราจะ “ได้” นั้นน้อยเกินไป ดังนั้นคำนวณแบบนี้แล้ว คิดว่าความเสี่ยงแบบนี้ไม่ใช่ทางของเรา แต่ก็เคยได้ถามอย่างจริงจังกับคนที่เล่นหวย ซื้อลอตเตอรี่รอบๆ ตัวหนูดี หลายๆ คน ซึ่งคนหนึ่งใกล้ตัวที่สุด นั่นคือ พี่คนขับรถที่ขับให้หนูดีมาตั้งแต่เด็ก ว่าทำไมเขาถึงเล่นนักเล่นหนา เล่นทุกๆ เดือน ซื้อตลอดไม่เคยเว้นสักเดือนเดียวตลอดทั้งปี (และที่น่าทึ่งก็คือ เขาก็ถูกเรื่อยๆ เสียด้วย ผลัดกันถูกกับภรรยา บางเดือนได้เงินมากกว่าเงินเดือนที่หนูดีให้เสียอีก) คำตอบของเขา ทำให้หนูดีเริ่มเข้าใจตรรกะของคนที่เล่นขึ้นมา เขาบอกว่า คุณหนูดีครับ คนทำงานรับเงินเดือนทั่วไป เก็บเงินกี่ปีถึงจะได้เป็นล้าน สงสัยต้องแก่มากๆ หรือไม่อย่างนั้นก็ไม่มีทาง พวกผมอาจจะไม่มีโอกาสสัมผัสเงินล้านเลยชั่วชีวิต แต่ถ้าผมซื้อลอตเตอรี่ เล่นหวย ฯลฯ ผมจะมีโอกาสลุ้นเงินล้าน หรือสิบล้านทุกๆ เดือน ถ้าเบาะๆ ก็หลักพัน หลักหมื่น ดังนั้นมันเป็นความหวัง เป็นความสุข ที่หล่อเลี้ยงผมและเมีย ทำให้ผมรู้สึกว่า ผมและคนรวยๆ ก็ไม่ต่างกันเท่าไรนัก เพราะพวกนักธุรกิจรวยๆ ก็ต้องลุ้นกับธุรกิจ และมีโอกาสเจ๊งเท่าๆ กับผมเหมือนกัน ฟังแล้วก็เข้าใจขึ้นเยอะค่ะ แต่ที่น่าทึ่งสำหรับคนนอกวงการแบบหนูดีก็คือ ทำไมเขาช่างถูกได้ตลอด แถมถูกจากการตีความความฝัน หนูดีมักโดนถามเสมอว่า “คุณหนูดีเมื่อคืนฝันไหมครับ” พอหนูดีบอก เขาก็เอาไปตีความเป็นเลขนั้นเลขนี้ และก็ถูกสม่ำเสมออย่างน่ามหัศจรรย์ ซึ่งถ้าเป็นแบบนี้ ก็ไม่น่าแปลกที่เขาไม่เลิก เพราะเสี่ยงสำหรับเขาคุ้ม เพราะชนะสม่ำเสมอ แต่ที่น่าแปลกใจก็คือ คนที่เล่นแล้วอย่างไรก็ไม่ถูก ก็ยังคงเล่นอยู่นั่นเอง เพราะดูแล้วเป็นการเสี่ยงที่ไม่คุ้ม

การเสี่ยงว่าไปแล้วมี 2 ประเภทหลักๆ นั่นก็คือ เสี่ยงเพื่อพัฒนาชีวิตให้ดีขึ้น กับ เสี่ยงเพื่อสนุก หรือเสี่ยงเพื่อเสี่ยงนั่นเอง

แบบแรก การเสี่ยงเพื่อพัฒนาชีวิตให้ดีขึ้น เช่น คนไทยหลายๆ คนยอมเสี่ยงไปทำงานต่างประเทศ ทั้งๆ ที่ถามว่า อยู่บ้านเราสบายกว่าไหม คำตอบคือ สบายกว่ามากแน่ๆ เพราะภาษาก็ภาษาเรา การติดต่อประสานงานอะไรก็ง่าย แล้วทำไมคนต้องเดินทางไปที่ไหนไกลๆ ให้ลำบาก ให้เสี่ยง ก็เพราะว่าเขาคิดคำนวณแล้วว่า เสี่ยงแบบนี้คุ้ม ผลได้ ต้องมากกว่าสิ่งที่จะแลกไป

หรือคนที่คิดจะลงทุนทำกิจการอะไร แม้จะรู้ดีว่าอาจขาดทุน อาจล้มละลาย แต่ทุกคนที่คิดจะเริ่มกิจการใหม่ ก็คิดคำนวณแล้วว่า หากจะ “ได้” สิ่งที่ได้นั้นต้องมากกว่าสิ่งที่จะเสียไป หรือเสี่ยงที่จะเสียไป

การเสี่ยงในแบบแรกนี้ ต้องใช้ความกล้า และใช้พลังงานสมองมากมาย รวมถึงการคิดคำนวณประเภทต่างๆ ซึ่งทำไปแล้ว แม้อาจจะพลาด อาจจะสูญเสีย แต่ผลที่ได้รับนั้น มากมายมหาศาล ก็นับว่าคุ้ม เพราะมีผลได้มากพอๆ กับผลที่อาจจะเสีย

ส่วนการเสี่ยงประเภทที่สองนั้น เป็นความเสี่ยงเพื่อความเสี่ยงเลย โดยไม่ได้มีผลให้ชีวิตดีขึ้น หรือพัฒนาชีวิตแต่อย่างใด ยกเว้นเราจะบอกว่า การรู้สึกตื่นเต้น สนุกสนานนั้น เป็นสิ่งที่ทำให้ชีวิตของเราดีขึ้น เช่น คนที่ชอบเล่นกีฬาเอกซ์ตรีม ขี่มอเตอร์ไซค์ผาดโผนหรือเร็วมากในถนนหลวงทั่วไป คนชอบเล่นบันจี้จัมพ์ เล่นพารามอเตอร์ หรือ คนที่เล่นยา เที่ยวกลางคืน ฯลฯ

ถามว่า กิจกรรมเหล่านี้มีความเสี่ยงไหม คำตอบคือ เสี่ยงมากๆ แม้เราจะบอกว่า การเล่นกีฬาท้าทายนั้น มีระบบป้องกันตัวไว้แล้วก็ตาม แต่เราก็เห็นเสมอว่า คนที่บาดเจ็บพิการจากกิจกรรมเหล่านี้มีให้เห็นเป็นตัวอย่างมากมาย การเสี่ยงแบบนี้ แม้จะฟังดูเหมือนๆ กัน แต่ในเนื้อแท้แล้ว เป็นความเสี่ยงที่ถ้าหากมองกันจริงๆ แล้ว ก็ไม่น่าจะเป็นความเสี่ยงที่คุ้ม เพราะแม้จะเสี่ยงไปแล้วเต็มที่ เอาร่างกาย เอาความรู้สึกเข้าไปเสี่ยง แต่นอกเหนือจากความสนุกตื่นเต้นแล้ว ก็ไม่ได้ทำให้ชีวิตในระยะยาวดีขึ้น หลายๆ คนไปดำน้ำ หรือไปปีนเขา และเสียชีวิต ไม่ได้กลับมาหาครอบครัวอีกก็มีมาก รายหนึ่งไปปีนเขา และเกิดอาการน้ำแข็งกัดจนต้องตัดมือ ตัดปลายหูและปลายจมูก จนกลายเป็นคนพิการ มีหน้าตาน่ากลัวไม่เหมือนคนอื่นๆ แต่รายนี้ ภรรยาดีใจมาก เพราะตั้งแต่แต่งงานกันมาหลายสิบปี มีลูกสองคนแล้ว สามีไม่เคยอยู่ติดบ้านเลย พอเกิดอุบัติเหตุนี้ก็ทำให้สามีได้อยู่บ้านเสียที ดังนั้นสามีจะหน้าตาเป็นอย่างไร จะพิการหรือไม่ ภรรยาไม่ติดใจ ขอให้เธอได้สามีที่ไม่ทิ้งเธอไปไหนอีก ก็พอแล้ว

ถามว่า เอาร่างกายและชีวิตของเราไปเสี่ยงแบบนี้ คุ้มไหมกับความรู้สึกของคนในครอบครัว คำตอบของแต่ละคนคงไม่เหมือนกัน เพราะการที่บอกว่า ชีวิตเป็นของเรา เราจะทำอะไรก็ได้นั้น ก็ต้องดูว่า แล้วหากเราพลาดไป คนที่รักเรา เขาจะอยู่อย่างไรต่อไป

การเสี่ยงนั้น มีคุณค่า แต่ก็ต้องดูว่า เราเลือกที่จะเสี่ยงในเรื่องไหน เป็นการเสี่ยงเพื่อให้ชีวิตดีขึ้น หรือเสี่ยงเพื่อความตื่นเต้นเฉยๆ ที่เมื่อพลาดแล้วก็อาจไม่ได้อะไรนอกจากความเสียหาย

แต่ท้ายที่สุดแล้ว หนูดีขอยกคำพูดที่ได้ยินมานาน และทำให้ได้สติกับการเสี่ยงในชีวิตของตัวเองมาก นั่นก็คือ “การไม่เสี่ยงอะไรเลยในชีวิตนี้ ก็คือ การเสี่ยงที่มากที่สุด” ไม่ทราบว่าใครเป็นคนพูดคนแรก แต่ขอคารวะไว้ ณ ที่นี้ด้วย ฟังแล้วได้คิดอะไรมากจริงๆ ค่ะ

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท