posttoday
กินเจ ให้ปลอดภัย สุขภาพดี

กินเจ ให้ปลอดภัย สุขภาพดี

09 ตุลาคม 2555

งวดเข้ามาแล้ว สำหรับเทศกาล “กินเจ” ในวันที่ 15-23 ต.ค.นี้ ปัจจุบันมีผู้คนหันมาสนใจรับประทานอาหารเจกันมากขึ้น

โดย...มัลลิกา นามสง่า

งวดเข้ามาแล้ว สำหรับเทศกาล “กินเจ” ในวันที่ 15-23 ต.ค.นี้ ปัจจุบันมีผู้คนหันมาสนใจรับประทานอาหารเจกันมากขึ้น เพราะนอกจากจะได้ทำบุญ ชำระจิตใจให้สะอาด ไม่เบียดเบียนสิ่งมีชีวิต ยังเป็นโอกาสที่จะทำให้ผู้คนหันมาสนใจสุขภาพ เริ่มตั้งแต่การรับประทาน เนื่องจากสภาวะอากาศเปลี่ยนแปลงไปมา ความเป็นอยู่ที่ต้องเผชิญกับปัญหาสิ่งแวดล้อมและมลพิษต่างๆ รอบตัว ส่งผลให้การบริโภคอาหารธรรมชาติ หลีกเลี่ยงอาหารแปรรูป ลดการรับประทานเนื้อสัตว์ ดูจะเป็นทางเลือกหนึ่งในการดูแลรักษาสุขภาพที่กำลังได้รับความนิยมของผู้คนยุคนี้ นับได้ว่าเป็นช่วงรับประทานเจที่ผู้ปฏิบัติต่างก็มีความสุขทั้งทางกายและทางใจ

ตามธรรมเนียมนิยมแต่โบราณการกินเจ นอกจากจะต้องงดบริโภคเนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์ทุกชนิดจากสัตว์ เช่น ไข่ นม น้ำผึ้งแล้ว ยังห้ามบริโภคผักที่มีกลิ่นฉุนบางชนิด เช่น หัวหอม กระเทียม หลักเกียว (กระเทียมโทนจีน) กุยช่าย ใบยาสูบ เพราะชาวเจเชื่อว่า ผักที่มีกลิ่นฉุน จะเข้าไปทำลายธาตุทั้ง 5 ในร่างกายคือ ธาตุน้ำ ไฟ ดิน ไม้ และโลหะ ส่งผลให้อวัยวะภายในร่างกายทำงานไม่ปกติ

มากินเจกันเถอะ

“ศัลยา คงสมบูรณ์เวช” นักกำหนดอาหารขึ้นทะเบียนวิชาชีพ จากสหรัฐ กล่าวว่า การงดเนื้อสัตว์ทุกชนิดและใช้โปรตีนจากเห็ดและถั่วชนิดต่างๆ แทน จะช่วยให้กระเพาะอาหารได้พักจากการย่อยเนื้อสัตว์ที่ทำอยู่ประจำ นอกจากนี้การบริโภคผักผลไม้เพิ่มขึ้นยังช่วยให้ร่างกายได้รับเกลือแร่และวิตามิน ที่นำไปช่วยเสริมสร้างกระบวนการทำงานต่างๆ ของร่างกายให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังให้สารต้านอนุมูลอิสระและสารพฤกษเคมีที่ช่วยในการเพิ่มภูมิต้านทาน ตลอดจนลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็ง โรคหลอดเลือดหัวใจ โรคเบาหวานและโรคเรื้อรังอื่นๆ อีกด้วย

กินเจ ให้ปลอดภัย สุขภาพดี

 

“ต้องรู้จักเลือกและผสมผสานวัตถุดิบในการประกอบอาหารให้เหมาะสม เพื่อจะได้รับสารอาหารที่หลากหลายและสมดุล อย่างเช่น ผัก ผลไม้ เมล็ดธัญพืชจำพวก ข้าว ถั่วต่างๆ งา ล้วนแล้วแต่ให้คุณค่าสารอาหารที่ต่างกันออกไป สำหรับชาวเจแล้วต้องใส่ใจที่จะรับประทานโปรตีนจากพืชให้เพียงพอกับที่ร่างกายต้องการ อาหารเจจะนิยมใช้ถั่วเหลืองและเห็ดเป็นแหล่งโปรตีนที่ดีไม่แพ้เนื้อสัตว์ เห็ดมีกรดอะมิโนจำเป็นที่ร่างกายต้องการครบถ้วน นอกจากนี้เห็ดยังเป็นแหล่งที่ดีของวิตามิน แร่ธาตุ รวมทั้งธาตุเหล็ก และซีลีเนียมซึ่งมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ที่สำคัญอาหารที่มีรสชาติเฉพาะตัวอย่าง “เห็ดบางชนิด” ยังได้รับการยอมรับว่าเป็น “เห็ดทางการแพทย์” (Medicinal Mushrooms) อาทิ เห็ดยามาบูชิตาเกะ เห็ดไมตาเกะ เห็ดหลินจือ เห็ดชิตาเกะ ถั่งเฉ้า เห็ดแครง เป็นต้น”

กินเจ ดีต่อสุขภาพจริงหรือ

มาถึงเรื่องที่คาใจว่า การกินเจให้ผลดีต่อสุขภาพจริงไหม และจะทำให้ร่างกายขาดสารอาหารหรือไม่นั้น นักกำหนดอาหารบอกว่า อาหารเจซึ่งเต็มไปด้วยผักผลไม้และธัญพืช มีสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพอย่างมาก ทั้งวิตามิน แร่ธาตุ สารต้านอนุมูลอิสระ สารพฤกษเคมี และใยอาหาร ฯลฯ อย่างผลไม้ที่มีฤทธิ์ของการต้านอนุมูลอิสระสูงสุด ได้แก่ พรุน และบิลเบอรี ที่มีสารแอนโธไซยานิน ซึ่งอยู่ในกลุ่มของสารฟลาโวนอยด์ช่วยบำรุงสายตา ป้องกันความเสื่อมของจอประสาทตา มีใยอาหารช่วยป้องกันมะเร็งลำไส้ใหญ่และมะเร็งเต้านม โดยใยอาหารชนิดละลายน้ำช่วยลดคอเลสเตอรอลและระดับน้ำตาล ส่วนชนิดไม่ละลายน้ำช่วยป้องกันท้องผูกและมะเร็งในลำไส้ ผักผลไม้ส่วนใหญ่เป็นแหล่งใยอาหารทั้งสองชนิดโดยเฉพาะใยอาหารที่ไม่ละลายน้ำ แต่ใยอาหารที่ละลายน้ำจะมีน้อยกว่ายกเว้นผักผลไม้บางชนิดที่มีใยอาหารที่ละลายน้ำสูง ได้แก่ พรุน ส้ม กล้วย แอปเปิล มะเขือยาว ฝักกระเจี๊ยบ”

อย่างไรก็ตาม เพื่อป้องกันไม่ให้ขาดสารอาหารบางชนิด ชาวเจควรเลือกรับประทานอาหารเจอย่างถูกวิธี สารอาหารที่ต้องเน้นเป็นพิเศษนอกเหนือจากโปรตีนก็คืออาหารที่มีธาตุเหล็ก แคลเซียม วิตามินบี 2 หรือ ไรโบเฟลวิน วิตามินบี 12 วิตามินดี และสังกะสี เพื่อร่างกายจะได้รับสารอาหารครบถ้วนตามที่ร่างกายต้องการ ที่สำคัญควรดื่มน้ำให้เพียงพออย่างน้อยวันละ 8 แก้ว เพราะอาหารที่มีกากใยสูงต้องการน้ำในการทำงาน หากดื่มน้ำไม่พออาจทำให้เกิดอาการท้องอืด มีแก๊ส ปวดท้องได้

จะเห็นได้ว่าการกินเจอย่างถูกหลัก นอกจากจะช่วยให้ได้รับประทานอาหารที่สด สะอาด และมีสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายแล้ว การงดเนื้อสัตว์และหันมาเพิ่มอาหารโปรตีนจากพืชให้ได้ปริมาณเพียงพอกับความต้องการของร่างกาย ซึ่งอาหารเหล่านี้ยังเป็นแหล่งสารเสริมภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกายที่จะรับมือกับสภาวะอากาศที่เปลี่ยนแปลงเสมอ และยังช่วยลดความเสี่ยงการเกิดโรคได้อีกด้วย

รับประทานผักผลไม้ให้ได้ประโยชน์

เราควรรับประทานผักและผลไม้จำนวนเท่าไหร่ถึงจะได้ประโยชน์สูงสุด นักกำหนดอาหารแนะนำว่า ในการกินผักผลไม้นั้นในแต่ละคนแตกต่างกัน ขึ้นกับพลังงานที่ควรได้รับในแต่ละวัน กฎในการรับประทานผักผลไม้ให้ได้ประโยชน์สูงสุดต่อร่างกาย คือ จะต้องรับประทานผักผลไม้หลากหลายชนิดเป็นประจำทุกวันๆ ละ 59 ส่วน แต่อย่างน้อยที่สุดต้องไม่ต่ำกว่าวันละ 5 ส่วน

ปริมาณ 1 ส่วน เท่ากับผลไม้ 1/2 ถ้วยตวง หรือประมาณ 1 อุ้งมือเล็ก เช่น แอปเปิล 1 ผลเล็ก ส้ม 1 ผลใหญ่ กล้วย 1 ผลเล็ก สตรอเบอร์รี 4 ผลใหญ่ องุ่น 16 ผล กีวี 1 ผล

ผักสด 1 ถ้วยตวง หรือ ผักสุก 1/2 ถ้วยตวง

น้ำผักหรือน้ำผลไม้ 100 เปอร์เซ็นต์ ประมาณ 120 มิลลิลิตร

อย่าเพิ่งคิดว่าเป็นการเพิ่มความยุ่งยากในการรับประทานอาหาร การที่จะกินผักผลไม้ให้ได้อย่างน้อยวันละ 5 ส่วน นั้นไม่ยากเลย เพียงกินผักมื้อละส่วน ผลไม้วันละ 2 ส่วนก็ครบแล้ว มื้อเช้าเป็นมื้อที่คนส่วนใหญ่แทบจะไม่ได้กินผักผลไม้เลย น้ำผักผลไม้เพียงส่วนเดียวในมื้อเช้า หรือดื่มน้ำผักผลไม้แทนน้ำอัดลม หรือเครื่องดื่มที่มีแคลอรีสูงแต่ไร้สารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกาย ก็จะช่วยเติมสารอาหารดีๆ ให้ร่างกายได้ไม่ยากในการต้านทานแก่โรค

เทศกาลกินเจ เป็นฤกษ์งามยามดีที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเองไปในทางที่ดี ทั้งทางกายและทางใจ ไม่แน่ใครบางคนอาจติดใจถึงขั้นกินเจกันไปตลอดเลยก็เป็นได้ เพราะแค่ช่วงกินเจระยะสั้นๆ ก็รู้สึกได้ถึงการเปลี่ยนแปลงของร่างกายและจิตใจในทางที่ดีขึ้นอย่างชัดเจน

 

ข่าวล่าสุด

คนไทยใช้ AI ดีขึ้น แต่ยังพบช่องว่างระหว่างคนรุ่นใหม่-ผู้สูงวัย ชัด

คนไทยใช้ AI ดีขึ้น แต่ยังพบช่องว่างระหว่างคนรุ่นใหม่-ผู้สูงวัย ชัด