
เดื่อใบปาล์มไม้ต่างถิ่นในเมืองไทย
โดย...ม.ล.จารุพันธ์ ทองแถม
โดย...ม.ล.จารุพันธ์ ทองแถม
ระหว่างการไปชมฟาร์มของโรงเรียนในเครือโอบีมอนเตสซอรี (OB Montessori Inc) ที่เขตใกล้กับซูบิคเบย์ (Subic bay) ได้ถือโอกาสไปแวะดูผลพวงจากการทำลายของภูเขาไฟพินาตูโบที่มีผลต่อชาวบ้านที่ทำเกษตรกรรมในบริเวณลาดเขา โดยรอบภูเขาไฟลูกนี้ระหว่างที่แวะเยี่ยมเกษตรกรผู้ปลูกสับปะรด ผู้เขียนได้เห็นต้นมะเดื่อใบปาล์ม (Ficus pseudo palma Rico) ในถิ่นกำเนิดธรรมชาติของมันเป็นครั้งที่ 2 หลังจากเคยพบต้นมะเดื่อใบปาล์มมาแล้วที่ภูเขามาคิลิง (Makiling) หลังวิทยาลัยป่าไม้ (College of forestry) ที่ลอสบานโยส ลากูนา
หลายคนยกย่องให้มะเดื่อใบปาล์มเป็นพืชในสกุลไทรและมะเดื่อที่มีความสวยงามเป็นหนึ่ง และผู้เขียนมีความเห็นว่ามันเป็นไทรประดับที่มีรูปร่างแปลกผิดกว่าไทรหรือมะเดื่ออื่นใดทั้งหมด มันมีลักษณะคล้ายต้นจันทน์ผา หมากผู้หมากเมีย (Cordyline) หรือต้นวาสนา (Dracaena fragrans) มากกว่าจะเป็นไทร
ผู้ที่นำเอามะเดื่อใบปาล์มเข้ามาในเมืองไทยเป็นคนแรกก็คือ อาจารย์ปิฏฐะ บุนนาค ผู้ล่วงลับแล้วนั่นเอง ส่วนใหญ่ผู้คนในยุคนี้คงไม่คุ้นกับชื่อของอาจารย์ปิฏฐะ กันสักเท่าใด แต่อาจารย์ได้ชื่อว่าเป็นบิดาแห่งวงการปาล์มของเมืองไทย และเป็นผู้นำเอามะเดื่อชนิดนี้เข้ามา โดยได้พันธุ์จากเพื่อนที่มหาวิทยาลัยแห่งชาติ (ยูพี) ที่ลอสบานโยส นั่นเอง ปัจจุบันเรามักไม่ค่อยพบเห็นมะเดื่อใบปาล์มในตลาดการค้าไม้ดอกไม้ประดับ ทั้งนี้เนื่องจากมีการขยายพันธุ์กันน้อยมาก ดังนั้นหากจะซื้อหากันก็คงต้องใช้ฝีมืออยู่สักหน่อย ต้นไม้ชนิดนี้อาจปลูกจนได้ลำต้นชูสูงนับ 10 เมตรทีเดียว ใบเป็นใบเดี่ยวไม่เห็นก้านใบชัดเจนนัก ใบหนาเหนียวผิวใบบนเป็นมันคล้ายขี้ผึ้ง ขอบใบหยักเป็นจักตื้น ใบสีเขียวสดขนาด 0.60.9 เมตร กว้าง 610 นิ้ว โคนใบแคบกว่าส่วนกลางใบ ปลายใบแหลม การเรียงตัวของใบเกิดเวียนรอบลำต้นเป็นกระจุกอยู่ด้านบนของลำต้น ทำให้ดูคล้ายปาล์มหรือวาสนา ดังนั้นหลายคนจึงเรียกมันว่ามะเดื่อวาสนา (Dracaena fig) หรือมะเดื่อจันทน์ผาก็คงไม่ผิด เพราะมันดูคล้ายต้นวาสนาจริงๆ
ต้นมะเดื่อใบปาล์มจะเริ่มออกผล ซึ่งเรียกว่าไซโคเนียม (Syconium) ยาวประมาณ 3 นิ้ว สีม่วงเข้มในบริเวณยอดผลของมันมีรอยย่นตามแนวยาวใกล้รูเปิด (Osteole) ที่ปลายผลจะคอดเข้าจนเห็นได้ชัดเจน มันติดผลดกพอใช้และดูเหมือนจะออกผลต่อเนื่องกันโดยเกิดตามซอกใบ น่าแปลกที่ ศ.ฮวน วี ปานโซ ผู้ล่วงลับไปนานแล้วเคยยืนยันว่าผลมะเดื่อใบปาล์มมีรสชาติดีชนิดหนึ่งของโลก แต่ผู้เขียนไม่เคยมีโอกาสชิมผลแก่สุกงอมสักครั้ง ทั้งนี้เนื่องจากเมื่อเรานำไปปลูกนอกถิ่นกำเนิดของมัน ผลมะเดื่อชนิดนี้ไม่มีโอกาสได้รับการผสมโดยแมลง (แตนมะเดื่อ) ซึ่งเรียกว่า fig wasp นั่นเอง
ในถิ่นกำเนิดที่เขตบีโคล (Bicol region) ชาวบ้านที่นั่นเก็บใบอ่อนขายในตลาดสดยามเช้า พวกเขาเอาไปตัดเป็นชิ้นเล็กๆ พอคำและแช่มันในน้ำสะอาดนำไปผัดไฟแดง หรือราดกะทิกินกับปลาหรือกุ้งเค็มก็ได้
เมื่อเรานำเดื่อใบปาล์มมาปลูกในเมืองไทย มันชอบดินร่วนที่อุดมสมบูรณ์และชอบที่ร่มรำไร ได้รับแสงแดดครึ่งเช้าและอาจทนแสงแดดยามบ่ายไม่ค่อยได้ หากปลูกในพื้นที่เย็นชื้นจะเติบโตได้ดีกว่าในที่ราบภาคกลาง ยกเว้นแต่จะเลือกที่ดินดี น้ำไม่ท่วมขังและพรางแสงได้อย่างน้อย 50 เปอร์เซ็นต์ การขยายพันธุ์ทำได้โดยการตัดลำต้นแก่ปักชำ แต่สำหรับในฟิลิปปินส์แล้ว โคนต้นแม่จะพบต้นกล้าอ่อนขึ้นอยู่มากมาย หลายโอกาสเราพบมันงอกมาตามซอกหิน ซึ่งเรามั่นใจว่าคงงอกจากมูลของนก หนู หรือค้างคาว ซึ่งขับถ่ายเมล็ดออกมา ต้นกล้าอ่อนใช้เวลาอย่างน้อย 2 ปี ก่อนที่จะเติบใหญ่จนออกผลได้ เมื่อเราถอนต้นกล้าออกไปปลูก ควรขลิบใบทิ้งเสียให้หมดก่อนนำไปชำ เพื่อป้องกันการคายน้ำจนต้นแห้งตายไปนั่นเอง
การตัดต้นแก่ปักชำทำได้ โดยการหั่นลำต้นแก่ปานกลางให้เป็นท่อน เส้นผ่าศูนย์กลางครึ่งนิ้ว2 นิ้ว ยาวประมาณ 1 ฟุต และนำไปปักชำในทรายหยาบผสมขี้แกลบ (แกลบดำ) ในช่วงต้นฤดูฝน
ในถิ่นกำเนิดของเดื่อใบปาล์ม การปลิดยอดเอาไปบริโภค หรือจำหน่ายจะทำให้มะเดื่อใบปาล์มแตกกิ่งข้างได้ดี ต้นจะไม่สูงชะลูดและดูสวยงามเหมาะที่จะปลูกในภาชนะขนาดใหญ่ เพื่อตั้งประดับสถานที่
มะเดื่อใบปาล์มเป็นไม้ใบประดับที่หาได้ยากในปัจจุบัน และเช่นเดียวกับไทรประดับอีกหลายชนิดที่ปัจจุบันถูกลืม และหายหน้าไปจากวงการไม้ประดับในอาคาร อย่างไรก็ตาม ในโลกปัจจุบันที่กรุงเทพฯ เต็มไปด้วยสิ่งก่อสร้างคอนโดมิเนียนทรงสูง หากคุณต้องการไม้ใบประดับที่มีทรวดทรงสวยเด่นเป็นสง่า หาได้ไม่ง่ายและให้ความภูมิใจกับบ้านของคุณแล้วลองพิจารณาไม้ใบประดับในสกุลไทรและมะเดื่อดู โดยเฉพาะอย่างยิ่งมะเดื่อใบปาล์มไม้ดีจากเกาะลูซอน ฟิลิปปินส์







