
เทศบาลคาร์บอนต่ำ ความก้าวหน้าขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไทย
ดร.บัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ ผู้อำนวยการ สถาบันธรรมรัฐเพื่อการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม (GSEI)
ดร.บัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ ผู้อำนวยการ สถาบันธรรมรัฐเพื่อการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม (GSEI)
การขยายตัวของชุมชนเมืองเป็นไปอย่างรวดเร็วและเป็นแนวโน้มที่เกิดขึ้นในแทบทุกประเทศ เนื่องจากพื้นที่ชุมชนเขตเมืองมีการใช้ทรัพยากรและพลังงานมาก ผลิตและปล่อยมลพิษสูง มีพื้นที่สีเขียวหรือพื้นที่ป่าที่เป็นแหล่งดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์น้อยกว่า เมื่อเปรียบเทียบกับพื้นที่ชนบท พื้นที่ชุมชนเขตเมืองจึงเป็นแหล่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่หลายองค์กรให้ความสำคัญและกำลังหาแนวทางจัดการแก้ไขปัญหาดังกล่าว ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมามีหลายเมืองทั่วโลกที่กำลังปรับเปลี่ยนไปสู่การเป็น “เมืองคาร์บอนต่ำ” โดยใช้แนวทางและวิธีการที่หลากหลายตามแต่บริบทแวดล้อมของแต่ละเมือง ตัวอย่างที่น่าสนใจเช่น เมืองโตเกียว เมืองนาโงยา ประเทศญี่ปุ่น เมืองบิวโบว ประเทศสเปน เมืองแว็กซ์โจ ประเทศสวีเดน เมืองบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม รวมทั้งเทศบาลตำบลเมืองแกลง จ.ระยอง
โครงการเพื่อการปรับตัวไปสู่เมืองคาร์บอนต่ำที่น่าสนใจติดตามและกำลังเริ่มดำเนินการในประเทศไทย คือ “โครงการเทศบาลไทยมุ่งสู่เมืองคาร์บอนต่ำ เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 84 พรรษา” โครงการนี้ได้รับงบประมาณสนับสนุนมาจาก 2 แหล่ง ทางสหภาพยุโรปได้สนับสนุนงบประมาณส่วนใหญ่ประมาณร้อยละ 90 ให้แก่สมาคมสันนิบาตเทศบาลแห่งประเทศไทย และทางสมาคมฯ ได้อุดหนุนงบประมาณอีกร้อยละ 10 ทางโครงการฯ ได้กำหนดเป้าหมายไว้ว่า กิจกรรมที่เทศบาลริเริ่มดำเนินการภายใต้โครงการนี้จะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ไม่ต่ำกว่า 8.4 หมื่นกิโลกรัม คาร์บอนภายในระยะเวลา 3 ปี เริ่มตั้งแต่เดือน ก.พ. 2555 จนถึงเดือน ม.ค. 2558 แม้ว่าเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของโครงการฯ จะตั้งไว้ค่อนข้างน้อย แต่ทางสมาคมฯ มองว่าเป็นโอกาสที่เทศบาลจะได้รับการพัฒนาความรู้ ความเข้าใจต่อกรอบแนวคิด ยุทธศาสตร์ และแนวปฏิบัติ เพื่อมุ่งสู่การเป็นเมืองคาร์บอนต่ำที่ชัดเจน เป็นการรวมพลังปฏิบัติการระดับท้องถิ่น เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรมริเริ่มของเทศบาลที่เข้าร่วมโครงการฯ และคาดหวังว่าจะได้ตัวอย่างที่ดี สามารถพัฒนาเป็น “ศูนย์เรียนรู้เทศบาลคาร์บอนต่ำ” ในระดับประเทศและภูมิภาคอาเซียนในอนาคต
เมืองคาร์บอนต่ำในบริบทของโครงการนี้หมายถึง เมืองที่มีการดำเนินการภายใต้กรอบยุทธศาสตร์ 4 ด้าน ได้แก่ เมืองแห่งต้นไม้ เมืองไร้มลพิษ เมืองพิชิตพลังงาน และเมืองที่มีการบริโภคอย่างยั่งยืน เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากเมืองให้ออกสู่บรรยากาศให้น้อยที่สุด โดยยุทธศาสตร์แต่ละด้านจะมีตัวชี้วัดความสำเร็จแตกต่างกันไป ตัวชี้วัดความสำเร็จสำหรับยุทธศาสตร์เมืองไร้มลพิษ เช่น ปริมาณขยะก่อนนำไปกำจัดของเทศบาลลดลงร้อยละ XX หรือสามารถผลิตไฟฟ้าจากแหล่งกำจัดขยะได้อย่างน้อย XX กิโลวัตต์ เป็นต้น
ในการดำเนินงานของโครงการทางสมาคมฯ ได้ร่วมมือกับองค์กรภาคีที่หลากหลาย เช่น องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยในพื้นที่ ฯลฯ เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนกิจกรรมต่างๆ ในโครงการซึ่งประกอบด้วย 12 กิจกรรมหลัก เช่น การรับสมัครและคัดเลือกเทศบาลนำร่อง การพัฒนาโปรแกรมวัดปริมาณคาร์บอนที่ลดได้จากกิจกรรมที่เทศบาลนำร่องดำเนินการ การจัดอบรมเสริมสร้างศักยภาพบุคลากรของเทศบาลนำร่อง การติดตามความก้าวหน้าในการดำเนินการตามแผนของเทศบาลนำร่อง การจัดตั้งศูนย์การเรียนรู้เมืองคาร์บอนต่ำ เป็นต้น ในช่วงเริ่มต้นนี้ทางโครงการตั้งเป้าหมายให้มีเทศบาลอย่างน้อย 84 แห่งเข้าร่วมโครงการ แต่เมื่อเปิดรับสมัครตั้งแต่วันที่ 31 พ.ค. 2555 ปรากฏว่ามีความตื่นตัวอย่างมาก มีเทศบาลสมัครเข้าร่วมโครงการรวม 168 แห่งจากทุกภูมิภาค ภาคเหนือ 61 แห่ง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 56 แห่ง ภาคใต้ 21 แห่ง ภาคกลาง 17 แห่ง และภาคตะวันออก 13 แห่ง
บทบาทและการดำเนินงานของสมาคมฯ ในเรื่องเมืองคาร์บอนต่ำนับเป็นความเปลี่ยนแปลงและความก้าวหน้าขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นของไทยที่น่าติดตามและให้การสนับสนุน มีการกำหนดเป้าหมายและยุทธศาสตร์การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ล่วงหน้าไปกว่ารัฐบาลส่วนกลางที่กำลังอยู่ในช่วงศึกษาและมีแผนที่จะประกาศกำหนดเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทยในปี 2555 นี้
การดำเนินโครงการนี้เป็นรูปแบบการสร้างปฏิสัมพันธ์ข้ามรัฐจากองค์กรระดับต่ำกว่ารัฐ (Subnational level) ไปยังสหภาพยุโรป ซึ่งเป็นองค์กรระดับเหนือรัฐโดยไม่ต้องผ่านการอนุมัติจากรัฐบาลส่วนกลาง เป็นปรากฏการณ์ที่มีแนวโน้มเกิดขึ้นอย่างมากในโลกยุค “การบริหารปกครองหลายระดับ” (Multilevel Governance) ซึ่งรัฐส่วนกลางมีบทบาทจำกัดลง อำนาจของรัฐถูกถ่ายโอนไปสู่องค์กรระดับเหนือรัฐและระดับต่ำกว่ารัฐ
ตัวอย่างรูปธรรมอีกกรณีหนึ่งก่อนหน้านี้คือ การจัดตั้ง “สภาระหว่างประเทศเพื่อการริเริ่มด้านสิ่งแวดล้อมระดับท้องถิ่น” (International Council for Local Environmental Initiatives : ICLEI) ในปี 2543 เพื่อนำเสนอข้อห่วงใยด้านสิ่งแวดล้อมของรัฐบาลท้องถิ่นในเวทีระหว่างประเทศ ต่อมาในปี 2546 ได้มีการจัดทำโครงการ “เมืองเพื่อการปกป้องภูมิอากาศ” (Cities for Climate Protection) เพื่อเป็นเครื่องมือหนึ่งที่องค์กรรัฐระดับท้องถิ่นใช้เป็นยุทธศาสตร์ เพื่อควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจก มีสมาชิกที่เป็นองค์กรท้องถิ่นมากกว่า 675 แห่ง อยู่ในแอฟริกา เอเชียแปซิฟิก ลาตินอเมริกา สหภาพยุโรป และอเมริกาเหนือ สมาชิกทั้งหมดของ ICLEI ปล่อยก๊าซเรือนกระจก คิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 8% ของปริมาณก๊าซเรือนกระจกทั้งโลก เครือข่ายสมาชิกเหล่านี้มีพันธสัญญาจะดำเนินการกิจกรรมเพื่อลดก๊าซ โดยได้รับการสนับสนุนจาก ICLEI เพื่อติดตามการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ในประเทศไทยมีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่เข้าร่วมเป็นสมาชิกของ ICLEI 3 แห่ง ได้แก่ กรุงเทพมหานคร เทศบาลนครภูเก็ต และเทศบาลตำบลเมืองแกลง
ในอีกแง่หนึ่งอาจมองได้ว่า “เทศบาลคาร์บอนต่ำ” เป็นอีกตัวอย่างของ “นวัตกรรมทางสังคม” ที่ก้าวพ้นรูปแบบการทำงานแบบเก่าขององค์กรภาครัฐ สะท้อนถึงความเข้มแข็ง และศักยภาพขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นของประเทศไทย หากได้รับการสนับสนุนถูกทิศทางและไม่มีวาระซ่อนเร้นทางการเมืองมากเกินไป







