
(น้ำ) ท่วม อยู่ ได้ ... ถอดบทเรียนอุทกภัยผ่านนิทรรศการ
โดย...อินทรชัย พาณิชกุล / ภาพ : กิจจา อภิชนรจเรข
โดย...อินทรชัย พาณิชกุล / ภาพ : กิจจา อภิชนรจเรข
“ท่วมอยู่ได้”
คำนี้อ่านได้สองแบบ แปลได้สองความหมาย
“คำว่า ‘ท่วมอยู่ได้’ กับ ‘ท่วม อยู่ ได้’ ขึ้นอยู่กับทัศนคติของเราว่าจะมองแบบไหน จะมองแบบ “ท่วมอยู่ได้” ก็เหมือนนั่งบ่นเซ็งๆ ไปกับลมกับฟ้า ซึ่งไม่เกิดผลดีอะไรขึ้นมา หรือมองแบบ ‘ท่วม อยู่ ได้’ หมายความว่า แม้น้ำจะท่วม เราก็ต้องอยู่กับมันให้ได้ สู้กับมัน ด้วยการเตรียมพร้อมรับมืออย่างชาญฉลาด”
ประโยคอันคมคายของ นันท์นรี พานิชกุล และ ชาลินี วงศ์อ่อนดี สองภัณฑารักษ์สาวผู้ออกแบบแนวคิดของนิทรรศการระดับชาติที่ชื่อ “ท่วม อยู่ ได้ : ใช้ชีวิตอย่างไรบนความเปลี่ยนแปลง” ณ ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ หรือทีซีดีซี ศูนย์การค้าเอ็มโพเรียม
ในวันที่ต่างวิตกกังวลปนเบื่อหน่าย หลังเสพข่าวสารความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับน้ำท่วมจากสื่อต่างๆ ทว่าข้อมูลอันทะลักล้นพรั่งพรูราวเขื่อนแตกเหล่านั้น มิได้ช่วยทำให้อุ่นใจเลยแม้แต่น้อย
หลายคนจึงเสพข่าว เดินทางมาเที่ยวงานนิทรรศการสุดเจ๋ง เลิศล้ำด้วยไอเดียและนวัตกรรมนานาชนิดเกี่ยวกับการเตรียมตัวเผชิญภัยพิบัติ ไล่ตั้งแต่สิ่งปลูกสร้างขนาดใหญ่ งานออกแบบ อุปกรณ์ข้าวของเครื่องใช้ ตลอดจนสื่อการเรียนการสอนเรื่องวิธีปฏิบัติตัวเมื่อเกิดภาวะฉุกเฉิน โดยหยิบยกเอาเหตุการณ์อุทกภัย ปี 2554 ในประเทศไทย และแผ่นดินไหวครั้งประวัติศาสตร์ที่ประเทศญี่ปุ่นมาเป็นบทเรียน
เริ่มที่โซนแรก ชมการเปลี่ยนแปลงของกรุงเทพมหานคร ผ่านลำดับเหตุการณ์และภาพวาด ตั้งแต่ยุคแรกตั้งราชธานีจวบจนปัจจุบัน (พ.ศ. 2325-2555) ควบคู่กับประวัติศาสตร์การเกิดน้ำท่วมใหญ่ในยุคต่างๆ
เรียนรู้วิสัยทัศน์ในการผสมผสานบทเรียนน้ำท่วมในอดีตเข้ากับเทคโนโลยีทันสมัยจากสองประเทศ นั่นคือรับมือน้ำแบบชาวดัตช์ (เนเธอร์แลนด์) แผนบริหารจัดการภัยทางน้ำด้วยการสร้างเขื่อน ประตูระบายน้ำ กำแพง และคันกั้นน้ำ เพื่อรับมือภัยพิบัติทุกรูปแบบในอนาคตในชื่อเดลตาเวิร์กส์ และอยู่กับน้ำอย่างชาวญี่ปุ่น ประเทศเล็กๆ ที่โดดเด่นด้วยเทคโนโลยีทางด้านวิศวกรรมและนวัตกรรมสมัยใหม่ในการจัดการน้ำ โดยยกตัวอย่างอุโมงค์ผันน้ำท่วมใต้ดินอันน่าตื่นตาตื่นใจที่ชื่อ จีกังส์
ใกล้กันมีห้องชมสารคดีที่จะตอบคำถามว่า “เราสามารถเตรียมตัวเพื่อการอยู่กับน้ำในระยะยาวได้อย่างไร” ยกเรื่องราวการปรับตัวของผู้คนใน 3 ชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากมหันตภัยน้ำท่วมเมื่อปีกลาย ได้แก่ ชุมชนบ้านสาขลา จ.สมุทรปราการ ชุมชนมหาสวัสดิ์ จ.นครปฐม และชุมชนปากเกร็ด จ.นนทบุรี ว่าด้วยความรักในถิ่นฐานที่ทำให้พวกเขารู้จักเตรียมตัวรับมือกับความเปลี่ยนแปลงและหาวิธีอยู่ร่วมกับน้ำ
ด้านในสุดของห้องก็น่าสนใจไม่แพ้กัน แนวคิดการปรับวิถีความเป็นอยู่กับสายน้ำ ด้วยการเตรียมโครงสร้างและระบบที่พักอาศัยใหม่ในบ้านหลังเดิม แทนที่จะซื้อบ้านใหม่อพยพหนีน้ำ ทำไมเราไม่ปรับเปลี่ยนเป็นบ้านกลางน้ำ บ้านสะเทินน้ำสะเทินบก และบ้านยกใต้ถุนสูง ศึกษาจากสถาปัตยกรรมอันสร้างสรรค์จากโลกตะวันตก
เช่นเดียวกับความเป็นอยู่ในบ้าน อาทิ การดูแลรักษาความสะอาด เคล็ดลับน่าทึ่งในการกักเก็บอาหาร เสื้อผ้า หยูกยา และเครื่องมือสื่อสาร เพื่อเป็นตัวช่วยสร้างความเป็นอยู่ในบ้านช่วงน้ำท่วมให้ดีขึ้น
ไฮไลต์ของงานอยู่ตรงการจัดแสดงสื่อการเรียนรู้และผลงานออกแบบเจ๋งๆ ซึ่งคิดค้นมาให้เหมาะสมกับคนแต่ละช่วงวัย ฝีมือของกลุ่ม Plus Arts จับมือทำกับนักออกแบบ สถาปนิก และกลุ่มองค์กรต่างๆ ในญี่ปุ่น
ชิ้นที่ได้รับความสนใจมากที่สุดเห็นจะเป็นบันทึก จิชิน อิทสึโมะ คู่มือการใช้ชีวิตให้อยู่รอดท่ามกลางภัยพิบัติ อันได้รับแรงบันดาลใจจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ทางฝั่งตะวันออกของญี่ปุ่นเมื่อปี 2554 ถ่ายทอดด้วยเนื้อหาสั้น กระชับ เข้าใจง่าย มีภาพประกอบสวยงาม ติดอันดับหนังสือขายดีของญี่ปุ่น
อิสะ! คาเอรุ คาราวาน กิจกรรมสัมมนาเชิงปฏิบัติการสำหรับเด็กๆ โดยให้ทดลองฝึกช่วยชีวิตและปฐมพยาบาลผ่านเกมสนุกๆ เช่น โรงเรียนนามาซึ และชัฟเฟิล สองเกมไพ่สำหรับเรียนรู้เพื่อเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติ เมืองกุระกุระ เกมกระดานสำหรับเรียนรู้เคล็ดลับการเอาชีวิตรอดจากภาวะฉุกเฉิน คามิชิไบ การเล่านิทานประกอบภาพแบบญี่ปุ่น ท่ากายบริหารเพื่อเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติของเมืองโกเบ เกมยิงเป้าโดยใช้เครื่องฉีดน้ำ เป็นต้น
นิทรรศการต่อมา ถือว่าเป็นที่ชื่นชอบโดนใจของเหล่านักคิด นักออกแบบยิ่งนัก เพราะจัดแสดงผลงานการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในยามฉุกเฉิน ภายใต้แนวคิด “ของใช้สำหรับเหตุฉุกเฉินที่คุ้นเคยกันดี' ตั้งแต่ที่พักฉุกเฉินที่ทำจากวัสดุที่หาได้รอบตัว ทั้งเสื้อโค้ตพลาสติก ตะกร้าซูเปอร์มาร์เก็ต กล่องใส่ไข่ ไม้อัด ถุงขยะ หรือไอแซต เสื้อกันฝนจากผ้าใบกันน้ำติดซิป ตลอดจนผ้าปูอเนกประสงค์ สุขาทำจากเก้าอี้นักเรียน
หัวใจสำคัญของงานนี้ เน้นการใช้องค์ความรู้เดิมและเทคโนโลยีใหม่ที่ผสมผสานอย่างเหมาะสม เพื่อต่อสู้กับปัญหาเฉพาะหน้าและปรับวิถีชีวิตในระยะยาว แสดงความคิดสร้างสรรค์ สะท้อนให้เห็นแนวทางการนำความรู้และความเชี่ยวชาญแต่ละสาขามาช่วยกันรับมือกับความเปลี่ยนแปลง เพื่อให้ทุกชีวิตสามารถอยู่กับความไม่แน่นอนได้อย่างราบรื่น
นันท์นรี กล่าวว่า คีย์เวิร์ดของงานชุดนี้มิใช่เรื่องของใครคนใดคนหนึ่ง หากแต่เป็นเรื่องที่ทุกคนต้องร่วมมือกัน
“แรงบันดาลใจมาจากเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ปลายปีที่แล้ว ทำให้เราตระหนักเรื่องการเตรียมตัวรับมือภัยพิบัติ ภายใต้แนวคิดเรื่องการออกแบบสร้างสรรค์ ไม่ได้หมายความว่าจะต้องคิดอะไรใหม่ๆ อย่างเดียว แต่มันคือการพลิกวิธีคิด นำของที่มีอยู่รอบตัวมาปรับใช้ในช่วงเวลาคับขัน เพื่อให้เกิดแนวคิดเรื่องการเตรียมพร้อม สอดแทรกลงไปในชีวิตประจำวันของเราทุกคน”
ด้าน ชาลินี เสริมว่า ผลงานทุกชิ้นไม่ใช่ข้าวของที่สร้างขึ้นใหม่ แต่สามารถหาได้จากรอบตัว
“น้ำท่วมบ้านเรามาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว ควรเป็นโอกาสในการสร้างแนวความคิดใหม่ เปลี่ยนทัศนคติในการมองภัยพิบัติให้เตรียมพร้อมรับมือแต่เนิ่นๆ เพื่อให้เกิดวัฒนธรรมเตรียมพร้อมความปลอดภัย หรือที่เรียกว่าเซฟตีคัลเจอร์ พวกเราไม่เคยเตรียมตัวกันจริงๆ มัวคิดแต่ว่าถึงเวลาค่อยแก้ปัญหา”
“ญี่ปุ่นใช้วิธีดึงเอานักออกแบบสร้างสรรค์มาร่วมกันคิด สร้างนวัตกรรมจากวัสดุที่หาได้รอบตัว ใส่ความสนุกลงไป เพื่อให้เข้าถึงทุกกลุ่ม ให้ทุกคนหยิบใช้ได้งานได้ง่าย
“ไทยเรามีคนคิดไอเดียสร้างสรรค์ขึ้นมาเยอะแยะมากมาย แต่จะต่อยอดให้เป็นผลิตภัณฑ์ได้จริงๆ มันยังไปไม่ถึง”
อาจเพราะทุกคนมัวแต่คิดว่าถึงเวลาค่อยว่ากัน จบแล้วก็จบไป คราวหน้าค่อยหาวิธีแก้ปัญหากันใหม่
ด้วยเหตุนี้ วัฒนธรรมเรื่องเตรียมพร้อมรับความปลอดภัยเรื่องภัยพิบัติ (Safety Culture) จึงยังไม่เกิดขึ้นในเมืองไทยเสียที
หมายเหตุ นิทรรศการ “ท่วม อยู่ ได้ : ใช้ชีวิตอย่างไรบนความเปลี่ยนแปลง” จัดแสดงตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 6 ม.ค. 2556 เวลา 10.30-21.00 น. (ปิดวันจันทร์) ณ ห้องนิทรรศการ 2 ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ หรือทีซีดีซี สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ 02-664-8448 ต่อ 213, 214 หรือดูรายละเอียดที่เว็บไซต์ www.tcdc.or.th







