posttoday
คืนชีวิตสู่ลำคลอง คืนสายน้ำสู่ชุมชน

คืนชีวิตสู่ลำคลอง คืนสายน้ำสู่ชุมชน

28 กันยายน 2555

“ในสมัยเด็กสามารถดื่มน้ำคลอง เล่นน้ำผุดว่าย ในลำคลองเคยเต็มไปด้วยกุ้ง ปู และปลาหลากชนิดที่จับได้อย่างไม่ยากเย็น แต่ในปัจจุบันแม้แต่มือก็ยังไม่สามารถจุ่มลงน้ำได้ สัตว์น้ำที่เคยอุดมสมบูรณ์ก็หายไปจากคลอง เหลืออยู่เพียงแค่ส่วนน้อยเท่านั้น”

“ในสมัยเด็กสามารถดื่มน้ำคลอง เล่นน้ำผุดว่าย ในลำคลองเคยเต็มไปด้วยกุ้ง ปู และปลาหลากชนิดที่จับได้อย่างไม่ยากเย็น แต่ในปัจจุบันแม้แต่มือก็ยังไม่สามารถจุ่มลงน้ำได้ สัตว์น้ำที่เคยอุดมสมบูรณ์ก็หายไปจากคลอง เหลืออยู่เพียงแค่ส่วนน้อยเท่านั้น”

นี่คือเสียงรำลึกถึงอดีตของคลองสำโรงในความทรงจำจาก นกแก้ว กลัดบุบผา ประธานชุมชนรักประชาเทศบาลตำบลบางพลี และจามร บุญวิวัฒน์ ที่ปรึกษาชุมชนทั้ง 8 ผู้ดูแลคลองสำโรง หนึ่งในตัวแทนของชุมชนริมคลองสำโรง ต.บางพลี จ.สมุทรปราการ ที่กล่าวถึงการเปลี่ยนแปลงของคลองในยุคที่เรียกว่า “การพัฒนา” ซึ่งมาพร้อมกับโรงงานอุตสาหกรรมที่ก่อมลพิษและการขยายตัวของชุมชนเมือง “ทุกอย่างที่ไม่ต้องการทั้งจากโรงงานอุตสาหกรรมและชุมชนก็ปล่อยทิ้งลงแม่น้ำ จากลำคลองที่เคยเป็นแหล่งอุปโภคบริโภคหลักกลับกลายเป็นท่อระบายน้ำ”

คืนชีวิตสู่ลำคลอง คืนสายน้ำสู่ชุมชน

 

เมื่อสายน้ำอันเป็นเสมือนเส้นเลือดหลักที่ไหลรินหล่อเลี้ยงชุมชนที่อาศัยอยู่ริมสองฝั่งคลอง ต้องเป็นที่รองรับมลพิษจนถึงขั้นวิกฤตจากการปล่อยน้ำเสียปนเปื้อนสารพิษของโรงงานอุตสาหกรรม อันเป็นผลจากการที่รัฐขาดการควบคุมปริมาณมลพิษทางน้ำอย่างทั่วถึง ประชาชนที่ต้องมีวิถีชีวิตผูกพันกับสายน้ำ จำเป็นต้องลุกขึ้นมาปกป้องลำคลองอันเป็นบ้านและแหล่งอาชีพของชุมชน ซึ่งชุมชนริมคลองสำโรง ต.บางพลี จ.สมุทรปราการ เป็นชุมชนตัวอย่างที่แสดงถึงความเข้มแข็งในการพิทักษ์สายน้ำของตนอย่างเต็มความสามารถจนชุมชนเองก็เกิดคำถามว่าการสนับสนุนดูแลจากอำนาจรัฐ รวมถึงการบังคับใช้กฎหมายตามสิทธิของประชาชนที่ควรได้รับนั้นหายไปไหน

มลพิษไม่ใช่สิ่งที่เราต้องเสียสละเพื่อการมาซึ่งความเจริญ

ไม่ใช่เฉพาะคลองสำโรงเท่านั้นที่ได้รับผลกระทบจากมลพิษทางน้ำ แต่ความเจริญได้นำโรงงานอุตสาหกรรมเข้ามาจนทำให้บางชุมชนริมคลองต้องย้ายถิ่นฐานจากบ้านเกิดของตน หรือหากไม่มีเงินพอที่จะหาที่อยู่ใหม่ก็จำเป็นต้องทนกับสภาพน้ำเสียที่ไม่สามารถใช้การอุปโภคบริโภคได้ ทว่าสิ่งที่ชุมชนริมคลองสำโรง บริเวณ ต.บางพลี แห่งนี้แตกต่างจากชุมชนอื่นคือ ความเข้มแข็งอันมาจากจิตสำนึกรักชุมชนจนเป็นแรงผลักดันให้ต่อสู้กับการรุกรานของมลพิษ ปกป้องแม่น้ำ เฝ้าระวังมลพิษด้วยตนเอง ถือเป็นแม่แบบสำคัญให้กับชุมชนอื่นๆ หันมาพัฒนาแม่น้ำคูคลอง

คลองสำโรงเป็นคลองที่ยาวถึง 55 กิโลเมตร ตัดผ่านระหว่างแม่น้ำเจ้าพระยาและแม่น้ำบางปะกง มีชุมชนหนาแน่นและโรงงานอุตสาหกรรมตลอดสายน้ำ เดิมทีคลองสำโรงใสสะอาด มีความอุดมสมบูรณ์มาก เป็นแหล่งอุปโภคบริโภค และเส้นทางคมนาคมหลักของชุมชน แต่กลับเสื่อมโทรมลงอย่างรวดเร็วในระยะ 30 ปีที่ผ่านมา จุดเปลี่ยนที่สำคัญคือ หลังเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ในปี พ.ศ. 2536 มีการสร้างประตูกั้นน้ำในคลองเพื่อการบริหารจัดการ แต่ก็ทำให้บางทีไม่มีการไหลของน้ำและเกิดการเน่าเสียง่ายขึ้น เนื่องจากน้ำไม่สามารถหมุนเวียนได้ตามวัฏจักร ประกอบกับคลองสำโรงได้กลายเป็นคลองที่รองรับน้ำเสีย ขยะและสิ่งปฏิกูล คลองสำโรงตอนต้น ซึ่งเชื่อมต่อกับแม่น้ำเจ้าพระยาในเขต จ.สมุทรปราการ เป็นบริเวณที่มีโรงงานอุตสาหกรรมหนาแน่นมากที่สุด จากการตรวจสอบโดยกรีนพีซเมื่อปี พ.ศ. 2553 พบว่ามีการปนเปื้อนจากโลหะหนัก สารประกอบอินทรีย์อันตราย สารรบกวนฮอร์โมน และสารก่อมะเร็ง โดยหลายชนิดมีปริมาณในระดับ “การปนเปื้อนอย่างร้ายแรง” ที่ซึ่งเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนถึงความล้มเหลวของมาตรการควบคุมมลพิษและปกป้องแหล่งน้ำของประเทศ

แต่ความเสื่อมโทรมของคลองสำโรงก็ใช่ว่าจะเลวร้ายไปตลอด 55 กิโลเมตร หากล่องขึ้นไปทางฝั่งแม่น้ำบางปะกง ในช่วง ต.บางพลี จะพบว่าคลองสำโรงตอนกลางของชุมชนแห่งนี้กลับมีสภาพน้ำที่สะอาดขึ้น เพียงพอต่อการใช้ประโยชน์ได้ เช่น การทำแปลงเกษตรลอยน้ำ จับปลา และท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม น่าสงสัยเป็นอย่างยิ่งว่าเหตุใดน้ำในคลองสายเดียวกันถึงมีสภาพที่แตกต่างกันมากถึงเพียงนี้

แม้จะเจอศึกมลพิษจากรอบด้าน แต่ชุมชนทั้ง 8 ริมคลองสำโรง อันได้แก่ ชุมชนคงคาราม ประตูน้ำ ประสานสัมพันธ์ ธารา หลวงพ่อโต พัฒนา สามัคคีร่วมใจ และรักประชา ยังสามารถร่วมปกป้องรักษาคลองสำโรงตอนกลางแห่งนี้ ให้ยังมีสภาพน้ำที่ดีกว่าคลองสำโรงตอนต้น หรือแม้แต่ลำคลองสายอื่นๆ สาเหตุหลักที่ยังคงรักษาสภาพของลำคลองไว้ได้เช่นนี้ คือความร่วมมืออย่างแข็งขันของชุมชนกับองค์กรเทศบาลท้องถิ่น โดยทางเทศบาลตำบลบางพลีนั้นคอยรับฟังปัญหามลพิษ รวมถึงให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี อาทิ มีการประสานงานกับตำรวจท่องเที่ยวในการช่วยกันเก็บขยะตามคูคลอง มอบถังดักไขมันให้ตามร้านค้าและครัวเรือน รวมถึงวางแผนร่วมดำเนินการพร้อมกับตัวแทนชุมชนในการต่อสู้กับมลพิษอยู่เสมอ

การรวมตัวกันอย่างเข้มแข็งของชุมชนเพื่อต่อกรกับมลพิษ

สิ่งที่โดดเด่นของชุมชนริมคลองสำโรง คือ การผนึกกำลังกันร่วมปกป้องสายน้ำไม่ให้เลวร้ายไปกว่านี้ เนื่องจากยังมีโรงงานอุตสาหกรรมที่ยังคงฝืนข้อบังคับการปล่อยมลพิษตามกฎหมาย และหน่วยงานรัฐบาลยังขาดการปฏิบัติงาน พร้อมข้อบังคับทางกฎหมายที่ชัดเจนเป็นรูปธรรม สิ่งที่คนในชุมชนทำไม่ใช่การหนีไปตั้งถิ่นฐานใหม่ แต่กลับรวบรวมคนในท้องที่กว่าร้อยคนมาร่วมกันประท้วงการปล่อยมลพิษของโรงงานอุตสาหกรรมเมื่อปี พ.ศ. 2542 แต่โรงงานกลับแก้ไขด้วยการมอบยาดมและยาสามัญประจำบ้าน รวมถึงการตรวจสุขภาพประจำปีเท่านั้น ซึ่งไม่สามารถเทียบได้กับปริมาณมลพิษที่ยังคงปล่อยอย่างต่อเนื่อง

ต่อมาในปี พ.ศ. 2544 โรงงานอุตสาหกรรมอีกแห่งหนึ่งมีการทิ้งน้ำเสียจนปรากฏเป็นน้ำสีดำอย่างเห็นได้ชัด กระทั่งประธานชุมชนรักประชาคนเดิม คือ คุณสมภพ ญาณวิเศษสุข ได้ทำการตรวจคุณภาพน้ำและมีการลงข่าวตามสื่อต่างๆ แต่ยังมีการปล่อยน้ำเสียอย่างต่อเนื่อง สิ่งที่ชุมชนพอที่จะทำได้คือการดำน้ำลงไปในคลองที่สกปรกเสี่ยงชีวิตเพื่อปิดท่อปล่อยน้ำเสียไม่ให้ไหลลงคูคลอง นอกจากนี้ ทางชุมชนยังมีการรณรงค์ปลุกจิตสำนึกรักษ์คูคลอง ด้วยการถ่ายรูปประจานครัวเรือนที่ทิ้งขยะลงน้ำ เพื่อไม่ให้ผู้อื่นนำเอาเป็นแบบอย่าง ทั้งหมดนี้คงเกิดขึ้นไม่ได้หากชุมชนมัวแต่หวังรอการดูแลฟื้นฟูจากรัฐบาล และละเลยการร่วมมือกันอย่างเข้มแข็ง ถือเป็นตัวอย่างการปกป้องดูแลสายน้ำด้วยวิถีชาวบ้าน สร้างจิตสำนึกชุมชนให้เป็นหนึ่งเดียว ซึ่งทุกชุมชนก็สามารถทำได้เช่นกัน

คืนชีวิตสู่ลำคลอง คืนสายน้ำสู่ชุมชน

 

เสียงจากชุมชนสู่การรณรงค์ฟื้นฟูลำคลอง

เพียงแค่พลังชุมชนที่เข้มแข็งจะต้านทานศัตรูที่คร่าชีวิตอย่างมลพิษจากโรงงานอุตสาหกรรมที่นับวันถูกปล่อยเพิ่มมากขึ้นๆ อย่างไร้กฎระเบียบข้อบังคับได้อีกนานสักแค่ไหน ถึงเวลาแล้วที่หน่วยงานภาครัฐจะหันมาใส่ใจกับปัญหามลพิษ และไม่ปล่อยให้ประชาชนต่อสู้อยู่ฝ่ายเดียว ในการนี้เมื่อวันที่ 20 ก.ย. 2555 หรือวันอนุรักษ์และพัฒนาแม่น้ำ คู คลองแห่งชาติ ทางกรีนพีซและกลุ่มตัวแทน 8 ชุมชนริมคลองสำโรงได้ร่วมกันจัดงาน “คืนชีวิตสู่ลำคลอง คืนสายน้ำสู่ชุมชน” โดยได้มีตัวแทนของหน่วยงานราชการ สุวพิชญ์ จินดากุล ผู้อำนวยการกองสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม ต.บางพลี ได้ร่วมรับรู้ถึงปัญหา พร้อมรับข้อเสนอในการติดตั้งบ่อบำบัดในชุมชนเพื่อเพิ่มปริมาณออกซิเจนในกระแสน้ำไปปฏิบัติตามอีกด้วย โดยในครั้งนี้กรีนพีซได้ล่องเรือไปตามลำคลองเพื่อเก็บตัวอย่างน้ำตามจุดต่างๆ พร้อมนำไปตรวจสอบคุณภาพน้ำ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการรณรงค์เรื่องการปล่อยมลพิษต้องเหลือศูนย์ ยุติปัญหามลพิษทางน้ำอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ ยังได้ร่วมกันติดป้ายรณรงค์ปลุกจิตสำนึกปกป้องฟื้นฟูแม่น้ำคูคลองด้วยข้อความที่ทางชุมชนช่วยกันคิดขึ้น เป็นการประกาศเจตนารมณ์อนุรักษ์แม่น้ำคูคลองของชุมชน พร้อมกับส่งสัญญาณให้ทั้งภาครัฐ เอกชน และชุมชนทุกที่ทุกแห่งเร่งแก้ไขปัญหามลพิษทางน้ำ

การต่อสู้กับโรงงานอุตสาหกรรมเพื่อปกป้องแม่น้ำไม่ใช่เรื่องง่ายเมื่อปราศจากการช่วยเหลือของอำนาจรัฐ ถึงเวลาที่หน่วยงานรัฐที่รับผิดชอบต้องให้ข้อมูลที่โปร่งใส กรมควบคุมมลพิษและกรมโรงงานอุตสาหกรรมต้องเร่งออกกฎหมายให้ประชาชนได้รับสิทธิในการรับรู้ข้อมูลการปล่อยมลพิษสู่แหล่งน้ำ เพื่อให้ประชาชนสามารถตรวจสอบ เฝ้าระวัง และการเปิดเผยข้อมูลมลพิษจะกระตุ้นให้โรงงานปรับปรุงสู่การลดมลพิษ แก้ปัญหามลพิษที่ต้นเหตุ ทั้งนี้ ภาครัฐต้องไม่ปล่อยให้ชุมชนเป็นผู้ต่อสู้กับมลพิษที่ตนไม่ได้ก่ออยู่ฝ่ายเดียว การร่วมมือปกป้องสายน้ำที่เข้มแข็งของชุมชนต้องไม่สูญเปล่า ทรัพยากรต้องได้รับการปกป้องไว้ให้สำหรับเยาวชนคนรุ่นหลัง

“สิ่งที่เราต้องทำเพื่ออนาคตของสายน้ำที่ดีขึ้น คือ การปลูกฝังเยาวชนคนรุ่นหลังว่าหากขาดแม่น้ำที่ใสสะอาด เราก็คงมีชีวิตอยู่ไม่ได้” นกแก้ว กล่าวเสริมถึงการอนุรักษ์ที่ยั่งยืนและถาวรต้องเริ่มต้นจากจิตสำนึกในการรักท้องถิ่น ถือเป็นข้อคิดและแรงบันดาลใจให้กับทุกชุมชนในการพิทักษ์สิทธิและปกป้องสายน้ำอันเป็นพื้นที่ชีวิตของตนต่อไป

เมื่อนึกถึงลำคลองเราคงจินตนาการภาพเด็กกระโดดลงเล่นน้ำริมคลองอย่างสนุกสนานท่ามกลางอากาศสดชื่น มีกลิ่นของสายน้ำบริสุทธิ์ผสมผสานกันกับกลิ่นของแมกไม้และดอกบัว อย่าปล่อยให้ภาพเหล่านี้เป็นเพียงแค่ภาพในโปสต์การ์ดใบเก่าที่ยากจะหวนคืนมา ยังไม่สายเกินไปที่ทุกคนทุกฝ่ายจะร่วมหันมาดูแลฟื้นฟูสภาพแม่น้ำลำคลอง เริ่มตั้งแต่ตอนนี้ก่อนที่แม่น้ำทุกสายจะกลายเป็นสีดำ

ข่าวล่าสุด

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก