
ก้าวย่างสู่วัยเลข 4 อย่างมีคุณภาพ ‘เวชศาสตร์ชะลอวัย’
พล.อ.ต.นพ.ขวัญชัย เศรษฐนันท์
พล.อ.ต.นพ.ขวัญชัย เศรษฐนันท์
ตอน ปรัชญาของการแพทย์แบบผสมผสาน (Integrative Medicine) 1
การแพทย์ผสมผสานหรือการแพทย์บูรณาการ (Integrative Medicine) เป็นการแพทย์อีกแนวทางหนึ่งที่เริ่มมีบทบาทมากขึ้นในสังคมยุคปัจจุบัน การแพทย์แนวนี้มีชื่อเรียกหลายชื่อ เช่น การแพทย์องค์รวม (Holistic Medicine) การแพทย์ธรรมชาติบำบัด (Natural Healing Medicine) และการแพทย์ทางเลือก (Alternative Medicine)
แต่โบราณกาลมาการแพทย์ที่เราเรียกว่า การแพทย์ทางเลือก หรือการแพทย์องค์รวม คือการแพทย์แผนหลักที่มนุษย์ใช้กันมาหลายพันปี ในแต่ละอารยธรรม แต่ละเชื้อชาติ ต่างก็ใช้การแพทย์แบบนี้เหมือนๆ กัน อาจจะมีวิธีการรักษาที่แตกต่างออกไป แต่ไม่ว่าจะเป็นอารยธรรมกรีก อินเดีย และจีน ล้วนกล่าวเหมือนกันว่า สุขภาพมนุษย์จะดีหรือไม่ขึ้นกับองค์ประกอบ 3 ประการ คือ กาย (Physical) จิต (Mind) และวิญญาณ (Spiritual) โดยที่เราทุกคนมีพลังชีวิตซึ่งไร้สภาพไหลเวียนอยู่ในตัวทุกคน ทางตะวันตกเรียกว่า “พลังชีวิต (Life Force)” จีนเรียกว่า “ชี่” อินเดียเรียกว่า “ปราณ” ปรัชญาโบราณกล่าวว่า มนุษย์จะมีสุขภาพที่สมบูรณ์แข็งแรงได้ กาย จิต และวิญญาณ ต้องทำงานสอดประสานกันอย่างกลมกลืน (Harmony) และพลังชีวิตต้องสามารถเคลื่อนที่ไปทั่วร่างได้อย่างไม่ติดขัด
การแพทย์แผนปัจจุบัน (Conventional Medicine) เพิ่งเริ่มถือกำเนิดในช่วงศตวรรษที่ 17 และมีพัฒนาการอย่างมากในช่วงศตวรรษที่ 19 หลังจากที่ หลุยส์ ปาสเตอร์ ค้นพบและตั้งทฤษฎีการก่อโรคของเชื้อโรค (Germ Theory of Diseases) การแพทย์แผนปัจจุบันก็เจริญขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยมุ่งเน้นไปที่การกำจัดเชื้อโรคแทนการสร้างความสมดุลและความแข็งแรงให้กับร่างกาย ในช่วงศตวรรษที่ 17 เรอเน เดการ์ต นักปรัชญาชาวฝรั่งเศสที่เน้นในเรื่องของปรัชญาของเหตุผล และปฏิเสธสิ่งที่อธิบายไม่ได้ เช่น เรื่องจิตและวิญญาณ ทำให้การแพทย์ยุคใหม่เริ่มแยกกายและจิตออกจากกันอย่างสิ้นเชิง
นั่นคือจุดเริ่มต้นของการแพทย์แผนปัจจุบันที่มุ่งเน้นไปที่การเจ็บป่วยของอวัยวะแต่ละอย่าง ยิ่งเมื่อรวมเข้ากับทฤษฎีของหลุยส์ ปาสเตอร์ ยิ่งทำให้หลักการเรื่องของกาย จิต และวิญญาณถูกลืมเลือนไปในที่สุด การพัฒนาการของกล้องจุลทรรศน์ รังสีเอกซ์ และความสามารถในการเพาะเชื้อแบคทีเรีย รวมทั้งการค้นพบยาต้านจุลชีพในช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 ยิ่งทำให้การแพทย์แผนปัจจุบันเน้นที่การกำจัดอาการป่วยมากกว่าการบำบัดที่ต้นตอของโรค การตั้งชื่อโรคทุกชนิดตั้งตามอวัยวะ การศึกษาแพทย์เน้นที่การเป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะโรค
สิ่งเหล่านี้ทำให้แนวความคิดในการรักษาสุขภาพบุคคลถูกหันเหออกไปจากแนวความคิดดั้งเดิม แพทย์แผนปัจจุบันมีความเข้าในเรื่องของการแพทย์องค์รวมน้อยมาก และจะไม่สามารถบูรณาการความเจ็บไข้ที่เกิดกับอวัยวะอื่นที่ไม่ได้อยู่ในสายงานของตัวเองได้ นายแพทย์แซมมวล ฮานิมาล แพทย์ชาวเยอรมันผู้ก่อตั้งการแพทย์แบบใช้พิษล้างพิษ (Homeopathy) เรียกการแพทย์แผนปัจจุบันว่า Allopathic โดยกล่าวว่า การรักษาผู้ป่วยตามอาการที่เป็น (Symptom Base Approach) จะเป็นการนำเราไปผิดทิศทาง อันจะนำมาซึ่งผลข้างเคียงของการรักษาซึ่งอันตรายอย่างยิ่ง คำกล่าวของเขาได้รับการพิสูจน์ในศตวรรษที่ 20 นี่เอง
พล.อ.ต.นพ.ขวัญชัย เศรษฐนันท์ เริ่มศึกษาและดูแลผู้ป่วยด้วยวิธีการแพทย์ทางเลือกและธรรมชาติบำบัดมามากกว่า 10 ปี ปัจจุบันเป็นแพทย์ที่ปรึกษาอาวุโสสถาบันล้างพิษและฟื้นฟูสุขภาพแบบบูรณาการไฮโดรเฮลท์ ผู้เชี่ยวชาญด้านฮอร์โมนและสูตินรีแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการฟื้นฟูเสื่อมของร่างกายด้วยวิถีธรรมชาติบำบัด กรรมการสมาคมการแพทย์คีเลชั่นแห่งประเทศไทย
รายละเอียดเพิ่มเติม www.hydrohealth.co.th หรือ โทร. 02-250-7800







