
ความอยู่รอดของประเทศไทยอยู่ที่ประชาชน
โดย รองศาสตราจารย์ ดร. ศิริยุพา รุ่งเริงสุข สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ความจริงแล้วคอลัมน์ HR Varietyไม่ใช่คอลัมน์ทางการเมือง แต่เมื่อเราปฏิเสธไม่ได้ว่าเราเป็นคนไทย และร่วมกันเป็นเจ้าของประเทศไทย ผู้เขียนจึงเห็นความจำเป็นที่เจ้าของประเทศอย่างเราต้องออกมาช่วยกันแสดงความรับผิดชอบดูแลประเทศของเรา ณ วันนี้ คือ วันที่ 13 มี.ค. ที่ผู้เขียนกำลังเขียนคอลัมน์นี้อยู่ สถานการณ์ทางการเมืองกำลังร้อนระอุ เพราะการเดินขบวนของประชาชนบางส่วนจากพื้นที่ต่างๆ ตรงดิ่งเข้ากรุงเทพฯ และมีทีท่าว่าความไม่สงบจะยืดเยื้อต่อไป ทั้งนี้ ในอนาคตก็ยังไม่ทราบว่าจะมีกลุ่มการเมืองใดลุกขึ้นมาเคลื่อนไหวอีก
หากเปรียบประเทศเป็นดั่งองค์กร คนในชาติก็คือสมาชิกหรือพนักงานในองค์กรนั่นเอง เป็นที่ทราบกันดีแล้วว่าประสิทธิภาพและความสำเร็จขององค์กรย่อมขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ ได้แก่ วัตถุดิบ และทรัพยากรทั้งหลายเช่น เงินทุน เครื่องจักร แรงงาน (คน) ฯลฯ ตลอดจนถึงระบบงาน ระบบบริหาร แต่ทั้งหมดนี้อะไรก็ไม่สำคัญเท่าเรื่องของคน เพราะคนเป็นกลจักรสำคัญในการบริหารทรัพยากรทั้งปวงให้เกิดเป็นผลิตผล และรายได้ที่จะกลับมาเลี้ยงดูคนในองค์กร ดังนั้น เมื่อองค์กรประเทศไทยมีปัญหา เพราะคนในองค์กรแตกแยกทางความคิด จนทำให้องค์กรไม่สามารถดำเนินกิจการไปได้อย่างราบรื่น ผู้เขียนจึงคิดว่า ชาว HR และผู้บริหารที่ทำงานเรื่องการบริหารคนคงไม่ปฏิเสธที่จะช่วยกันระดมสรรพกำลังเพื่อหาทางออกให้กับองค์กรประเทศไทยของเรา
เป็นเรื่องน่าสลดใจที่เห็นคนไทยด้วยกันต้องมาทะเลาะกันเอง ต้องเดือดร้อน บาดเจ็บ หรือสูญเสียชีวิตด้วยน้ำมือคนไทยเอง ทั้งนี้ ตัวละครที่มีบทบาทสำคัญในการชี้นำกำหนดชะตากรรมขององค์กรประเทศไทยก็คือ ผู้นำ กับ ผู้ตาม หรือประชาชนนั่นเอง ขณะนี้เมื่อสังคมแตกแยกทางความคิดโดยมีผู้นำของกลุ่มต่างๆ เกิดขึ้นหลายกลุ่ม โดยที่ฐานอำนาจของผู้นำแต่ละคนก็คือ จำนวนประชาชนที่สนับสนุนเขา เราจึงเห็นผู้นำกลุ่มทุ่มเททรัพยากรผ่านช่องทางต่างๆ เพื่อชักจูงจิตใจให้ประชาชนมาเป็นสมัครพรรคพวกของตน เมื่อย้อนรอยศึกษาประวัติศาสตร์ชาติไทยมา การแตกแยกของคนไทยยุคนี้น่าจะหนักหนาสาหัสที่สุดครั้งหนึ่ง และถ้าศึกษาประวัติศาสตร์เป็นบทเรียน เราก็จะประจักษ์ในความจริงข้อหนึ่งว่า เมื่อใดที่คนในชาติแตกแยกกัน เอกราชของชาติก็ดำรงอยู่ไม่ได้
เมื่อประชาชนกลายเป็นทรัพยากรที่ผู้นำแต่ละกลุ่มหมายปองแย่งชิงมาเป็นพรรคพวก หรือเป็นกำลังรบ ประชาชนต้องใช้วิจารณ ญาณ และใช้ธรรมะในการวิเคราะห์ว่า ผู้นำแต่ละคนมีความคิดและการกระทำที่ถูกต้องชอบธรรมหรือไม่ การจะหาผู้นำที่มีความคิดคำพูด และการกระทำที่ถูกต้องชอบธรรมนั้นหาได้ยากเต็มทนในโลกยุคปัจจุบัน ทั้งนี้ การหาผู้นำที่ทำอะไรถูกต้องตามกฎหมาย แม้ว่าจะหายาก แต่ก็ยังไม่ยากเท่าใดเพราะในโลกนี้มีคนฉลาดมากมายที่รู้วิธีแสวงหาผลประโยชน์จากรูโหว่ของข้อกฎหมาย ดังนั้นการตัดสินคุณสมบัติของผู้นำจึงพิจารณาจากแง่กฎหมายเพียงอย่างเดียวไม่ได้ ต้องใช้หลักธรรมะของทุกศาสนามาพิจารณาประกอบด้วย
ประชาชนสมาชิกองค์กรประเทศไทยสามารถแสดงความรับผิดชอบต่อประเทศ โดยการเลือกและทำตามผู้นำที่มีธรรมะในการทำงาน หรือไม่เลือกและไม่ทำตามผู้นำที่ขาดธรรมะในการชี้นำชักจูงประชาชน การแสดงตัวเป็นกลางโดยไม่เลือกข้างใคร ไม่แสดงความคิดเห็นอาจจะไม่ใช่ทางออกที่ดีที่สุด เพราะไม่ช่วยยุติปัญหาในระยะยาว เมื่อใดที่ผู้นำไขว้เขวเรื่องความถูกต้อง ประชาชนย่อมมีสิทธิออกมาชี้แนะผู้นำได้
ทางเลือกที่น่าจะเป็นไปได้ประการหนึ่งคือ เปิดเวทีกลางให้ผู้นำแต่ละกลุ่มออกมาแสดงความคิดเห็น ใครว่าใครผิด หรือไม่ชอบธรรมในประเด็นใดก็ให้นำข้อเท็จจริงมาตีแผ่แจกแจงกันให้ประชาชนรับฟังและตัดสิน จะได้ฟันธงกันไปเลยว่าใครผิดใครถูกตามข้อเท็จจริงที่ต้องได้รับการพิสูจน์ความถูกต้อง ประชาชนจะได้ทราบว่าผู้นำคนใดมีความบริสุทธิ์โปร่งใส และสามารถนำประชาชนทั้งชาติ มิใช่ประชาชนบางกลุ่มไปสู่ความเจริญก้าวหน้าและสงบสุขร่มเย็น ปล่อยให้ผู้นำเขาชำแหละกันเอง แล้วประชาชนเป็นผู้ตัดสินโดยใช้หลักคุณธรรม หากใครจะเจ็บตัว หรืออนาคตดับวูบก็ควรเป็นผู้นำเหล่านั้น ไม่ควรเป็นประชาชนหรือประเทศชาติของเรา
สุดท้ายนี้ขอฝากประชาสัมพันธ์ว่า วันอังคารที่ 30 มี.ค.นี้ เวลา 08.3012.30 น. ดิฉันจะขึ้นเวทีสัมมนาเปิดตัวหนังสือ Best HR Practices in Thailand ที่ศศินทร์ แขกรับเชิญผู้ทรงคุณวุฒิคือ คุณพารณ อิศรเสนา ณ อยุธยา คุณโชค บูลกุล และคุณวิธพล เจาะจิตต์ งานนี้ไม่มีค่าใช้จ่าย สำรองที่นั่งด่วนที่คุณกิตติยาโทร. 023383005 แล้วพบกันนะคะ







