
จุดหมายไม่ได้อยู่แค่ชัยชนะ
แน่นอนว่าทุกครั้งที่มีการแข่งขัน คนส่วนใหญ่ก็มักจะสนใจแต่ตำแหน่งแชมป์ แต่ความจริงแล้ว ไม่ใช่ทุกคนที่จะโฟกัสไปที่ผลการแข่งขันอย่างเดียว เพราะแค่การได้มีส่วนร่วมทำกิจกรรมดีๆ สักอย่าง ก็ถือว่าน่าพอใจแล้ว
แน่นอนว่าทุกครั้งที่มีการแข่งขัน คนส่วนใหญ่ก็มักจะสนใจแต่ตำแหน่งแชมป์ แต่ความจริงแล้ว ไม่ใช่ทุกคนที่จะโฟกัสไปที่ผลการแข่งขันอย่างเดียว เพราะแค่การได้มีส่วนร่วมทำกิจกรรมดีๆ สักอย่าง ก็ถือว่าน่าพอใจแล้ว
เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมามีโอกาสได้เข้าร่วมงาน “สมุย ไอส์แลนด์ มาราธอน 2012” ที่มีสายการบินบางกอกแอร์เวย์ส เป็นหัวเรือใหญ่ โดยจับมือกับทั้งสมาคมกรีฑาแห่งประเทศไทยฯ เทศบาลเมืองเกาะสมุย และสมาคมส่งเสริมการท่องเที่ยวเกาะสมุย โดยจุดสตาร์ตเริ่มต้นที่บริเวณท่าเรือหน้าทอน
แม้การแข่งขันรายการนี้เพิ่งจะจัดขึ้นมาเป็นปีที่ 3 ทว่ากลับได้รับความสนใจอย่างมากจากทั้งพวกล่ารางวัล รวมถึงนักเรียน นักศึกษา และประชาชนทั่วไป ซึ่งยอมแหกขี้ตาตื่นกันตั้งแต่ตี 3 ตี 4 เพื่อเข้าร่วมชิงชัย โดยปีนี้มีเงินรางวัลรวมมากกว่า 3 ล้านบาท ซึ่งถือว่ามากที่สุดในประวัติศาสตร์ทัวร์นาเมนต์มาราธอนบ้านเราเลยทีเดียว
น่าดีใจที่ปีนี้ฝ่ายจัดการแข่งขันตัดสินใจสงวนสิทธิ์ถ้วยรางวัลพระราชทานของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ไว้ให้กับนักกีฬาไทยหรือนักวิ่งสัญชาติเอเชียเท่านั้น ในประเภทมาราธอน 42.195 กม. แถมเงินรางวัลสำหรับผู้ที่เข้าเส้นชัยเป็นคนแรกทั้งชายและหญิงจากเอเชีย ยังได้มากกว่าพวกแชมป์โอเวอร์ออล อินเตอร์ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพวกล่ารางวัลจากทวีปแอฟริกา อย่าง เคนยา หรือเอธิโอเปีย อีกด้วย
ตอนแรกตั้งใจจะไปทำข่าวเพียงอย่างเดียว แต่เมื่อได้เห็นภาพความคึกคักของประชาชนทุกเพศทุกวัยแล้ว ก็อยากจะมีส่วนร่วมบ้าง จึงได้หยิบรองเท้าผ้าใบคู่ใจลงวิ่งในประเภทเพื่อสุขภาพ หรือเรียกง่ายๆ ว่า “Fun Run” (วิ่งหนุกหนาน) ระยะทาง 2 กม. ซึ่งแน่นอนว่าเหมาะสำหรับพวกมือใหม่หัดวิ่ง หรือแม้กระทั่งพวกที่อยากจะซึมซับบรรยากาศดีๆ ในการวิ่งยามเช้าเลียบชายหาดหน้าทอน
ภาพที่น่าประทับใจก็คือ ในประเภท Fun Run นี้ จะมีคุณตา คุณยาย รวมถึงเด็กตัวเล็กๆ อายุไม่เกิน 12 ปีลงวิ่งอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง สีหน้าทุกคนยิ้มแย้ม วิ่งไป เดินไป ถามไถ่สารทุกข์สุกดิบกันระหว่างทาง เพราะในประเภทนี้ไม่มีการมอบรางวัลเป็นเงินให้ นอกจากเหรียญรางวัลที่ให้สำหรับผู้ที่ผ่านเส้นชัยทุกคน
ด้วยความที่สมุยเป็นเมืองท่องเที่ยวลำดับต้นๆ ของประเทศไทย จึงมีนักท่องเที่ยวต่างชาติจำนวนมากเข้าร่วมการแข่งขัน โดยเฉพาะจากชาติตะวันตก ซึ่งที่ได้รับความสนใจเป็นพิเศษก็คือ สองสาวที่กอดกันกลมหลังผ่านเข้าเส้นชัย พร้อมกับหลั่งน้ำตาออกมา ซึ่งสืบทราบภายหลังปรากฏว่าทั้งคู่เพิ่งจะลงแข่งมาราธอนเป็นครั้งแรก ความรู้สึกมันจึงปลาบปลื้มสุดๆ ที่เอาชนะตัวเองได้สำเร็จ
นอกจากนั้นก็ยังมีนักวิ่งสาวชาวยุโรปอีกคนที่ข้อเท้าต้องพันผ้าก๊อซเอาไว้อย่างหนา แต่ก็ยังฝืนวิ่งขาเดียวเข้าเส้นชัยจนได้ ท่ามกลางเสียงปรบมือให้กำลังใจของผู้คนที่รออยู่บริเวณดังกล่าว
หลังวิ่งเสร็จก็มีโอกาสได้ไปคุยกับคุณลุงชาวอังกฤษคนหนึ่ง ซึ่งลงแข่งขันในประเภทควอเตอร์มาราธอน แกบอกว่าจริงๆ แล้วมาพักผ่อนที่เกาะสมุยพร้อมกับภรรยา แต่เมื่อทราบข่าวว่ามีการแข่งขันมาราธอนก็เลยตัดสินใจเข้าร่วม และรู้สึกสนุก เพราะนักวิ่งไทยส่วนใหญ่วิ่งไปยิ้มไป ไม่เหมือนกับที่เมืองนอก ซึ่งมักจะแข่งขันกันแบบเอาเป็นเอาตาย
นี่ขนาดแกลงวิ่งในประเภท 10 กม. ยังรู้สึกดีขนาดนี้ รับรองว่าถ้าร่วมแจมวิ่ง 2 กม.ด้วย อาจจะสร้างความประทับใจได้มากกว่า หากได้เห็นภาพที่คุณแม่วิ่งจูงมือลูกอายุไม่น่าเกิน 6 ขวบ หรือมีแม้กระทั่งคุณแม่ที่วิ่งไปพร้อมกับรถเข็นลูกด้วยซ้ำไป แถมยังมีแก๊งคุณยายวัย 60+ ที่บางคนดูเหมือนว่าสภาพไม่น่าจะวิ่งไหว แต่ก็ใจรัก แถมยังเข้าเส้นชัยจนได้ แม้ว่าจะใช้เวลาเกือบเท่าพวกควอเตอร์มาราธอนก็ตาม
ผลการแข่งขันอาจจะไม่ใช่ทุกสิ่งทุกอย่างสำหรับหลายๆ คน แต่ที่สำคัญคือ การมีส่วนร่วมในกิจกรรมสร้างเสริมสุขภาพให้แข็งแรง และยิ่งมีแบ็กกราวด์สวยๆ อย่างทะเลสมุยแล้วล่ะก็
แบบนี้...ปีหน้า ไม่มาไม่ได้แล้ว !







