
คุมกําเนิดให้เหมาะสม ทำได้ไม่ยาก
โดย...อณุศรา ทองอุไร
โดย...อณุศรา ทองอุไร
วันที่ 26 ก.ย.ของทุกปี เป็น “วันคุมกำเนิดโลก” (World Contraception Day 2012) โดยมีการรณรงค์และการสำรวจในหลายประเทศ ในหัวข้อ “อนาคตคุณ คุณเลือกได้ด้วยการคุมกำเนิด” ซึ่งสนับสนุนโดยไบเออร์ เฮลธ์แคร์ โดยมีผู้ให้ข้อมูลกว่า 800 คน จาก 8 ประเทศในเอเชีย ว่าการสำรวจนี้ซึ่งมีผู้ให้ข้อมูล 104 คนจากประเทศไทย เผยว่า อายุเฉลี่ยของผู้หญิงที่มีเพศสัมพันธ์ครั้งแรกคือ 22 ปี แต่อายุเฉลี่ยของผู้หญิงที่วางแผนมีบุตรคนแรกคือ 30 ปี เป็นช่วงที่ห่างเกือบ 10 ปี นอกจากนี้ผู้ให้ข้อมูลทั้งหญิงและชายมากกว่า 1 ใน 4 ไม่ต้องการมีบุตร หรือไม่แน่ว่าต้องการมีหรือไม่
เห็นได้ค่อนข้างชัดเจนจากข้อมูลและแนวโน้มของโลกว่าผู้หญิงแต่งงานช้าลง รวมถึงมีบุตรช้าลง หรือไม่มีบุตรเลย โดยผู้หญิงต้องการวางแผนด้านอื่น และอยากประสบความสำเร็จมากกว่าเรื่องการมีครอบครัว โดยมองว่าไม่ใช่สิ่งสำคัญที่สุด จนก่อความสงสัยว่าผู้หญิงเหล่านี้วางแผนอนาคตและรวมการคุมกําเนิดไว้ในแผนอนาคตหรือไม่
ไม่คุมกำเนิดเมื่อมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรก
ผลสำรวจนี้ค่อนข้างแม่นยำ แม้แต่ในปี พ.ศ. 2555 อัตราการใช้เครื่องมือคุมกำเนิดก็ไม่สอดคล้องกับการวางแผนของคนกลุ่มนี้ ผู้ให้ข้อมูล 16% ไม่ใช้วิธีคุมกําเนิดตอนมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรก นอกจากนี้ผู้ให้ข้อมูล 17% ปัจจุบันใช้วิธีหลั่งภายนอก ซึ่งไม่มีข้อมูลยืนยันว่าเป็นวิธีคุมกําเนิดที่น่าเชื่อถือ หากเทียบกับการคุมกําเนิดที่มีประสิทธิผลมากกว่าอย่างยาเม็ดคุมกำเนิด ซึ่งมีประสิทธิภาพ 99% หากใช้อย่างถูกต้อง
ยิ่งไปกว่านั้น การศึกษาเปรียบเทียบช่วงอายุเริ่มแต่งงานของผู้หญิงในระยะที่ห่างกัน 60 ปี เผยให้เห็นว่า อายุของการแต่งงานเพิ่มขึ้นอย่างช้าๆ ในประเทศไทย โดยอายุเฉลี่ยของผู้หญิงที่แต่งงานในปี พ.ศ. 2463 คือ 22.1 ปี ขณะที่อายุเฉลี่ยของผู้หญิงที่แต่งงานในปี พ.ศ. 25-23 คือ 24 ปี
ส่วนการศึกษาเปรียบเทียบต่อเนื่อง อีกหนึ่งงานวิจัยเกี่ยวกับจำนวนบุตรของผู้หญิง ตลอดช่วงชีวิตแสดงตัวเลขที่ลดลงมาก จากข้อมูลของหน่วยประชากรแห่งสหประชาชาติ อัตราเจริญพันธุ์รวมลดลงกว่าครึ่งตลอด 40 ปีในประเทศไทย อัตราเจริญพันธุ์รวมในปี พ.ศ. 24-63 คือ 22.1 ปี แต่ในปี พ.ศ. 2543 ลดลงเหลือ 24 ปี
เห็นได้ชัดว่า เวลาเปลี่ยนไปและก็เห็นแนวโน้มต่างๆ มากขึ้น แต่การรับรู้เรื่องการคุมกําเนิด กลับไล่ตามแทบไม่ทันแนวโน้มที่เกิดขึ้นเหล่านี้ อีกทั้งยังต้องอาศัยชุมชนและสังคมในการทำให้ผู้หญิงเริ่มพูดคุยเกี่ยวกับการคุมกําเนิดและทำให้การคุมกําเนิดเข้าถึงง่ายสำหรับทุกคน
ในช่วงแรก งานสำรวจประจำปีวันคุมกําเนิดโลกถามผู้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการวางแผนครอบครัวระยะยาว วิธีการคุมกำเนิดยอดนิยมเพื่อการวางแผนครอบครัวระยะยาว คือ ถุงยางอนามัยผู้ชาย ทว่าผู้ให้ข้อมูลเกือบ 1 ใน 3 พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า คุมกำเนิดโดยวิธีการหลั่งภายนอก ซึ่งเป็นที่น่าตกใจมาก
เลือกคุมกำเนิดอย่างเหมาะสม
ศ.นพ.สุรศักดิ์ ฐานีพานิชสกุล คณบดีวิทยาลัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข จุฬาฯ กล่าวว่า “เชื่อว่าทั้งหมดนี้สรุปได้ว่า จำเป็นต้องให้การศึกษา เนื่องจากคนยังคงเข้าใจผิดว่าการหลั่งภายนอกเป็นวิธีการคุมกำเนิดที่น่าเชื่อถือ ยิ่งไปกว่านั้น หลายคนยืนกรานว่าไม่จำเป็นต้องใช้วิธีคุมกำเนิด ทว่ายังพบว่ามีคนจำนวนมากกินยาคุมกําเนิดฉุกเฉินและใช้วิธีที่รวดเร็ว เช่น ทำแท้ง การสำรวจเผยว่าตั้งแต่ปีที่แล้ว ผู้หญิง 40% ใช้ยาคุมกําเนิดฉุกเฉินอย่างน้อยหนึ่งครั้ง จึงอยากสนับสนุนให้ผู้หญิงทุกคนกำหนดอนาคตด้วยตัวเอง เริ่มเสียแต่วันนี้ในวันคุมกําเนิดโลก ในการคุยกับคู่รักและแพทย์เพื่อหาวิธีคุมกำเนิดที่เหมาะสม เพื่อให้การใช้ชีวิตควบคู่ดำเนินไปอย่างราบรื่น พร้อมการคุมกำเนิดที่เหมาะสม”
ทางด้าน ดร.นพ.กิตติพงศ์ แซ่เจ็ง ผู้อำนวยการสำนักอนามัยการเจริญพันธุ์ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ที่ผ่านมาเมื่อพูดถึงการคุ้มกำเนิด คนจะมองว่าเป็นหน้าที่ของฝ่ายหญิงเท่านั้น แต่จริงๆ แล้ว เป็นเรื่องที่ทั้งฝ่ายหญิงและชายต้องร่วมมือกัน ฝ่ายชายก็คุมกำเนิดด้วยการใช้ถุงยางอนามัย ฝ่ายหญิงด้วยการใช้ยาคุม ซึ่งก็มีทั้งยาคุมฉุกเฉิน ยาเม็ดรายเดือน ยาฉีด ชนิดฝัง และแบบห่วงถาวร ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับบุคคล และควรใช้ให้ถูกต้องตามความต้องการในการใช้งาน
“ตราบใดที่หญิงชายคิดว่าต้องการที่จะมีเพศสัมพันธ์ ก็ควรรู้วิธีการคุมกำเนิดที่เหมาะสมด้วย ซึ่งไม่ได้เฉพาะเจาะจงว่าช่วงอายุใด ยิ่งในวัยรุ่นที่มีเพศสัมพันธ์ ยิ่งต้องรู้จักการคุมกำเนิด เพราะปัญหาการมีบุตรไม่พร้อม และการทำแท้งในปัจจุบันเกิดขึ้นในกลุ่มวัยรุ่นเป็นจำนวนมาก เพราะวัยรุ่นที่มีความต้องการมีเพศสัมพันธ์ แต่ไม่มีความกล้า และเข้าถึงการรับบริการในการคุมกำเนิด หันไปเลือกใช้ยาคุมฉุกเฉิน ซึ่งให้ผลแค่ 75% อีกทั้งยังไม่สามารถกินเกินเดือนละ 4 เม็ดได้
นั่นก็หมายความว่า ใช้ในทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์ไม่ได้ เพราะอาจมีผลข้างเคียง เช่น รอบเดือนผิดปกติ มามากหรือน้อยเกินไปได้ อีกทั้งเมื่อเทียบกับยาคุมกำเนิดแบบรายเดือน หรือแบบฝัง แบบฉีด ที่ให้ปริสิทธิภาพถึง 99% ซึ่งปลอดภัยแน่นอน ทั้งนี้ควรเลือกให้เหมาะสมกับผู้ใช้” ดร.นพ.กิตติพงศ์ กล่าวสรุป







