มหัศจรรย์เมืองไทยฯ ตอน รางวัลกินรี รางวัลแห่งคนท่องเที่ยว
สวัสดีครับท่านผู้อ่านทุกท่าน คอลัมน์ เที่ยวไทยหัวใจใหม่ฯ สัปดาห์นี้ ขอยกเนื้อหาให้กับงานโครงการประกวดรางวัลอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย
โดย...นิธิ ท้วมประถม
สวัสดีครับท่านผู้อ่านทุกท่าน คอลัมน์ เที่ยวไทยหัวใจใหม่ฯ สัปดาห์นี้ ขอยกเนื้อหาให้กับงานโครงการประกวดรางวัลอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย (Thailand Tourism Awards) ซึ่งปีนี้จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 9 แล้วครับ ผมเชื่อว่าท่านผู้อ่านส่วนใหญ่คงจะ“คุ้น”ชื่องานThailand Tourism Awardsกันอยู่บ้างเหมือนกันใช่มั้ยครับ แต่หากบอกว่า รางวัลของงานThailand Tousism Awardsก็คือ รางวัล“กินรี”ท่านผู้อ่านก็คงร้องอ๋อ...ขึ้นมากันบ้างแล้วใช้มั้ยครับ
จะว่าไปแล้ว ผมเชื่อว่าหลายคนคงจะยังไม่ทราบว่าเจ้าโครงการนี้ คือโครงการอะไร และจะมาเกี่ยวกับการเดินทางท่องเที่ยวของเรายังไงกัน ตามมาเลยครับ แล้ผมจะพาผู้อ่านไปรู้จักกับแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ ที่ได้รับรางวัลในโครงการนี้ด้วย
โครงการThailand Tourism Awardsเป็นโครงการที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จัดขึ้นเพื่อส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพของสินค้าและบริการทางการท่องเที่ยว ในทุกๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านการบริหารจัดการ ด้านการรักษาสิ่งแวดล้อม ด้านพัฒนาชุมชน ด้านการใช้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อให้แหล่งท่องเที่ยวนั้นๆ เติบโตขึ้นอย่างมีคุณภาพและไปในทิศทางที่เหมาะสมกับสภาพแวดล้อม สังคม วัฒนธรรม การมีส่วนร่วมของชุมชนท้องถิ่น ภาครัฐ เอกชน ซึ่งโครงการนี้ ททท.เริ่มมาตั้งแต่ปี 2539 แล้วครับ และจัดเป็นประจำทุก 2 ปี รวมแล้วก็จัดมา 15 ปีแล้ว โดยปีนี้นับเป็นครั้ง 9 ของการมอบรางวัล โดย ททท. ใช้วันที่ 27 ก.ย.ของทุกปี ซึ่งเป็นวันท่องเที่ยวโลก ในการมอบรางวัลนี้
สำหรับการให้รางวัลของปีนี้ ทาง ททท.เองมีเกณฑ์การตัดสินแหล่งท่องเที่ยวที่จะได้รับรางวัลเพิ่มขึ้นมาจากครั้งก่อนๆ ครับ เพราะได้นำ การประยุกต์ใช้เว็บสังคม (โซเชียลมีเดีย) และนวัตกรรมด้านตลาดท่องเที่ยว มาใช้เป็นกรอบพิจารณาผลงานด้วย ซึ่งผมเองก็เห็นด้วยนะครับ เพราะเดี๋ยวนี้ ไม่ว่าจะเป็นเว็บไซต์ เฟซบุ๊ก หรือโซเชียลมีเดียต่างๆ ถือว่าเป็นช่องทางการโปรโมตกิจกรรมของแหล่งท่องเที่ยวนั้นๆ ได้ไม่น้อยทีเดียว
ซึ่งตัวผมเองก็เป็นแฟนเพจของสำนักงานการท่องเที่ยวต่างๆ ของ ททท.อยู่ รวมถึงแหล่งท่องเที่ยวเอกชนจำนวนไม่น้อยทีเดียว ซึ่งทำให้ได้รู้ได้เห็นอะไร ที่เป็นการกระตุ้นให้“อยากเที่ยว”ขึ้นมาไม่น้อย แถมยังทำให้รู้ข่าวคราวด้านแหล่งท่องเที่ยวในพื้นที่นั้นๆ ได้อย่างรวดเร็วอีกด้วย
อย่างช่วงที่ฝนตกหนักๆ และเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมในหลายๆ พื้นที่ สำนักงาน ททท. ที่อยู่ในพื้นที่เหล่านั้น ก็จะอัพเดตสถานการณ์ในพื้นที่มาให้รู้ว่าขณะนี้ สถานการณ์เป็นอย่างไร แหล่งท่องเที่ยวต่างๆ ได้รับผลกระทบหรือเปล่า เดินทางมาได้หรือไม่ หรือควรจะใช้เส้นทางไหนเพื่อความปลอดภัย ซึ่งเราสามารถถามข้อสงสัยต่างๆ เข้าไปในเฟซบุ๊ก ได้เช่นกัน ตรงนี้ถือว่าแจ่มมากครับ
สำหรับรางวัลนี้ นอกจากจะมอบให้กับแหล่งท่องเที่ยวที่ผ่านเกณฑ์การคัดเลือกแล้ว ททท.เองยังต้องการให้เกิดการแข่งขันกันเองของแหล่งท่องเที่ยวด้วย เพราะสุดท้ายจะทำให้แหล่งท่องเที่ยวทั้งหลายเกิดการพัฒนาไปในทิศทางเดียวกัน
ส่วนรางวัลนั้น เขาแบ่งการประกวดใน 5 ภูมิภาค 6 ประเภทรางวัลครับ เริ่มตั้งแต่รางวัลประเภทแหล่งท่องเที่ยว รางวัลประเภทองค์กรสนับสนุนและส่งเสริมการท่องเที่ยว รางวัลประเภทที่พักนักท่องเที่ยว รางวัลประเภทการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ รางวัลประเภทรายการนำเที่ยว และรางวัลประเภทนวัตกรรมเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวไทย
โอ้ว... ก็ต้องบอกว่า ครอบคลุมผู้ประกอบการท่องเที่ยวรายเล็กรายใหญ่เกือบทั้งหมดแล้ว เรียกว่าผู้ประกอบการรายใดได้รับรางวัลกินรี ก็ต้องได้รับเสียงปรบมือกันหน่อย แต่ถ้าให้ดีนักท่องเที่ยวอย่างเราๆ ก็คงต้องไปเที่ยวชมสถานที่ท่องเที่ยวที่เคยได้รับรางวัลกินรีเสียหน่อย ว่ามีอะไรกันบ้าง
ผมจะยกมาให้ท่านผู้อ่านได้รู้กันสักเล็กน้อยแล้วกันครับ เริ่มตั้งแต่
ปราสาทสัจธรรมแหล่งท่องเที่ยวสุดฮิตของชาวต่างชาติที่หากมีโอกาสได้เดินทางไป จ.ชลบุรี และระยอง จะต้องขอแวะไปเยี่ยมชมปราสาทสัจธรรม ปราสาทไม้แกะสลักหลังเบ้อเริ่มที่เต็มไปด้วยความขลัง ซึ่งผมว่าคนไทยไม่ค่อยชอบเท่าไหร่ จะออกไปทางกลัวๆ เสียด้วยซ้ำ
แต่หากทราบถึงความเป็นมาของปราสาทแห่งนี้แล้ว บอกได้เลยว่าต้องไปชมให้ได้นะครับ ครั้งหนึ่งในชีวิต ควรจะต้องผ่านตากันบ้าง ปราสาทสัจธรรมตั้งอยู่บริเวณแหลมราชเวช ต.นาเกลือ เมืองพัทยา ทางเข้าอยู่บริเวณซอยนาเกลือ 12 หาไม่ยากครับ ถ้าเข้ามาพัทยาทางวงเวียนปลาโลมา พอถึงวงเวียนเลี้ยวขวาครับ ขับมาเรื่อยๆ มองหาป้ายซอยนาเกลือ 12 ทางขวามือให้ดี เจอแล้วเลี้ยวมาตามทางได้เลย
ปราสาทแห่งนี้ ทำด้วยไม้แกะสลักทั้งหลังไม่มีโลหะเจือปน โดยลักษณะการก่อสร้างจะใช้เข้าเดือยใส่สลักไม้ ไม่มีการตอกตะปูแต่ใดๆ โดยเริ่มสร้างตั้งแต่ปี 2524 โดย คุณเล็ก วิริยะพันธุ์ ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งเมืองโบราณ จ.สมุทรปราการ นั่นแหละครับ โดยลวดลายภายในปราสาททั้งหมดที่สะท้อนให้เห็นถึงโลกทัศน์ ภูมิปัญญา คุณธรรม และปรัชญาของคนในโลกตะวันออก
ที่นี่เปิดให้ชมตั้งแต่เวลา 11.30-13.30 น. เท่านั้นนะครับ ไม่ใช่เปิดให้ชมทั้งวัน เพราะเวลาที่ไม่ได้เปิดให้เข้าชมนั้น ช่างยังคงแกะสลักชิ้นส่วนต่างๆ ของปราสาทอยู่ตลอดเวลา เรียกได้ว่าปราสาทแห่งนี้ นั้นเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ไม่มีที่ไหนเหมือนแล้วครับ แต่ค่าเข้าชมทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ผู้ใหญ่คนละ 500 บาท เด็ก 250 บาท หรือเข้าไปชมรายละเอียดได้ ที่www.sanctuaryoftruth.com
ยังไม่หมดแค่นั้นครับ ไปถึงพัทยาแล้ว ก็เลยไปเที่ยวสวนนงนุชต่อเสียหน่อยก็น่าสนใจไม่น้อย ขับเลยออกไปทางถนนสุขุมวิทมุ่งหน้าไป อ.สัตหีบ ไปประมาณ 18 กม. ประมาณหลักกิโลเมตรที่ 163 สวนนงนุชอยู่ขวามือครับ
พอผมบอกชื่อสวนนงนุชเชื่อว่าคนส่วนใหญ่ออกอาการยี้กันไม่น้อยทีเดียว และต้องคิดในใจว่า“ไปทำไม?”แต่รู้หรือเปล่าครับว่า สวนนงนุชที่ว่านี้ คือ สวรรค์สำหรับคนรักต้นไม้เลยก็ว่าได้ เพราะมีพันธุ์ไม้ทั้งของไทยและต่างประเทศที่หาดูได้ยากอยู่เต็มไปหมด รวมถึงยังมีกล้วยไม้ ต้นไม้ขวด เฟิน สับปะรดสี สวนกระถาง สวนไม้พุ่มไม้ดัด สวนหิน ตะบองเพชร และปาล์มจากทั่วทุกมุมโลก ว่ากันว่าสวนปาล์มที่นี่มีความหลากหลายพันธุ์มากติดอันดับต้นๆ ของโลกทีเดียว
หากใครจะไปผมบอกไว้ก่อนครับว่า ขอให้ฟิตร่างกายให้ดีๆ ด้วยการซ้อมเดินวันละหลายๆ กิโลเมตรหน่อย เพราะหากอยากเดินดูต้นไม้ให้ครบ 1,500 ไร่ คงต้องเสียเหงื่อไม่น้อยแน่ๆ หรือถ้าเดินไม่ไหว เขามีบริการรถจักรยาน รถราง นั่งข้างเลือกได้ตามใจชอบ
และถ้าหากยังติดใจอยู่ ก็พักที่นี่เสียเลย เพราะเขามีที่พักเป็นเรือนไม้สักทรงไทย มีห้องประชุมสัมมนา สวนสัตว์ ชมการแสดงศิลปวัฒนธรรมไทยร่วมสมัย ประกอบด้วยการฟ้อนรำพื้นเมือง ศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัว กีฬาพื้นบ้าน ฯลฯ และแน่นอนครับ ต้องเสียค่าเข้าชม หากชมเฉพาะสวน คนไทยเสีย 100 บาท ถ้าชมการแสดงด้วยก็ 200 บาท แต่ถ้าเป็นชาวต่างชาติ 400 บาทขาดตัว สนใจเข้าไปดูรายละเอียดได้ที่www.nongnoochtropicalgarden.com
แต่ถ้าไม่อยากเดินทางไปทางด้านตะวันอก รู้สึกเบื่อกับเส้นทางมอเตอร์เวย์แล้ว ผมก็ยังมีแหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับรางวัลกินรี ในเส้นทางอื่นๆ มาให้เลือกครับ อย่างในเส้นทางที่จะลงใต้ หรือจะไปหัวหิน สถานที่ท่องเที่ยวสุดฮิตในตอนนี้ ก็อยากให้ไปแวะชมอุทยานหุ่นขี้ผึ้งสยามจ.ราชบุรี เสียหน่อย ไม่ไกลครับ ขับรถเลยตัว จ.ราชบุรี ไปประมาณ 20 กม. จะเจอกับสี่แยกบางแพ เลี้ยวซ้ายเลยครับไปทาง อ.ดำเนินสะดวก แล้วขับไปประมาณ 500 เมตร ก็จะเจออุทยานหุ่นขี้ผึ้งสยาม ตั้งอยู่ขวามือครับ
ใครที่ชอบบรรยากาศต้นไม้ใหญ่สุดแสนจะร่มรื่นมาได้เลยครับ ไม่ผิดหวัง แถมยังจะได้เห็นกับหุ่นขี้ผึ้งที่ปั้นได้เหมือนจริงเหลือเกิน ซึ่งมีทั้งรูปปั้นของบุคคลที่มีชื่อเสียงทั้งชาวไทยและต่างชาติ แต่ที่นี่ไม่ได้มีเด่นแค่หุ่นขี้ผึ้งนะครับ แต่ยังโดดเด่นในเรื่องของการจัดพื้นที่ในการนำเสนอหุ่นต่างๆ อย่างถ้ำชาดก ก็สร้างถ้ำขึ้นมาเลยครับ โดยข้างในจะมีหุ่นขี้ผึ้งต่างๆ ที่แสดงเกี่ยวกับพระชาติสุดท้ายของพระเวสสันดรชาดก ในเรื่องการให้ทาน มีกุฏิพระสงฆ์ ที่ประดิษฐานหุ่นขี้ผึ้งพระสุปฏิปันโนเลื่องชื่อทั่วไทย ผมเคยไปมาแล้วครับ และที่อุทยานแห่งนี้ได้เปลี่ยนทัศนคติเกี่ยวกับอุทยานหุ่นขี้ผึ้งผมไปตลอดกาลเลยทีเดียว
ยังไม่หมดที่เที่ยวแค่ จ.ราชบุรี นะครับ ขับต่อมาถึง จ.เพชรบุรี กันเลย แต่ไม่ได้ไปเที่ยวทะเลนะครับ เพราะเราเลี้ยวไปเที่ยวอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานแทน เพราะอุทยานฯ แห่งนี้ มีพื้นที่กว้างที่สุดในประเทศไทย ด้วยพื้นที่ 2,915 ตร.กม. หรือ 1.8 ล้านไร่ ซึ่งอุทยานฯ นี้เป็นต้นน้ำของแม่น้ำหลายสาย ซึ่งพื้นที่ส่วนใหญ่ของที่นี่จะเป็นภูเขาสลับซับซ้อนบนเทือกเขาตะนาวศรี โดยยอดเขาที่สูงที่สุดในอุทยานฯ คือ ยอดเขางะงันนิกยวงตอง ซึ่งอยู่ในรอยต่อประเทศพม่าและไทย มีความสูงกว่า 1,513 เมตร
รองลงมา คือ ยอดเขาพะเนินทุ่ง ที่เราขึ้นไปชมทะเลหมอกกันนั่นแหละครับ มีความสูง 1,207 เมตร แต่ถ้าใครจะไป ก็ต้องขึ้นไปนอนค้างบนยอดเขาครับ เดินเหนื่อยหน่อยแต่รับรองสวยแน่นอน
นอกจากนี้ ยังมีพะเนินทุ่งแคมป์ ซึ่งอยู่บริเวณ กม.30 นับจากปากทางเข้าอุทยานฯ ที่นับเป็นจุดชมวิวที่สามารถชมทะเลหมอกได้แบบชิลชิลเลยครับ ที่สำคัญรถขึ้นได้สบายๆ แต่ขอเป็นรถกระบะจะเหมาะกว่าเพราะต้องขนอุปกรณ์พักแรมขึ้นไปเอง
อ้อ...การขับรถขึ้นไปต้องขับเป็นเวลานะครับ เพราะถนนแคบมาก ไม่สามารถขับสวนกันได้ ทางอุทยานฯ ก็เลยกำหนดเวลาขึ้น-ลงไว้อย่างชัดเจน คือ เวลาขึ้นช่วงเช้าเวลา 05.30-07.30 น. ช่วงบ่ายเวลา 13.00-15.00 น. ส่วนเวลาลง ช่วงเช้าเวลา 09.00-10.00 น. ช่วงบ่ายเวลา 16.00-17.00 น.
ใครที่จะขึ้นเขาพะเนินทุ่ง ต้องติดต่อที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวเพื่อขอใบอนุญาตผ่านทาง โดยเสียค่าธรรมเนียม คือ ชาวไทย ผู้ใหญ่ 40 บาท เด็ก 20 บาท ชาวต่างประเทศ ผู้ใหญ่ 200 บาท เด็ก 100 บาท รถยนต์สี่ล้อ 30 บาท รถยนต์มากกว่าสี่ล้อ 70-80 บาท
ถ้าสนใจลองเข้าไปดูที่www.dnp.go.thได้ครับ แล้วจะรู้ว่า อุทยานแก่งกระจานยังมีที่เที่ยวดีๆ ที่น่าไปอีกมาก
ไม่อยากเดินภูเขา พักแรมกางเต็นท์ก็ได้ครับ ขับเลย จ.เพชรบุรี ไปถึง จ.ประจวบคีรีขันธ์ ก็ยังมีศูนย์การเรียนรู้ระบบนิเวศป่าชายเลนสิรินาถราชินีซึ่งตั้งอยู่ที่ ต.ปากน้ำปราณ อ.ปราณบุรี ไปเลยคราวนี้ ได้ไปนอนรีสอร์ตหรูริมหาดปราณบุรีได้แน่นอน
แต่ก่อนจะไปนอนหรู ไปเที่ยวศูนย์การเรียนรู้ฯ แห่งนี้เสียก่อน เพราะศูนย์ฯ นี้ เป็นศูนย์ศึกษาเรียนรู้ด้านการฟื้นฟูป่าชายเลนจากนากุ้งร้างแห่งแรกของไทย ซึ่งป่าผืนนี้ฟื้นคืนชีวิตขึ้นมาอีกครั้ง ด้วยน้ำพระราชหฤทัยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เมื่อครั้งเสด็จฯ ปราณบุรี ปี 2539 กรมป่าไม้สนองพระราชดำริ ด้วยการยกเลิกสัมปทานนากุ้งและผนวกเป็นส่วนหนึ่งของโครงการพัฒนาป่าไม้ปากน้ำปราณบุรี อันเนื่องมาจากพระราชดำริ
ที่นี่นักท่องเที่ยวจะได้พบกับพื้นที่อาคารเฉลิมพระเกียรติและส่วนบริการนักท่องเที่ยว(Visitor Service Zone)
พื้นที่เส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติ (Natural Trail Route Zone)ประกอบด้วย ศาลาที่ประทับและเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติ
พื้นที่ศึกษาเรียนรู้ (Education Zone) ที่มีทั้งพื้นที่ศึกษาวิจัย เป็นบริเวณที่มีลักษณะทางกายภาพและโครงสร้างของระบบนิเวศของพืชและสัตว์ที่ใกล้เคียงกับระบบนิเวศในส่วนอื่นๆ ของป่าชายเลนแห่งนี้ เพื่อใช้เป็นพื้นที่ตัวแทนสำหรับการศึกษา
พื้นที่สาธิต/ทดลอง เป็นบริเวณแปลงนากุ้งร้าง หรือป่าหย่อมเล็กๆ ซึ่งต้องมีการปรับพื้นที่ให้มีทางน้ำเข้า–ออก เลียนแบบระบบธรรมชาติ รวมทั้งระบบการกั้นและเก็บกักน้ำเพื่อการทดลอง ศูนย์สาธิตการเผาถ่านอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ เรือนเพาะชำกล้าไม้
ยังไม่หมดแค่นั้นนะครับ แต่เนื้อที่หมดเสียแล้ว ก็ขอบอกแต่ชื่อแล้วกันนะครับ อย่างโฮมสเตย์หมู่บ้านหมอม้า จ.อำนาจเจริญ สนใจคลิกเข้าไปที่ :[email protected]และยังมีอุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท ที่ตั้งอยู่บริเวณเชิงเขาภูพาน จ.หนองคาย
ถ้าใครอยากเห็นว่าแหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับรางวัลกินรีสวยแค่ไหน ไปงานนิทรรศการแสดงภาพถ่ายผลงานที่ได้รับรางวัลอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย (Thailand Tourism Awards) ที่มีขึ้นในวันที่ 27-30 ก.ย.นี้ ที่ลานWork & Playชั้น 1 ศูนย์การค้าเซ็นทรัล พลาซา แกรนด์ พระราม 9ได้เลย
จะได้รู้ว่า มหัศจรรย์เมืองไทยจริงๆ


