
มิตรผลกับภารกิจสร้างมูลค่าอาหารและพลังงานโลก
ยังคงเป็นที่ถกเถียงอย่างไม่รู้จบสิ้นในเรื่องการนำแหล่งอาหารมาเป็นแหล่งพลังงาน ในเวลาที่ประชากรโลกเพิ่มขึ้นมากกว่า 6,000 ล้านคน
โดย...โยธิน อยู่จงดี
ยังคงเป็นที่ถกเถียงอย่างไม่รู้จบสิ้นในเรื่องการนำแหล่งอาหารมาเป็นแหล่งพลังงาน ในเวลาที่ประชากรโลกเพิ่มขึ้นมากกว่า 6,000 ล้านคน แหล่งอาหารเท่าเดิม ความต้องการพลังงานเพิ่มขึ้น ดร.ศศิน เฉลิมลาภ เคยให้สัมภาษณ์ถึงเรื่องนี้ว่า โลกนี้มีพื้นที่กว้างใหญ่มหาศาล รองรับประชากรได้อย่างเพียงพอแน่นอน... “ถ้าเรารู้จักแบ่งกันใช้อย่างคุ้มค่า” นั่นหมายความว่า หากเรามีการบริหารจัดการทรัพยากรที่ดี มีมาตรการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม ทุกอย่างก็เป็นไปได้ที่เราจะอยู่ร่วมกันในโลกใบเล็ก
บริษัทผู้ผลิตน้ำตาลรายใหญ่อย่างมิตรผล จึงให้ความสำคัญของการปล่อยของเสียสู่ชั้นบรรยากาศและสิ่งแวดล้อมในรูปแบบต่างๆ ซึ่งตามหลักความเป็นจริงแล้ว นับว่าเป็นเรื่องยากที่ผู้ผลิตจะหลีกเลี่ยงสิ่งเหล่านี้ได้โดยสิ้นเชิง แต่ทว่าเราสามารถลดปริมาณลงได้ด้วยวิธีการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ นำพาองค์กรก้าวสู่ “สังคมคาร์บอนต่ำ” สอดคล้องกับมาตรฐาน ISO14001 (มาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม) ซึ่งเริ่มตั้งแต่ให้ความรู้ที่ถูกต้องแก่พนักงานเรื่องการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม
รณรงค์ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในวิถีชีวิตประจำวัน เช่น ประหยัดน้ำ ประหยัดไฟ หรือใช้จักรยานแทนมอเตอร์ไซค์ภายในเขตโรงงาน จัดการของเสียให้เป็นศูนย์ เช่น การบำบัดน้ำเสียให้สามารถนำกลับมาใช้ได้ใหม่ในกระบวนการผลิต การนำไอน้ำจากการผลิตกลับมาใช้ใหม่ หรือการนำเถ้าถ่านจากชานอ้อยไปเป็นส่วนผสมหลักในการผลิตอิฐบล็อกและบล็อกประสาน เรียกได้ว่าเป็นการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและยั่งยืน ไม่ก่อให้เกิดกระบวนการผลิตใหม่ ซึ่งอาจนำไปสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่ชั้นบรรยากาศ
ประวิทย์ ประกฤตศรี กรรมการผู้จัดการ กลุ่มธุรกิจพลังงานหมุนเวียน บริษัท มิตรผล ไบโอฟูเอล กล่าวว่า ประเทศไทยสามารถปลูกพืชพลังงานหมุนเวียนได้อย่างไม่มีวันหมดบนพื้นที่เกษตรกรรมของประเทศ หากเปรียบกับโรงงานไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ พืชเหล่านี้ก็คือตัวเก็บพลังงานแสงอาทิตย์ น้ำ แร่ธาตุ และอากาศ รอวันที่เราจะดึงไปใช้เป็นพลังงานต่อไป
จากแนวคิดที่ “สังคมคาร์บอนต่ำ” และปรัชญา “ร่วมอยู่ ร่วมเจริญ” มิตรผลก็แตกไลน์ทางธุรกิจ จากโรงงานน้ำตาลไปเป็นโรงงานไฟฟ้าชีวมวลโดยใช้เชื้อเพลิงจากเศษวัสดุเหลือใช้ในการเกษตร อย่างชานอ้อยที่เหลือจากกระบวนการผลิตน้ำตาล เชื้อเพลิงเสริมอื่นๆ ได้แก่ ใบอ้อย แกลบ เปลือกไม้ หญ้าคา ซังข้าวโพด และฟางข้าว ไฟฟ้าที่ผลิตได้จะนำมาใช้หมุนเวียนภายในโรงงานน้ำตาลและโรงงานอื่นๆ ในกลุ่ม สำหรับไฟฟ้าส่วนที่เกินใช้ จำหน่ายให้กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย
ปัจจุบันกลุ่มมิตรผลมีโรงไฟฟ้าชีวมวลทั้งหมด 5 แห่ง ใน จ.สุพรรณบุรี สิงห์บุรี ชัยภูมิ ขอนแก่น และกาฬสินธุ์ มีกำลังการผลิตไฟฟ้ากว่า 307 เมกะวัตต์ต่อปี และสามารถส่งไฟฟ้าเข้าระบบการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยและการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคได้กว่า 160 เมกะวัตต์ต่อปี
อีกทั้งยังมีโรงงานผลิตเอทานอล 4 โรงงาน ที่ จ.สุพรรณบุรี ชัยภูมิ กาฬสินธุ์ และแม่สอด ซึ่งมีกำลังผลิตเอทานอลบริสุทธิ์รวมถึง 9 แสนลิตรต่อวัน หรือประมาณ 260 ล้านลิตรต่อปี และมีโครงการป้องกันการเผาไร่อ้อยของชาวไร่โดยการให้ความรู้ในเชิงเปรียบเทียบ เรื่องการไถกลบใบเพื่อเติมอินทรียวัตถุเป็นสารอาหารของพืชและปรับปรุงสภาพดินแทนการใช้ปุ๋ยเคมี การปลูกอ้อยทิ้งใบไว้คลุมดินเพื่อช่วยรักษาความชื้นในดินและป้องกันการเติบโตของวัชพืช และการใช้ชีววิธีในการกำจัดศัตรูพืชแก่เกษตรกรชาวไร้อ้อย
จากความพยายามในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ทำให้กลุ่มมิตรผลในวันนี้ได้รับ “ฉลากคาร์บอน” จากสถาบันสิ่งแวดล้อมไทยและองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) บนผลิตภัณฑ์ โรงงานน้ำตาลทั้งสองแห่งก็ยังได้รับรางวัล “อ้อยรักษ์โลก” ซึ่งเป็นรางวัลที่กระทรวงอุตสาหกรรมจัดขึ้นครั้งแรกเพื่อมอบให้กับโรงงานน้ำตาลที่สามารถตัดอ้อยสด สะอาด คุณภาพดี เข้าหีบได้มากกว่า 65% ภายในการประกาศรางวัลโรงงานน้ำตาลชั้นดี ประจำปี พ.ศ. 2555 ซึ่งเป็นสิ่งที่สะท้อนได้อย่างดีว่าการคิดจะทำเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อมนั้นมีแต่ได้กับได้ ไม่มีลงทุนแล้วเสียอย่างที่หลายบริษัทเข้าใจกัน ซึ่งกลุ่มมิตรผลก็คือหนึ่งในตัวอย่างที่ดีที่สุดในเรื่องนี้







