posttoday
ศิษย์เอกท่านปัญญาฯบอกคาถาทำสยามให้เป็นเมืองยิ้ม

ศิษย์เอกท่านปัญญาฯบอกคาถาทำสยามให้เป็นเมืองยิ้ม

21 มีนาคม 2553

เรามารักความอิสระกันเถอะ อย่าทะเลาะกันด้วยเงื่อนไขนั้น เงื่อนไขนี้ ถ้าเราเอาเงื่อนไขมาเป็นตัวตั้ง เราก็จะทำไม่ได้ เรามาหยุดการเบียดเบียนกัน เพราะการเบียดเบียนกันไม่เคยสร้างสันติสุข

เรามารักความอิสระกันเถอะ อย่าทะเลาะกันด้วยเงื่อนไขนั้น เงื่อนไขนี้ ถ้าเราเอาเงื่อนไขมาเป็นตัวตั้ง เราก็จะทำไม่ได้ เรามาหยุดการเบียดเบียนกัน เพราะการเบียดเบียนกันไม่เคยสร้างสันติสุข

โดย...สมาน สุดโต

ต้องยอมรับว่าสังคมไทยในปัจจุบันเข้าสู่ยุควิกฤต มีแต่ความแตกแยก สยามที่เคยได้ชื่อว่าเป็นเมืองยิ้ม ก็ยิ้มกันไม่ออก เมื่อผมมีโอกาสสัมภาษณ์ พระปัญญานันทมุนี (สง่า ณ ระนอง สุภโร) เจ้าอาวาสวัดปัญญานันทาราม คลองหก ปทุมธานี ซึ่งเป็นศิษย์เอก หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ นักเทศน์ชื่อดังในอดีต จึงขอให้ท่านบอกธรรมเพื่อให้สยามกลับมาเป็นเมืองยิ้มอีกครั้งหนึ่ง

ทำสยามให้กลับมาเป็นเมืองยิ้ม

พระคุณเจ้าในวัย 60 ปี ใบหน้ายิ้ม บอกถึงความมีเมตตา ไม่ลังเล บอกทันทีเลยว่าขอให้สังคมยึดหลัก 3 ข้อ สยามจะกลับมายิ้มกันได้อีกครั้ง

ศิษย์เอกท่านปัญญาฯบอกคาถาทำสยามให้เป็นเมืองยิ้ม พระปัญญานันทมุนี

โดยท่านบอกว่า ขอให้ย้อนไปถึงอดีตที่บรรพบุรุษของเรา ที่เขาเคยอาศัยแผ่นดินตรงนี้ เมื่ออาศัยแผ่นดินนี้ เขารักแผ่นดิน เอาแผ่นดินมาเป็นตัวตั้ง ทำทุกอย่างเพื่อให้แผ่นดินนี้อยู่รอด
สิ่งที่เรากำลังสูญเสีย คือ เราลืมสิ่งที่ควรรัก เราไปปักใจกับส่วนย่อยๆ ถ้าเรานึกถึงบรรพบุรุษที่ยอมเสียเลือดเนื้อและชีวิตเพื่อรักษาไว้ซึ่งแผ่นดิน เราก็จะรักแผ่นดินรักบรรพบุรุษ

สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพท่านกล่าวไว้ว่า ดินแดนสยามมีธรรมะ 3 ข้อที่สำคัญ ประการที่ 1.รักความอิสระ 2.มีคุณธรรมที่ไม่อยู่ใต้อำนาจของวิหิงสา 3.รู้จักแบ่งปันประโยชน์
ถ้าเราเอา 3 ข้อนี้เดินตามบรรพบุรุษ สยามจะกลับมาเป็นเมืองยิ้ม

ดังนั้น เรามารักความอิสระกันเถอะ อย่าทะเลาะกันด้วยเงื่อนไขนั้น เงื่อนไขนี้ ถ้าเราเอาเงื่อนไขมาเป็นตัวตั้ง เราก็จะทำไม่ได้ เรามาหยุดการเบียดเบียนกัน เพราะการเบียดเบียนกันไม่เคยสร้างสันติสุขให้แก่ใคร มีแต่ความพินาศและหายนะที่เหลือให้อนุชนรุ่นหลังมีแต่ความเศร้าใจ เสียใจ เมื่อนึกถึง

เราอยู่ร่วมกันมา แบ่งประโยชน์กัน แบ่งลมหายใจ กัน แบ่งอาหารกันกิน แบ่งถิ่นกันอยู่ แบ่งคู่กันนอน พักผ่อนด้วยจิตใจว่าเราอยู่ด้วยกันด้วยความเข้าใจชีวิตว่าเรามีจำกัด อยู่ได้ไม่เกิน 100 ปี เราก็ลาโลกนี้ไป โอกาสชีวิตของเราเป็นโอกาสที่ทำให้สิ่งเหล่านี้คงเหลือไว้

นอกจากนั้น ท่านบอกให้มีความเสียสละ ตามหลักที่ว่าจงเสียสละทรัพย์เพื่อรักษาชีวิต จงเสียสละทรัพย์เพื่อรักษาอวัยวะ จนกระทั่งจงสละอวัยวะเพื่อรักษาชีวิต

แม้ชีวิตก็สละได้เพื่อชาติบ้านเมือง ไม่ใช่เพื่อคนใดคนหนึ่ง คุณธรรมนี้เอามาใช้เมื่อไร ก็จะเกิดผลกับเราเมื่อนั้น

ข้อต่อไปต้องมั่นใจว่า ความร่มเย็นเป็นสุขในประเทศชาติ ต้องเกิดขึ้นในยุคพวกเรา อย่าปล่อยให้ยุคเราเป็นยุคแห่งความบอบช้ำ สันติสุขต้องเกิดขึ้นจากการที่เราใช้ความคิดที่เรียกว่าอัปปมัญญาที่เป็นเมตตาธรรมสูงส่ง ให้มาปรากฏในหัวใจของคนไทยทั้งชาติ

เมื่อท่านกล่าวหลักธรรมที่ให้สติแก่สังคมแล้ว ผมขอให้พระคุณเจ้าเล่าความเป็นมาของวัดปัญญานันทาราม บทบาทของวัดต่อสังคม พร้อมกับเรื่องที่น่าสนใจอีกหลายเรื่อง เช่น ความเป็นศิษย์เอก ท่านปัญญานันทภิกขุ จนกระทั่งได้รับสมณศักดิ์ก็ได้รับพระราชทานชื่อปัญญานันทมุนี ซึ่งเป็นสมณศักดิ์ของท่านปัญญานันทภิกขุ แต่ละเรื่องน่าสนใจและน่าติดตามทั้งสิ้น

วัดปัญญานันทาราม

ศิษย์เอกท่านปัญญาฯบอกคาถาทำสยามให้เป็นเมืองยิ้ม

การก่อกำเนิดวัดปัญญานันทารามนั้น ท่านเล่าว่า วัดปัญญานันทารามเกิดขึ้นตามแนวคิดของท่านปัญญานันทะ ที่สร้างขึ้นในโอกาสท่านเจริญอายุ 84 ปี ซึ่งเป็นวิธีคิดของหลวงพ่อปัญญา เป็นวิธีคิดที่น่าสนใจ อยากจะเห็น 84 ปีนั้นมีสิ่งที่คนรุ่นหลังได้ประโยชน์จากการมีชีวิต ไม่เพียงแค่สวดมนต์ เลี้ยงพระ 9 รูป แต่ขอให้เป็นโอกาสให้กับคนรุ่นหลังโดยทำสิ่งสำคัญไว้ เช่น เมื่อท่านมีอายุ 80 ปี ก็สร้างโรงพยาบาลชลประทาน เมื่ออายุ 84 ปี ก็สร้างวัดปัญญานันทาราม เมื่ออายุ 90 ปี ก็สร้างอุโบสถกลางน้ำที่มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วังน้อย

หลวงพ่อเน้นเอาชีวิตในช่วงนั้นๆ ทำประโยชน์ให้แก่เพื่อนมนุษย์ วัดปัญญาฯ จึงเป็นวัดที่ท่านสร้างมอบให้อาตมาไปดูแลในฐานะที่เป็น อันเตวาสิกของท่าน อาตมาเป็นศิษย์ของท่าน โดยท่านบวชให้ ตอนมอบหมายให้ไปดูแลวัด ท่านมอบให้ด้วยคำว่า ลูกจงไปเหนื่อยงานพระศาสนาแทนหลวงพ่อที่วัดปัญญานันทาราม

เมื่อไปอยู่ตามที่ได้มอบหมายได้ทำงาน 2 ด้าน ด้านหนึ่ง ให้ไปสร้างศาสนวัตถุให้เหมาะในการใช้งานพระศาสนา และสร้างศาสนทายาท ดูแลให้มีศาสนทายาทเกิดขึ้น ทั้งพระภิกษุ-สามเณร แม่ชี อุบาสก อุบาสิกา ให้เจริญขึ้นในพระพุทธศาสนา

ทั้งสองอย่างนี้ได้ทำมาถึงขณะนี้ตามแนวทางที่หลวงพ่อได้ให้แนวทางไว้ว่า สร้างวัด สร้างพระ สร้างคน สร้างเยาวชนของชาติ สร้างศาสนทายาท ให้เขามีชีวิตอยู่อย่างเรียบร้อย ไม่ตกอยู่ในอำนาจของวัตถุมากเกินไปก็ทำไป

 

สถาบันปัญญานันทะ

ด้านวัตถุเป็นตัวชี้วัดได้ง่าย ก็ทำไปประมาณ 70% ตามกรอบที่ท่านให้ไว้ ที่ยังเหลือคือสร้างสถาบัน ที่เหมือนมหาวิทยาลัยแพทย์ ที่มีหน้าที่ผลิตแพทย์เข้าสู่โรงพยาบาล สถาบันก็จะมีบทบาทในการสร้างพระสร้างสามเณร แม่ชี อุบาสก อุบาสิกา เข้ามารับใช้งานพระศาสนา หรือเพื่อผู้ที่จะเป็นส่วนหนึ่งของงานพระศาสนาต้องทำต่อไป สถาบันนี้ชื่อว่า สถาบันปัญญานันทะ เป็นสถาบันสืบอายุพระพุทธศาสนา เป็นสถาบันของพุทธบริษัท จึงเป็นที่สร้างพุทธบริษัทเพื่อรับใช้ความถูกต้องมากกว่า เรื่องถูกใจ รับใช้พุทธะมากกว่ารับใช้กิเลส
ปัญญาสาส์น ให้ข้อมูลว่า อาคารสถาบัน เมื่อสร้างแล้วจะเป็นศูนย์เผยแผ่พระพุทธศาสนาอย่างครบวงจร ภายในอาคารประกอบด้วย ห้องสำนักงานกลาง ห้องพุทธศาสตร์ ห้องสังฆศาสตร์ ห้องสำนักงานกลาง ห้องธรรมวินัย ห้องธรรมชีวี ห้องพุทธบริษัท (อเนกประสงค์) ศูนย์นวัตกรรม และเทคโนโลยี ศูนย์ธรรมอริยสัจ นอกจากนี้ยังเป็นสถานที่ใช้ศึกษาค้นคว้าธรรมวิจัยทางพุทธศาสนา พร้อมกับเชิญชวนทุกท่านร่วมบูชาหลวงพ่อปัญญานันทะ โดยการสมทบทุนสร้างอาคารสถาบันปัญญานันทะ (ธรรมานุสรณ์ 100 ปี ชาตกาล ปัญญานันทภิกขุ เพื่อมหากุศลบารมี)

เมื่อถามว่า ถึงขณะนี้วัดปัญญานันทารามมีความโดดเด่นหรือแตกต่างจากวัดชลประทาน รังสฤษฎ์อย่างไรบ้าง ท่านตอบว่า ที่จริงก็คือการรับงานจากหลวงพ่อ ท่านเป็นผู้ให้แนวทาง เราก็นำไปขยายผลและปฏิบัติอย่างนั้น สิ่งที่โดดเด่นเป็นพิเศษคืองานที่หลวงพ่อมอบหมายให้ คือ การจัดให้มีการอบรมเยาวชนเข้าค่ายพุทธบุตร พุทธธรรมตลอดทั้งปี
ตลอดปีไม่ว่านะ ผู้สนใจสมัครเข้าอบรมต้องสมัครข้ามปี เช่น สมัครปี 2553 เพื่อเข้าอบรมปี 2554 เพราะมันมากเกินคำบรรยาย

ทั้งนี้ ค่ายพุทธบุตร พุทธธรรม มีอบรมทุกวัน วันละ 270 ท่าน

ทำไมจึง ส.ณ.

หันมาถามเรื่องส่วนตัว เพราะสงสัยว่าท่านเป็นพระราชาคณะ ทำไมในหนังสือที่ท่านเขียน นอกจากใช้ชื่อสมณศักดิ์แล้ว ยังมีวงเล็บว่า ส.ณ. สง่า สุภโร ท่านบอกว่า ชื่อพระราชาคณะนี้จะไปซ้ำกับของเดิมบ้าง ของใหม่บ้าง ที่ซ้ำของเดิมคือชื่อนี้ เป็นชื่อของหลวงพ่อปัญญานันทมุนี หรือภิกขุปัญญานันทะ เจ้าอาวาสวัดชลประทานฯ เมื่อตัวท่านได้รับพระมหากรุณาธิคุณพระราชทานสมณศักดิ์ก็ได้ในชื่อพระปัญญานันทมุนี ท่านจึงกลายเป็นรูปที่ 2 ที่ได้สมณศักดิ์นี้ถัดจากพระอุปัชฌาย์ เพื่อไม่ให้สับสนจึงต้องเอาชื่อเดิมมาใส่ไว้ ส. นั้นคือ สง่า ซึ่งเป็นชื่อเดิม ณ. นั้นคือ ณ ระนอง อันเป็นนามสกุล สุภโร คือ ฉายา

ชื่อที่พ่อให้อาตมาก็รักษาไว้ นามสกุลที่มาในสายเลือดก็รักษาไว้ แล้วก็ชื่อที่หลวงพ่อให้ในฐานะอุปัชฌาย์ก็รักษาไว้เช่นกัน แม้กระทั่งสมณศักดิ์ ที่รับพระราชทานมาก็ต้องรักษาไว้เพราะเป็นชื่อ ที่เทิดทูนบูชา

ท่านเกิดเมื่อวันที่ 6 มี.ค. 2492 ที่ตลาดทุ่งไม้ ต.ไม้เรียง อ.ฉวาง จ.นครศรีธรรมราช อุปสมบทวันที่ 25 พ.ย. 2516 ณ วัดชลประทานรังสฤษฎ์ โดยมีพระราชนันทมุนี (หลวงพ่อปัญญานันทะ) เป็นพระอุปัชฌาย์

ส่วนสมณศักดิ์เริ่มจากพระครูปลัดศีลวัฒน์ ฐานานุศักดิ์ในพระธรรมโกศาจารย์ (หลวงพ่อปัญญานันทะ) เป็นพระครูสัญญาบัตรปี 2545 และเป็นพระราชาคณะที่พระปัญญานันทมุนี พ.ศ. 2551

ส่วนรางวัลและเกียรติคุณ ได้รับรางวัลพระราชทานเสมาธรรมจักร ได้รับรางวัลการศึกษาเพื่อสันติภาพพระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต) ล่าสุดได้รับรางวัลจากคณะทำงานด้านเด็กให้เป็นทูตพิทักษ์สิทธิเด็ก สาขาศาสนาประจำปี 2552 เมื่อวันที่ 26 ธ.ค. 2552 เข้ารับพัดสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัดดีเด่น จากสมเด็จพระพุฒาจารย์

ส่วนผลงานด้านประพันธ์ ท่านบอกว่า ที่รวบรวมเป็นเล่มมีหลายเล่ม ล่าสุดคือ ธรรมสร้างสุข เป็นหนังสือที่ท่านบอกว่าพิเศษและน่าสนใจ เพราะสถาพรบุ๊คส์ ชำนาญการจัดรูปเล่มและอาร์ตเวิร์ก แต่เดิมคิดว่าหนังสือธรรมะเข้าสู่สังคมสมัยใหม่ไม่ได้ แต่เมื่อจับหนังสือเล่มนี้ กลายเป็นคนร่วมสมัยไปด้วย ต้องยกให้สถาพรบุ๊คส์ ที่พยายามรับใช้พระศาสนา โดยผ่านทางสื่อ

สุดท้ายในฐานะที่ทำงานแทนหลวงพ่อปัญญาฯ ท่านได้กล่าวสรุปว่า ขอให้ทุกคนรับรู้ว่าความเสื่อม ความเจริญ ของบ้านเมือง อยู่ในมือของพวกเราแล้ว อยากจะเห็นบ้านเมืองนี้อยู่กันอย่างสบาย ก็ขอให้ทุกคนช่วยทำให้ความสุขเกิดขึ้น

ถ้าอยากเห็นบ้านเมืองนี้มีอนุสรณ์ให้คนรุ่นหลังตามดูว่าจาก พ.ศ. นั้นถึง พ.ศ. นั้น บ้านเมืองเป็นอย่างไร พวกเรานั่นแหละเป็นผู้กำหนด ขอให้เราเป็นผู้ทำให้เป็นที่ลูกหลานอยากเลียนแบบและเอาอย่าง ให้นึกถึงสมัยสุโขทัย เราอยากเห็นบ้านเมืองตรงนั้น คนที่เกิดในยุคนั้นสงบสุข ถึงแม้ไม่มีชื่อปรากฏก็จริง แต่เขาเกิดใน พ.ศ. นั้นๆ ก็ได้กระแสบุญจากพวกเรา
ขอให้ทุกคนจงทำในสิ่งที่ลูกหลานรุ่นหลังได้กรวดน้ำแผ่เมตตาให้ในฐานะที่คนรุ่นเราทำสิ่งที่ดีๆ ไว้กับแผ่นดิน

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท