
หมั่นคอยดูแลและรักษา ‘หัวใจ’
โดย...มัลลิกา นามสง่า
โดย...มัลลิกา นามสง่า
ทราบกันหรือไม่ว่า... วันอาทิตย์สุดท้ายของเดือน ก.ย. ของทุกปี องค์การอนามัยโลก และองค์การยูเนสโก ได้กำหนดให้เป็นวัน “หัวใจโลก” (World Heart Day) เพื่อกระตุ้นให้คนไทยตระหนักถึงความสำคัญของการดูแลสุขภาพให้ห่างไกลจาก “โรคหัวใจ” เพราะเมื่อพิจารณาดูจากสถิติจะเห็นได้ว่า ผู้ป่วยโรคหัวใจและหลอดเลือด มีมากเป็นอันดับ 2 รองจากโรคมะเร็ง มิหนำซ้ำในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา คนไทยต้องเสียชีวิตด้วยโรคหัวใจกว่า 3 หมื่นราย และแนวโน้มของโรคดังกล่าวยังไม่มีวี่แววว่าจะลดลง
อย่าปล่อยปละละเลยหัวใจ
“นพ.ประดับ สุขุม” ผู้อำนวยการโรงพยาบาลหัวใจกรุงเทพ กล่าวว่า ที่ผ่านมาแพทย์พบว่าอาหารเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้คนไทยเป็นโรคหัวใจเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะ “โรคหลอดเลือดหัวใจตีบตัน” ซึ่งเกิดจากการรับประทานอาหารประเภทไขมัน พฤติกรรมการออกกำลังกายที่ลดลง ประกอบกับความเครียดจากหน้าที่การงานและปัญหาในครอบครัว เป็นปัจจัยเร่งที่ทำให้คนไทยในปัจจุบันถูกคุกคามด้วยโรคหัวใจมากขึ้น “ทันทีที่ไขมันเริ่มสะสมอยู่ในหลอดเลือดหัวใจ จนทำให้หลอดเลือดตีบ และเกิดการอุดตัน คนไข้จะมีอาการแน่นหน้าอก และเหนื่อยง่ายกว่าปกติ ซึ่งหากปล่อยไว้จนเกิดลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดหัวใจ ผลที่ตามมาคือกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันที่ส่งผลร้ายถึงแก่ชีวิต”
นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับโรคหัวใจ อาทิ อายุที่เพิ่มขึ้น ภาวะอ้วน มีโรคประจำตัวคือเบาหวานและความดัน สูบบุหรี่เป็นประจำ ตลอดจนปัจจัยทางพันธุกรรม ที่เป็นตัวเร่งทำให้กลายเป็นโรคหัวใจในอนาคต หรือกลายเป็นสาเหตุหลักของอาการอัมพฤกษ์ อัมพาต เส้นเลือดสมองอุดตันตามมาได้
อย่างไรก็ตาม ณ วันนี้ โรคหัวใจเป็นโรคที่มีทางป้องกันได้พอสมควร โดยคนทั่วไปสามารถตรวจหาปัจจัยเสี่ยงของโรคหัวใจได้ตั้งแต่อายุ 40 ปีขึ้นไป อาทิ ตรวจสอบการทำงานของกล้ามเนื้อหัวใจด้วยระบบไฟฟ้า ตรวจเนื้อสมองที่ผิดปกติจากการที่เลือดไปเลี้ยงสมองได้ไม่เพียงพอ การตรวจหลอดเลือดที่คอ เพื่อหาความเสี่ยงที่จะเกิดอัมพฤกษ์ อัมพาต ในกรณีที่พบเส้นเลือดตีบตัน แพทย์จะทำการฉีดสี หรือทำ CTSCAN เพื่อวางแผนการรักษาด้วยเทคนิคที่ทันสมัยและมีความปลอดภัยสูง เช่น ผ่าตัดบายพาส หรือใช้เทคนิคบอลลูนขยายหลอดเลือดเพื่อแก้ไขเส้นเลือดที่เคยตีบตันให้กลับมาใช้งานได้ตามปกติอีกครั้ง
จังหวะหัวใจ สัญญาณบอกอันตรายได้
“นพ.ปัญญา ลีชาแสน” อายุรแพทย์หัวใจ โรงพยาบาลหัวใจกรุงเทพ ได้กล่าวถึง “ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ” ว่า โดยปกติหัวใจจะเต้นด้วยอัตรา 60100 ครั้ง/นาที ส่วนภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ หมายถึง ภาวะหัวใจเต้นเร็ว หรือช้ากว่าปกติ อาจเกิดจากความผิดปกติของการกำเนิดกระแสไฟฟ้าหัวใจ การนำไฟฟ้าหัวใจ หรือทั้งสองอย่างร่วมกัน พบได้จากโรคหัวใจหลายชนิดทั้งที่พบพยาธิสภาพ เช่น ลิ้นหัวใจผิดปกติ กล้ามเนื้อหัวใจผิดปกติ หรือหลอดเลือดหัวใจตีบตัน และไม่พบพยาธิสภาพ เช่น ไฟฟ้าหัวใจลัดวงจร
ภาวะหัวใจเต้นผิดปกติที่พบมากที่สุด คือ หัวใจห้องบนเต้นผิดจังหวะ ชนิดที่เรียกว่า Atrial Fibrillation ผู้ป่วยมีโอกาสเกิดอัมพาตได้สูงถึง 1015% ต่อปี เนื่องจากลิ่มเลือดที่เกิดขึ้นในหัวใจจากการที่หัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะหลุดลอยออกไปอุดหลอดเลือดสมอง
เกิดภาวะหัวใจอ่อนกำลังอันเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตที่สูงขึ้น เมื่อพบร่วมกับโรคเบาหวาน หลอดเลือดหัวใจอุดตัน จึงเห็นได้ว่าในระยะยาวเมื่อเกิดภาวะแทรกซ้อนแล้วจะเป็นการยากที่จะรักษาให้ผู้ป่วยมีสุขภาพและคุณภาพชีวิตดีเหมือนเดิม
อาการของภาวะหัวใจเต้นเร็วผิดปกติ อาจมีอาการใจสั่น หน้ามืด เจ็บหน้าอก อ่อนเพลีย ไม่มีแรง เป็นลม หมดสติ หรือหัวใจวาย ขึ้นกับอัตราเร็ว ระยะเวลาที่เกิด รวมทั้งพยาธิสภาพของหัวใจ อาการที่เกิดกับผู้ป่วยอาจทำให้เกิดความวิตกกังวล หรือกลัวจนไม่สามารถทำกิจวัตรประจำวันได้ บ่อยครั้งที่ผู้ป่วยได้รับคำแนะนำว่าอาการทั้งหมดเกิดจากความเครียด และได้รับยาคลายความวิตกกังวลหรือยานอนหลับมารับประทานเป็นระยะเวลานาน โดยอาการของผู้ป่วยไม่ดีขึ้น จนมีความรู้สึกว่าเป็นโรคที่รักษาไม่หาย เกิดความเบื่อหน่าย ท้อแท้ ปัจจุบันการตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์ดีขึ้นสามารถค้นหาสาเหตุและให้การรักษาที่ถูกต้องเหมาะสมได้ดีกว่าเดิมมาก
เราสามารถดูแลเอาใจใส่เพื่อลดปัจจัยเสี่ยงได้ โดยหลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้นที่ทำให้เกิดอาการหัวใจเต้นเร็วผิดปกติ ได้แก่ ความเครียด ความวิตกกังวล ความมุ่งมั่นจนเกินไป การพักผ่อนไม่พอเพียง การออกกำลังกายหักโหม การสูบบุหรี่ ดื่มน้ำชา กาแฟ เครื่องดื่มชูกำลัง น้ำอัดลมที่มีสารกาเฟอีน แอลกอฮอล์ การรับประทานยาหรือฉีดยาที่กระตุ้นหัวใจ
สิ่งที่น่าเป็นห่วงก็คือ ผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจเต้นผิดปกติส่วนหนึ่งจะไม่มีอาการ ทำให้ไม่ได้ตระหนักถึงความสำคัญและภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น อันจะทำให้ผู้ป่วยและครอบครัวประสบปัญหายุ่งยากในการดำเนินชีวิต ตั้งแต่อัมพาตจนถึงเสียชีวิตได้ เช่นนั้นแล้วเมื่อรู้ตัวว่าอยู่ในกลุ่มเสี่ยงหรือมีอาการ ควรรีบปรึกษาแพทย์
ผู้ที่สนใจดูแลสุขภาพ หรือมีปัจจัยเสี่ยงเป็นโรคหัวใจ ลองไปร่วมงาน “Healthy Heart Thailand” ในวันที่ 18 ก.ย.นี้ เวลา 11.00-20.00 น. ที่ชั้น 1 โซนบี ศูนย์การค้าเซ็นทรัล พลาซา ลาดพร้าว ซึ่งโรงพยาบาลหัวใจกรุงเทพ ได้จัดกิจกรรมเพื่อเชิญชวนคนรักหัวใจ ได้เข้าร่วมตรวจหาปัจจัยเสี่ยง รวมถึงทราบแนวทางในการดูแล และป้องกัน
ภายในงานได้ให้บริการตรวจสุขภาพหัวใจ ตรวจประเมินความเสี่ยงของโรคหัวใจ การตรวจคลื่นหัวใจ EKG การตรวจหลอดเลือดที่คอ (Carotid) หาความเสี่ยงที่จะเกิดอัมพฤกษ์ อัมพาต และสามารถนำผลตรวจสุขภาพมาปรึกษาแพทย์หัวใจ โดยไม่มีค่าใช้จ่าย
อีกทั้งได้จัดกิจกรรมการดูแลรักษาหัวใจแบบ ProActive ผ่าน Healthy Heart Model (4H) ได้แก่ Healthy Heart Active โปรแกรมการออกกำลังกายเพื่อสุขภาพหัวใจโดยนักกายภาพ Healthy Heart Diet โปรแกรมเมนูอาหารเพื่อสุขภาพหัวใจ Healthy Heart Emotion โปรแกรมการเพิ่มภาวะอารมณ์ที่ดีกับหัวใจ และ Healthy Heart dont’s โปรแกรมการลดสิ่งที่ไม่ดีกับหัวใจ







