
อย่าลืมดูแลผู้สูงวัย (ในบ้าน) ให้มีความสุข
จากการพัฒนาสังคมและเทคโนโลยีในปัจจุบัน ส่งผลให้ประชาชนมีอายุยืนยาวขึ้น ทำให้สัดส่วนของผู้สูงอายุในสังคมไทยเพิ่มมากขึ้น
โดย...โฮมฮัก
จากการพัฒนาสังคมและเทคโนโลยีในปัจจุบัน ส่งผลให้ประชาชนมีอายุยืนยาวขึ้น ทำให้สัดส่วนของผู้สูงอายุในสังคมไทยเพิ่มมากขึ้น ซึ่งบุคคลเหล่านี้ควรอย่างยิ่งที่ลูกหลานต้องเอาใจใส่ดูแลทั้งในส่วนของสุขภาพร่างกายและจิตใจไปพร้อมๆ กัน ไม่ปล่อยให้ต้องอยู่แบบไม่มีชีวิตชีวาหรือโหยหาความสุขและการเอาใจใส่ดูแลจากลูกหลาน
เป็นโชคดีที่ “โฮมฮัก” ไปได้ “คู่มือการดูแลสุขภาพสำหรับผู้สูงวัยและผู้ดูแล” ของวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี นพรัตน์วชิระ สถาบันพระบรมราชชนก กระทรวงสาธารณสุข ในงานแสดงผลงานวิจัยต่างๆ ที่โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ แอท เซ็นทรัลเวิลด์ ที่ผ่านมา จึงนำมาเผยแพร่อย่างน้อยเพื่อจะได้ให้ลูกหลานได้ตระหนักถึงการดูแลและปฏิบัติต่อผู้อาวุโสในบ้านอันเป็นที่รักอย่างถูกวิธี
เริ่มต้นจากคนในบ้าน
เราคงไม่ไปคาดหวังการดูแลจากคนในสังคมหรือชุมชน แต่เป็นคนในครอบครัวนั่นแหละที่ต้องปฏิบัติต่อผู้สูงอายุในครอบครัวให้ดีก่อนเป็นอันดับแรก ในคู่มือได้ระบุว่าคนในครอบครัวควรปฏิบัติต่อผู้สูงอายุหลักๆ ดังนี้
1.ช่วยดูแลเรื่องอาหารการกินของผู้สูงอายุ ทำได้โดย ควรจัดทำอาหารที่ย่อยง่ายและมีคุณค่าทางโภชนาการ เช่น ไข่ขาว นมพร่องมันเนย เนื้อปลา ควรให้กินผักและผลไม้มากๆ ดื่มน้ำให้มากๆ ด้วย
2.จัดที่อยู่อาศัยให้เหมาะสมกับสภาพร่างกายของผู้สูงอายุ เช่น จัดห้องนอนให้อยู่ชั้นล่างของบ้าน เพื่อป้องกันอุบัติเหตุจากการขึ้นลงบันได จัดทำราวให้จับตามฝาผนัง เพื่อจะได้เกาะพยุงตัว โดยเฉพาะในห้องน้ำ ห้องส้วม ห้องครัว เพื่อป้องกันการลื่นหกล้ม ควรจัดให้ทุกห้องมีอากาศถ่ายเท สบาย ปลอดโปร่ง
3.ควรจัดหาสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ให้กับผู้สูงอายุ เช่น แว่นตาสำหรับผู้สูงอายุที่สายตายาว ฟันปลอมทดแทนฟันเก่าที่หักหลุดไป มีไม้เท้าให้พยุงเวลาเดิน มีเก้าอี้รถเข็นสำหรับไปไหนมาไหน
โภชนาการครบ 5 หมู่ถูกอนามัย
ผู้สูงอายุมีความต้องการอาหารลดลงจากจากวัยหนุ่มสาว แต่จำเป็นต้องได้รับสารอาหารอย่างเพียงพอ เพื่อซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอและสร้างความต้านทานโรค โดยผู้ที่มีภาวะทางโภชนาการดีมีสุขภาพแข็งแรง การเปลี่ยนแปลงต่างๆ ภายในร่างกายจะเป็นไปอย่างช้าๆ ทำให้ไม่ค่อยแก่ ในทางตรงกันข้าม ผู้ที่มีภาวะโภชนาการที่ไม่ดี เจ็บป่วย ดื่มสุรา มีน้ำหนักมากหรือน้อยเกินไป ร่างกายจะเสื่อมโทรมเร็ว ทำให้แก่เร็ว
ผู้สูงอายุควรได้รับอาหารหลักครบ 5 หมู่ ครบถ้วนตามความต้องการของร่างกายทั้งด้านปริมาณและลักษณะของอาหาร โดยกองโภชนาการ กรมอนามัย ได้แนะนำให้ลดพลังงานลง โดยเฉลี่ย 100 กิโลแคลอรีต่อทุกอายุ 10 ปีที่เพิ่มขึ้น ผู้ที่มีอายุ 60 ปี ควรได้รับพลังงานประมาณ 2,200 กิโลแคลอรีต่อวัน และไม่ควรได้รับพลังงานต่ำกว่า 1,200 กิโลแคลอรี เพราะจะทำให้ร่างกายได้รับสารอาหารวิตามินและเกลือแร่บางชนิดไม่เพียงพอแก่ความต้องการของร่างกาย
สำหรับผู้สูงอายุที่มีการออกกำลังกายเป็นประจำจำเป็นต้องได้รับพลังงานสูงกว่าผู้สูงอายุทั่วไป หรือผู้สูงอายุที่น้ำหนักมากกว่าปกติหรือเกินมาตรฐานควรได้รับพลังงานลดลง เพื่อลดน้ำหนักตัวลงให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน
ปริมาณอาหารที่ผู้สูงอายุควรได้รับใน 1 วัน หมู่ที่ 1 เนื้อสัตว์ ไก่ หมู เนื้อ 120-160 กรัม นม 250 มล. หรือ 1 แก้ว ไข่ 1 ฟอง หรือ 3-4 ฟองต่อสัปดาห์ หมู่ที่ 2 ข้าว แป้ง เผือก มัน 3-4 ถ้วย หรือข้าวสุกมื้อละ 2 ทัพพี หมู่ที่ 3 ผักเขียวสด/ต้ม เช่น ตำลึง คะน้า ผักบุ้ง ฯลฯ 1 ถ้วย ผักสีเหลือง เช่น ฟักทอง มะเขือเทศ แครอต ครึ่งถ้วย หมู่ที่ 4 ผลไม้ผลไม้สุก 1-2 ครั้ง งดผลไม้รสหวานจัด เช่น ทุเรียน ขนุน ลำไย องุ่น โดยเฉพาะคนอ้วน หมู่ที่ 5 ไขมัน น้ำมันพืช 2 ช้อนโต๊ะ งดน้ำมันสัตว์ เนย
การใช้ยาต้องละเอียดลออ
ผู้สูงอายุจัดได้ว่าเป็นผู้ที่มีความเสี่ยงหรือมีโอกาสที่จะได้รับอันตรายจากการใช้ยา จากประสิทธิภาพการทำงานของอวัยวะต่างๆ ในร่างกายเสื่อมลง ดังนั้นการใช้ยาจึงต้องเพิ่มความระมัดระวังในการใช้ยาของผู้อายุจึงควรปฏิบัติ ดังนี้
1.แจ้งให้แพทย์ทราบเกี่ยวกับยาที่ใช้อยู่ หรือนำยาที่รับประทานอยู่เป็นประจำไปด้วย เพื่อประกอบการพิจารณาการจ่ายยาของแพทย์ 2.แจ้งให้แพทย์ทราบเกี่ยวกับอาการผิดปกติที่เกิดขึ้น อาจเป็นอาการที่เกิดจากยาที่ใช้อยู่ เช่น อาการหูตึง ได้ยินเสียงไม่ชัดเจน เป็นต้น
3.ถ้ามีปัญหาเกี่ยวกับการกลืนยาควรแจ้งให้แพทย์ทราบ เพื่อที่แพทย์จะได้เลือกชนิดยาที่เหมาะสม เช่น ให้ยาน้ำแทนยาเม็ด เป็นต้น 4.สอบถามแพทย์เกี่ยวกับข้อบ่งชี้และผลข้างเคียงของยาแต่ละชนิดให้ชัดเจน เช่น จะหยุดยานี้ได้เมื่อใด พร้อมสอบถามแพทย์หรือเภสัชกรเกี่ยวกับอาหารที่รับประทานว่ามีผลต่อการใช้ยาหรือไม่ อย่างไร
ประการสุดท้าย ให้อ่านฉลากยาและปฏิบัติตามคำแนะนำทุกขั้นตอนก่อนการใช้ยาทุกครั้ง และรับประทานยาตามที่แพทย์หรือเภสัชกรแนะนำอย่างเคร่งครัด
หลักการออกกำลังกายที่ถูกต้อง
การออกกำลังกายเป็นสิ่งที่มีประโยชน์สำหรับทุกเพศทุกวัย โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงทางกายจากความเสื่อม จึงต้องออกกำลังกายเพื่อป้องกันการเสื่อมสภาพและพิการของอวัยวะต่างๆ เช่น กล้ามเนื้อและข้อต่อต่างๆ หัวใจและปอด เป็นต้น การออกกำลังกายยังช่วยให้ร่างกายคล่องตัว ไม่หกล้มง่าย ไม่อ้วนเกินไป ยิ่งไปกว่านั้นการออกกำลังกายช่วยลดความเครียดและสมรรถภาพดีขึ้นอีกด้วย
สำหรับหลักการออกกำลังกายสำหรับผู้สูงวัยนั้นมีดังนี้ คือ ควรออกกำลังกายในที่ที่มีอากาศถ่ายเทสะดวก หลีกเลี่ยงกีฬาที่มีการกระโดด วิ่ง หรือบิดตัวทันทีทันใด หลีกเลี่ยงการยกน้ำหนัก หรือก้มๆ เงยๆ หรือแอ่นหลังมากๆ ตลอดจนอย่าหักโหมมากจนทำให้เกิดการเจ็บปวดกล้ามเนื้อหรือข้อ
พร้อมกันนี้ ควรใส่เสื้อผ้าที่รัดกุม ไม่รุ่มร่าม สามารถระบายความร้อนได้ดี ไม่ทิ้งชายผ้าที่จะก่อให้เกิดอันตรายได้ และไม่ควรออกกำลังกายหลังอาหารมื้อหลักทันที พร้อมเลือกการออกกำลังกายที่ชอบ มีความสะดวก และง่ายต่อการทำต่อเนื่องอย่างสม่ำเสมอหรือออกกำลังกายเป็นกลุ่ม
นอกจากนี้ ให้อบอุ่นร่างกายทุกครั้งก่อนออกกำลังกายด้วยการยืดเหยียดกล้ามเนื้อและหลังจากออกกำลังกายควรมีการผ่อนคลายด้วยการเดิน หรือสะบัดแขนขาเบาๆ ที่สำคัญถ้ามีโรคประจำตัวบางอย่าง เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคข้อเสื่อม โรคหัวใจ ให้ปรึกษาแพทย์ก่อนออกกำลังกาย
หวังว่าลูกๆ หลานๆ ทั้งหลายคงจะช่วยให้ปู่ ย่า ตา ยาย ที่บ้านมีชีวิตชีวาสดใสนะครับ ขอเอาใจช่วยทุกคน







