
F&B อารมณ์ดี...อิทธิพล วิทจิตสมบูรณ์
ผู้ชายคนนี้เติบโตในวงการโรงแรมโดยเริ่มต้นจากศูนย์...ไม่มีดีกรีใดๆ ทั้งสิ้น ไต่เต้าจากพนักงานรายวันในโรงแรมแห่งหนึ่ง รับค่าจ้างเพียงวันละ 150 บาท ทว่าปัจจุบันเขาเป็นคนไทยคนแรก ที่ได้รับโปรโมตในตำแหน่งผู้จัดการแผนกอาหารและเครื่องดื่ม โรงแรมโอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ หนึ่งในโรงแรมดีที่สุดในโลกที่ครองใจนักเดินทางมายาวนาน คุณเมย์
–อิทธิพล วิทจิตสมบูรณ์ ผู้ชายอารมณ์ดีคนนี้ทักทายฉันด้วยรอยยิ้ม ก่อนนำไปสู่บทสนทนาอื่นๆ ที่ทำให้เรารู้ว่าวงการโรงแรมในเมืองไทยรวมทั้งเอเชีย ยังไงๆ ก็ยังกินขาดไม่ว่าจะต้องเผชิญกับสถานการณ์ใดแม้ใจจริงอยากเป็นดีเจ อยากเป็นไกด์ เพราะมีหัวใจรักการเดินทาง ทว่าเมื่อวันหนึ่งมีโอกาสทำงานเสิร์ฟและรับคำว่า
“ขอบคุณ” จากปากของแขก วินาทีนั้นเขารู้สึกว่าเป็นห้วงเวลาที่หัวใจอิ่มเอม มีแต่ความสุข สายตาเลยจับจ้องมาที่ธุรกิจบริการด้วยคำคำนั้นเพียงคำเดียวเผลอแป๊บเดียวก็ 12 ปีแล้วที่ทำงานร่วมกับโอเรียนเต็ลจนแทบจะกลายเป็นบ้านหลังที่สองของเขา ที่นี่มอบสิ่งดีๆ ให้ชีวิตเขามากมาย
“มีอยู่สองเหตุผลที่จะไปจากโอเรียนเต็ล เกษียณกับตาย (หัวเราะ)”... ในฐานะผู้จัดการแผนกอาหารและเครื่องดื่ม คุณเมย์ต้องรับผิดชอบช่วยดูแลในเรื่องของการปฏิบัติงาน การวางแผน และควบคุมคุณภาพของอาหารทั้งหมด ทุกกระบวนการต้องประณีต ถามว่าสิ่งที่เขากลัวที่สุดคืออะไร “แขกแพ้อาหาร เพราะมันอาจหมายถึงชีวิตของแขกเลยทีเดียว” เขาว่า แต่ถ้าถามว่าสิ่งที่เขาปรารถนามากที่สุดคืออะไร “เดินทาง” ซึ่งเป็นความฝันตั้งแต่วัยเด็กที่ไม่เคยจางหายไปแม้แต่น้อย“
คือผมโชคดีตรงที่ได้ภรรยาที่มีเคมีตรงกันในเรื่องการเดินทาง (หัวเราะ) ส่วนตัวผมเองมีเป้าหมายชัดเจนว่า ในชีวิตหนึ่งของเราต้องได้ท่องเที่ยว 76 จังหวัดทั่วประเทศไทย ผมไม่มีเป้าหมายไปต่างประเทศ หนึ่งชีวิตกับ 76 จังหวัดขอย่ำให้ทั่ว แล้วย่ำไม่ใช่ย่ำผ่านนะ อยากไปศึกษาวิถีชีวิต วัฒนธรรมเขาให้ลึกซึ้ง ทำให้เรามีพลังชีวิตที่จะก้าวต่อไป บางทีเราเห็นอะไรก็นำมาใช้กับโรงแรมได้เหมือนกัน โดยเฉพาะในเรื่องการนำเสนออาหารบนจาน ซึ่งเรามองว่าชาวบ้านมาก แต่ถ้าฝรั่งเห็นบนจานละก็ กรี๊ดเลยล่ะ” เขายิ้มอารมณ์ดี พร้อมกับชี้ให้เห็นว่าข้อดีของการเดินทางคงไม่ได้มีเพียงความสุขทางใจเท่านั้น หากยังกระตุ้นให้เกิด Can Do Attitude ได้เหมือนกัน ดังเช่นเหตุการณ์หนึ่งเมื่อหลายปีที่ผ่านมา“
ปีนั้นเป็นช่วงที่เราเปลี่ยนเครื่องชงกาแฟ เพราะโดนแขกว่าเรื่องกาแฟเยอะมาก เหมือนเจ้าพระยาริเวอร์บ้างล่ะ เราก็คิดว่าถึงเวลาต้องพัฒนาเรื่องกาแฟให้เป็นเรื่องเป็นราว ได้ไอเดียว่าต้องเอาเอสเปรสโซแมชชีนมา ซึ่งมันยุ่งยากมากในตอนนั้น ขั้นตอนเยอะจนพนักงานทำไม่ทัน เกิดความรู้สึกต่อต้าน เราเลยจัดทริปขึ้นมา เอาบาริสตามาแข่งขันกันแล้วคัดเลือกคนชนะ 8 คน พาเขาไปเที่ยว ไปดูไร่กาแฟ ดูการปลูก วิธีการคั่ว หลังจากที่เขาไปเห็นนะ เข้าใจกระบวนการผลิต จากตรงนั้นมาถึงเรา เขากลับมาพร้อมกับความเข้าใจมากขึ้น ถ้าให้ผมพูดว่าเครื่องมันดีอย่างนั้นอย่างนี้ แล้วไง แต่ถ้าพาเขาไปเห็น เขาก็จะเข้าใจคุณค่าของมันมากขึ้น พัฒนาฝีมือการชงกาแฟได้ดีขึ้น เชื่อไหมว่าคอมเมนต์จากลูกค้าเรื่องกาแฟหายไปเลย “เทียบกันแล้ว วงการ F&B บ้านเรากับของเมืองนอก บ้านเราได้เปรียบนะ เราได้เปรียบเรื่องของแรงงาน การตกแต่งสถานที่ ถ้าเราเดินทางไปต่างประเทศผมว่าไม่มีโรงแรมไหนมีน้ำแข็งแกะสลักมากมายเหมือนเมืองไทย เพราะมันแพงมาก ต้องเอาอาร์ติสต์มาจากญี่ปุ่นมาแกะสลัก แต่บ้านเราพนักงานแกะน้ำแข็งเป็นพนักงานประจำ บ้านเรามันเป็นเรื่องธรรมดามาก ฝรั่งมาเห็นตาลุกวาวเลย แต่ข้อเสียก็มีตรงที่เราต้องแบกต้นทุนในเรื่องของวัตถุดิบนำเข้าจากต่างประเทศ แต่ภาพรวมธุรกิจบริการในเมืองไทย เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก็ยังเป็นจุดมุ่งหมายของนักท่องเที่ยว เพราะเขารู้ว่ามันคุ้มค่ากับสิ่งที่เขาจ่ายไป ราคานี้เขาหาไม่ได้หรอกในยุโรป โดยเฉพาะเรื่องบริการ โรงแรมที่ดีที่สุดส่วนใหญ่ก็มักอยู่ในเอเชีย” เขาแสดงทัศนะตามประสาคนคลุกคลีในวงการมานานถามถึงทริปส่วนตัว แม้วันนี้ต้องรอให้เจ้าตัวเล็กโตพอช่วยเหลือตัวเองได้ก่อนถึงเริ่มออกเดินทางกันอีกครั้ง แต่ทริปที่ผ่านมาก็ยังทรงคุณค่าในหัวใจอยู่เสมอ
“ผมไปภูกระดึงแล้วรู้สึกว่าได้พูดกับตัวเองเยอะขึ้น จำได้ว่าเดินขึ้นไปครั้งแรกกับภรรยา นั่งรอพระอาทิตย์ตกที่ผาหล่มสัก ไม่ต้องคุยกันนะ แต่วินาทีนั้นเรารู้สึกว่าเราใกล้กันมากที่สุด ผมพยายามเข้าใจที่มาที่ไปของทุกที่ที่เราไป กับภรรยาก็จะถ่ายรูปเก็บไว้ แล้วจัดแบ่งเป็นอัลบั้ม ภาคกลาง ภาคเหนือ ซึ่งถ้าลูกโตเป็นเด็กช่วยเหลือตัวเองได้ ผมจะพาเขาเดินขึ้นภูกระดึง สอนให้รู้จักธรรมชาติ รู้จักการเดินทาง ได้สัมผัสชีวิตด้วยตัวเขาเอง เพราะเราเชื่อว่าการเดินทางจะช่วยทำให้เขามีรากฐานของชีวิตที่มั่นคงขึ้น” ...ว่าแล้วก็ยิ้มอย่างอารมณ์ดีเหมือนเคย






