
จำนำสติ
โดย..วีรณัฐ โรจนประภา www.kidmai.com , www.facebook.com/kidmai
โดย..วีรณัฐ โรจนประภา www.kidmai.com , www.facebook.com/kidmai
สถานธนานุบาล ผมชอบคำนี้เป็นส่วนตัว แต่มิได้ชอบเพราะชอบใช้นะครับ ชอบเพราะรูปคำและการออกเสียงที่สวยงาม มีเสน่ห์ แม้เมื่อเจาะลงไปสู่ความหมายแล้วหลายคนอาจจะไม่รู้สึกงามตามไปด้วย เพราะเป็นสถานที่ที่ไม่น่าจะมีใครพึงประสงค์จะเข้า
แต่เด็กยุคใหม่อาจไม่ทราบว่าสถานที่นี้คือที่ใด งั้นก็ไม่ยากครับ มาเรียนภาษาไทยเบื้องต้นกันไปด้วยเลย เริ่มจากแยกเป็นคำๆ คือ
“สถาน” แปลตรงๆ ตัวว่า พื้นที่
“ธนา” แปลว่า เงิน
ส่วน “นุบาล” ย่นมาจาก “อนุบาล” แปลว่า ประคบประหงม เหมือนเด็กอนุบาล อนุบาลต้นไม้ ฯลฯ
รวมความแล้วคำนี้ก็หมายถึงพื้นที่ที่ไว้ดูแลด้านการเงินเบื้องต้น หรือประคบประหงมฐานะการเงินของผู้เข้าไปใช้สถานที่นั้น
สรุปง่ายๆ ก็คือ “โรงรับจำนำ” นั่นเอง
คนส่วนใหญ่ไม่อยากเข้าโรงรับจำนำ เพราะนั่นหมายถึงความขัดสนในการเงินของตัว แต่หากมองลึกๆ ไปถึงวิถีชีวิต ผมว่าโรงรับจำนำนับเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญของสังคม เมื่อใครเกิดวิกฤตการเงินก็นำเอาข้าวของไปค้ำไว้เพื่อหมุนเอาเงินมาจับจ่ายในสิ่งจำเป็นเร่งด่วน จากนั้นค่อยทยอยหาเงินมาไถ่เอาของกลับมาใช้ หมดอีก ก็เข้าวงจรนี้อีก แม้อาจดูไม่ค่อยดี แต่ก็เป็นตัวช่วยขับเคลื่อนชุมชนให้เดินต่อได้มาอย่างยาวนาน
ที่สำคัญอีกอย่างที่คนไม่เคยใช้บริการอาจมองข้ามไป คือการได้ฝึกเลือกซื้อของใช้ส่วนตัวครับ
คนมีฐานะไม่เดือดร้อน อยากได้อะไรก็ซื้อหาตามอยากนั้นได้ แต่คนที่ต้องเข้าสถานธนานุบาลนี้เป็นนิตย์ เวลาพอเก็บเงินได้จะซื้ออะไรอาจต้องพิจารณาถี่ถ้วนหน่อย คือต้องเป็นของที่มีมูลค่ามากพอที่หากอนาคตเกิดปัญหาด้านการเงินเรายังสามารถนำไปจำนำได้ราคา ไม่ใช่เข้าโรงจำนำเมื่อไหร่ก็แทบเป็นลม เพราะไม่เหลือราคาค่างวดให้นำเงินออกมาหมุนกัน
ยกตัวอย่างให้เห็นภาพ อย่างคุณผู้หญิงอยากแต่งตัว อยากได้เครื่องประดับ ระหว่างเอาเงินไปซื้อทอง ยามเดือดร้อนทองนั้นยังนำไปแปะโป้งได้เกือบเต็มๆ (หรืออาจมากกว่าหากราคาทองขึ้น) แต่ถ้านำเงินนั้นไปซื้อชุดราตรีหรูแบรนด์เนม เมื่อเงินชอร์ตชุดนั้นไม่สามารถแปรเป็นเงินมาหมุนได้เลย
หรืออย่างที่เห็นประจำอีกอย่างก็พวกเครื่องใช้ไฟฟ้า วิทยุ ทีวี โฮมเธียเตอร์ เวลาไปจำนำเงินแทบจะหายไป 80 เปอร์เซ็นต์ 90 เปอร์เซ็นต์
ก่อนซื้อของมองเผื่อแบบนี้ ก็เท่ากับได้ฝึกการเลือกซื้อของไปในตัว
ที่เขียนแบบนี้ไม่ได้ส่งเสริมให้เข้าโรงรับจำนำนะครับ แต่ผมอยากจะชวนมองมุมใหม่ว่าวิถีการหมุนเงินแบบนี้ล่ะครับที่ดี และเหมาะสมกว่าวิถีใหม่ กับสารพัดบัตรเงินด่วนทันใจ บริการสินเชื่อส่วนบุคคลที่ดูอินเทรนด์นั้นเยอะมากๆ
เพราะการหมุนเงินผ่านโรงรับจำนำดั้งเดิมแบบนี้ ผู้กู้มีทรัพย์สินที่มีมูลค่าจริงไปแปรเป็นเงินออกมา ไม่ได้หวังพึ่งเงินหรือรายได้จากอนาคต แม้ท้ายสุดจะหาเงินมาไถ่คืนไม่ไหวก็แค่ปล่อยของขาด ไม่โดนการติดตามทวงหนี้โหดแบบที่เป็นข่าว ต่างจากการหมุนเงินปัจจุบันที่ใช้ “เครดิต” แข่งกันปล่อยจนลูกค้าเคยตัว ใช้เงินในสิ่งที่อาจไม่จำเป็นจริง ก่อให้เกิดการกระตุ้นการใช้เงินผิดประเภทได้ง่าย เพราะเห็นสะดวก เมื่อความอยากครอบงำก็อาจยั้งใจไม่ทัน ซึ่งเมื่อถึงจุดนั้นก็หมดโอกาสกลับใจ จำต้องเป็นหนี้ที่ไม่จำเป็นกันไปแล้ว
ที่ยกเรื่องเครดิตนี้มานอกจากเพื่อติงกันให้ระมัดระวังเรื่องการหมุนเงิน อันเป็นของนอกกายแล้ว ยังอยากจะท้วงกันเรื่องของการหมุนของในกายเราด้วย ซึ่งก็ไม่ต่างกันเลย
ภายนอกเราเอาของมีค่าไปจำนำเพื่อแลกมากับความสุข
ภายในเราก็ชอบที่จะนำเอาทรัพย์ภายในที่มีค่าที่สุดของเราไปจำนำเพื่อแลกเอากับความสุข ความพอใจของเราเช่นกัน
คนอายเมื่อเอาของที่เป็นรูปธรรมเข้าโรงรับจำนำภายนอก แต่คนไม่อายเมื่อเอาของที่เป็นนามธรรมเข้าโรงจำนำภายใน
เราไม่ลังเลที่จะจำนำทรัพย์ที่มีค่ายิ่งภายในของเราเพื่อให้ได้มาซึ่งความสุข ความพอใจ
ทรัพย์นั้นคืออะไร ?
ทรัพย์นั้นคือ “สติ” ครับ
เราชอบเอาสติไปแลกกับความอยากสารพัดเข้ามาในใจ
เรามักเอาสติไปแลกกับความโกรธให้มันเผาใจ
หรือแม้แต่เราเอาสติไปแลกกับความหลงคิดเรื่อยเปื่อยเข้ามาในเรา
หน้าที่ของสติคือการป้องกันสิ่งไม่ดี ไม่งามพวกนี้
สติทำให้เรารู้เท่าทันความอยากได้ เลยไม่เผลอหยิบเงินจับจ่ายแบบไม่จำเป็น สติให้ใช้เหตุผลในการตัดสินใจว่าจะซื้อหรือไม่
สติช่วยให้ความโกรธอยู่ไม่ได้ ทำให้ไม่ไปบันดาลโทสะใส่ใครให้เดือดร้อนใจภายหลัง
สติช่วยให้ไม่คิดฟุ้งซ่านโดยไม่จำเป็น ทำให้ไม่เสียพลังงานไปกับเรื่องไม่เป็นเรื่อง
ฉะนั้น จะได้เสพความอยาก ได้สะใจกับการบันดาลโทสะ ได้คิดมันให้เมามัน เราจึงต้องทำลายสติ หรือจะเรียกเบาๆ ว่าเอาสติไปฝาก ไปจำนำไว้นั่นเอง
และที่น่าเศร้ายิ่งขึ้นคือคนส่วนใหญ่ไม่ยอมไถ่สติออกมาเสียด้วย ปล่อยให้หลงจู๊ยึดไปอย่างถาวรเลย
คนเอาทีวีไปจำนำยังพยายามหาเงินไปไถ่ออกกลับมาเป็นสมบัติของตน
แต่สติคนไม่สนใจ จำนำแล้วมักปล่อยขาด ทั้งๆ ที่บรมครูของเราท่านฝากไว้เป็นเรื่องสุดท้าย ในวาระสุดท้ายก่อนท่านจะละสังขารจากโลกนี้ไป
พระพุทธองค์ทรงมีปัจฉิมวาจาในครั้งสุดท้ายว่า
วยธมฺมา สงฺยารา อปฺปมาเทน สมฺปาเทถ แปลว่า สังขารทั้งหลาย มีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจง (ยังประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่น) ให้ถึงพร้อม ด้วยความไม่ประมาท (มีสติ) เถิด
ใครยังไม่ไปไถ่สติออกมาใช้ รีบๆ กันหน่อย อย่าให้โดนยึดไปนะครับ!







