posttoday
ค่าดีซี 1% จากต้นจนอวสาน (มั้ย...?)

ค่าดีซี 1% จากต้นจนอวสาน (มั้ย...?)

03 กันยายน 2555

โดย...อินทรชัย พาณิชกุล ภาพ ไม่เครดิต

โดย...อินทรชัย พาณิชกุล ภาพ ไม่เครดิต

ในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมาคงไม่มีประเด็นใดร้อนแรงและสั่นสะเทือนวงการหนังสือเท่าเรื่องการขอขึ้นค่าธรรมเนียมศูนย์กระจายสินค้า Distribution Center Fee (DC) 1% ของราคาหนังสือในเครือบริษัท ซีเอ็ดยูเคชั่น และบริษัท อมรินทร์ พริ้นติ้ง แอนด์ พับลิชชิ่ง

จุดเริ่มต้นเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 5 ก.ค. เมื่อร้านขายหนังสือยักษ์ใหญ่ที่สุดในประเทศสองราย นั่นคือ ซีเอ็ด และนายอินทร์ ได้ร่อนจดหมายถึงสำนักพิมพ์และบริษัทจัดจำหน่ายหนังสือต่างๆ เรียกเก็บค่าธรรมเนียมศูนย์กระจายสินค้าในอัตรา 1% ของมูลค่าหนังสือที่ส่งไปยังศูนย์กระจายสินค้าของบริษัททั้งสอง โดยอ้างว่าเพื่อชดเชยต้นทุนที่สูงขึ้นจากนโยบายค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาทของรัฐบาล

ส่งผลให้เกิดกระแสคัดค้านต่อต้านอย่างหนักหน่วงจากบรรดานักเขียน สำนักพิมพ์ รวมถึงผู้อ่านจำนวนมาก แพร่สะพัดในโซเชียลเน็ตเวิร์ก ร้อยทั้งร้อยไม่เห็นด้วย บ้างว่าเป็นการกินเปล่า ผูกขาดทางการตลาด เข้าทำนองปลาใหญ่กินปลาเล็ก จนอาจทำให้สำนักพิมพ์ตัวเล็กตัวน้อยล้มครืนกันเป็นแถว

เวียงวชิระ บัวสนธ์ บรรณาธิการสำนักพิมพ์สามัญชน หนึ่งในหัวหอกคนทำหนังสือที่ออกมาคัดค้านประเด็นดังกล่าวอย่างเปิดเผย เขียนจดหมายเปิดผนึกส่งถึงกระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงศึกษาธิการ คนอ่าน และพี่น้องผองเพื่อนสำนักพิมพ์ต่างๆ มีใจความสำคัญว่า

“หนังสือที่เราเห็นๆ วางขายอยู่ตามร้านค้าทั่วไปนั้น แต่ไหนแต่ไรมาล้วนแล้วแต่ใช้ระบบฝากขายกันแทบทั้งนั้น หมายความว่า หน้าร้านอาศัยกินเปอร์เซ็นต์จากเล่มที่ขายได้ เล่มใดขายไม่ได้ก็ไม่คิดตังค์จากสำนักพิมพ์หรือสายส่งแต่ประการใด

ค่าดีซี 1% จากต้นจนอวสาน (มั้ย...?)

 

“พูดอีกแบบก็คือ ข้อปฏิบัติดังกล่าวยังคงอยู่ แต่ 2 ผู้ประกอบการร้านหนังสือเครือข่ายยักษ์ใหญ่อย่างซีเอ็ดกับอมรินทร์ ต้องการเรียกเก็บตังค์กินเปล่าเพิ่มอีก 1% ของยอดส่งสินค้าฝากขาย โดยผิวเผินอาจดูเหมือนเป็นตัวเลขไม่สูงเท่าไร แต่ถ้าพิจารณาจากมูลค่าปกหนังสือที่ผลิตกันในช่วงปีปัจจุบัน ซึ่งมีการประเมินกันว่าไม่น่าจะต่ำกว่า 3 หมื่นล้านบาท และมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นในปีต่อๆ ไป

เช่นนี้แล้ว 1% ของยอดดังกล่าวที่จะไหลเข้ากระเป๋าของสองบริษัทมหาชนแบบเปล่าๆ ปลี้ๆ เป็นจำนวนเงินมากน้อยแค่ไหน ก็ลองคิดคำนวณกันเอาเองก็แล้วกัน”

ส่วนเหตุผลการขอเก็บ 1% ถนัด ไทยปิ่นณรงค์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท อมรินทร์ บุ๊ค เซ็นเตอร์ เผยว่า ร้านหนังสือเครืออมรินทร์หลายร้านมีรายได้ติดลบ

“เราพยายามหาทุกวิถีทางเพื่อลดต้นทุนตั้งแต่เดือน เม.ย. ทั้งปรับบุคลากรและปรับวิธีการทำงาน รวมทั้งปัญหาจากค่าเช่าพื้นที่ซึ่งราคาเพิ่มมากขึ้นทุกปี นอกเหนือจากการคัดเลือกหนังสือให้วางในกลุ่มร้านค้าที่ตรงกับเป้าหมายของหนังสือมากที่สุด ซึ่งทำอยู่แล้วตามปกตินั้น จึงต้องขอความช่วยเหลือบางส่วนจากสำนักพิมพ์ และจะพยายามให้ส่งผลกระทบน้อยที่สุด โดย 1% ที่เก็บจะมีรายได้เพิ่มประมาณเพียง 2 ล้านบาทเท่านั้น”

ขณะที่ ทนง โชติสรยุทธ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีเอ็ด ยูเคชั่น อ้างว่าสถานการณ์ร้านหนังสือในปัจจุบันถือว่าอยู่ในระดับวิกฤต

“หลังปรับค่าแรงขั้นต่ำเป็น 300 บาท 7 จังหวัด ค่าใช้จ่ายเพิ่มทันที เดือนละประมาณ 5.1 ล้านบาท ซีเอ็ดขอให้ช่วยค่าใช้จ่าย 1% จากมูลค่าปก ที่ใช้บริการ Logistic (ประมาณ 3 ล้านบาทต่อเดือน) เพื่อแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายจริงที่เพิ่มขึ้น ยกเว้นสำนักพิมพ์ที่ส่งมูลค่าปกน้อยกว่า 1 หมื่นบาทต่อเดือน ซึ่งเป็นระบบปกติที่เกิดขึ้นแล้วในธุรกิจหนังสือ ไม่เช่นนั้นร้านหนังสือจะอยู่ไม่ได้ธุรกิจหนังสือ เราควรจะต้องช่วยกัน แต่หากสำนักพิมพ์ไม่พร้อมจ่าย ก็จะต้องมีการเลือกคุณภาพหนังสือให้มากขึ้น ไม่มีการรับหมดทุกเล่มอย่างแน่นอน ส่วนที่มองว่าการเพิ่มค่าดีซีจะเป็นการผลักภาระให้ผู้บริโภค ก็เชื่อว่าผู้บริโภคพร้อมจะปรับตัว”

ยิ่งเรื่องดำเนินไปเท่าไหร่ บรรยากาศก็ยิ่งเข้มข้นขึ้นเท่านั้น ท่ามกลางการคัดค้านอย่างสุดฤทธิ์ของฝ่ายเครือข่ายสำนักพิมพ์อิสระขนาดเล็ก กับร้านหนังสือยักษ์ใหญ่ทั้งสอง ทางสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทยจึงได้อาสาเป็นคนกลาง แต่งตั้งคณะอนุกรรมการร่วมพิจารณาเหตุผลและความจำเป็นในการเก็บค่าดีซี ตลอดจนแนวทางการพัฒนาประสิทธิภาพของอุตสาหกรรมหนังสือ

ขณะเดียวกัน ทางคณะอนุกรรมาธิการ (กมธ.) การพัฒนาการเมืองและการสื่อสารมวลชน ก็เรียกผู้เกี่ยวข้องเข้าชี้แจงเรื่องนี้ที่รัฐสภา

จากการประชุมเมื่อวันที่ 23 ส.ค.ที่ผ่านมา ผลสรุปออกมาดังนี้ หนึ่ง ยุติการเรียกเก็บค่าดีซี 1% สอง ทางบริษัท ซีเอ็ด ยูเคชั่น และบริษัท อมรินทร์ พริ้นติ้ง แอนด์ พับลิชชิ่ง จะพัฒนาปรับปรุงกระบวนการทำงานเพื่อแก้ปัญหาต่างๆ ต่อไป และสาม ให้มีการจัดตั้งคณะทำงานศึกษามาตรฐานกระบวนการธุรกิจหนังสือ เพื่อยกระดับประสิทธิภาพของอุตสาหกรรมในระยะยาว โดยกำหนดให้แล้วเสร็จภายในเดือน พ.ย.นี้

ดูเหมือนว่าจะจบลงด้วยดี แต่ผู้สันทัดกรณีหลายสำนักยังคงให้แนะนำให้จับตามองอย่างไม่กะพริบ

รวี สิริอิสสระนันท์ หรือ วาด รวี นักเขียนและคนทำหนังสืออิสระ ให้ความเห็นว่า ความเป็นธุรกิจร้านหนังสือ ส่วนหนึ่งของมันอยู่ในธุรกิจหนังสือ แต่อีกส่วนมันคือธุรกิจการค้าปลีก

“ธุรกิจการค้าปลีกในเมืองไทยผูกติดอยู่กับห้างและซูเปอร์สโตร์เป็นหลัก สังเกตว่าร้านหนังสือที่เป็น Stand Alone มีน้อย ร้านหนังสือแฟรนไชส์อย่างซีเอ็ดหรือนายอินทร์ก็จะขยายสาขาไปตามบิ๊กซี โลตัส หรือห้างสรรพสินค้า เพราะนี่เป็นทางไปของธุรกิจค้าปลีก เป็นเรื่องของการสร้างตลาดในความหมายทางกายภาพ คือทำให้เกิดสถานที่ที่มีคนมาเดิน ลำพังร้านหนังสืออย่างเดียวไปตั้งอยู่โดดๆ ไม่สามารถทำได้ หรือแม้แต่ทำในลักษณะของ Street Bookshop คือมีร้านหนังสือเรียงๆ กันหลายๆ ร้านอยู่ใกล้ๆ กันก็ไม่เกิดในเมืองไทย

“ขอให้สังเกตว่าประเด็นเรื่องค่าดีซี รวมไปถึงค่าโน่นค่านี่ เป็นส่วนหนึ่งของสมรภูมิค้าปลีกในปัจจุบัน ซึ่งถูกครองโดยระบบโมเดิร์นเทรด คือเป็นยุทธวิธีเชือดเฉือนกันในตลาดค้าปลีกที่แข่งราคา และหันมาเรียกเก็บค่าธรรมเนียมยิบย่อยโน่นนี่

“ผมอยากให้ดูสงครามโมเดิร์นเทรดในสมรภูมิค้าปลีกเป็นตัวอย่าง แล้วถามคนในวงการหนังสือ รวมทั้งอมรินทร์ และซีเอ็ดว่า อยากให้มีบรรยากาศแบบนั้นจริงๆ หรือ ถามจริงๆ จากใจของพวกท่านว่าอยากให้วงการหนังสือแข่งขันกันเอาเป็นเอาตายขนาดนั้นจริงหรือ”

รวี บอกว่า ประเด็นเรียกเก็บค่าดีซีของซีเอ็ดและอมรินทร์ในครั้งนี้สะท้อนปัญหาระบบคลังสินค้า ระบบโลจิสติกส์ของวงการหนังสือ และสะท้อนไปถึงปัญหาของระบบจัดจำหน่ายที่ไม่มีบรรทัดฐานและมีผลประโยชน์ทับซ้อน

“ถ้าซีเอ็ด อมรินทร์ ลองถอยออกมาจากสมรภูมิค้าปลีก ถอยให้กับผู้จัดจำหน่ายสักครึ่งทาง ในตอนนี้ที่ยังไม่สายเกินไป ร่วมกับคนในวงการหาทางวางระบบจัดจำหน่ายที่เป็นธรรมกับทุกฝ่าย โอกาสที่จะแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของวงการหนังสือและพัฒนาไปอย่างสร้างสรรค์ด้วยกันยังพอมี หรือมิเช่นนั้นมันก็จะเดินไปสู่สภาพเดียวกันกับตลาดค้าปลีกที่เต็มไปด้วยการแข่งขันแก่งแย่งกันไม่สิ้นสุด”

คำกล่าวทิ้งท้ายที่ฝากผ่านไปยังผู้เกี่ยวข้องเพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างในวงการหนังสือครั้งใหญ่ร่วมกัน

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท