posttoday
แอนดี ร็อดดิก แขวนแร็กเกต

แอนดี ร็อดดิก แขวนแร็กเกต

03 กันยายน 2555

นับเป็นข่าวช็อกวงการเทนนิสโลกเลยทีเดียว เมื่อ “เอร็อด” แอนดี ร็อดดิก ถือโอกาสเนื่องในวันครบรอบอายุครบ 30 ปีเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ประกาศแขวนแร็กเกตหลังจบแกรนด์สแลม ยูเอส โอเพน

นับเป็นข่าวช็อกวงการเทนนิสโลกเลยทีเดียว เมื่อ “เอร็อด” แอนดี ร็อดดิก ถือโอกาสเนื่องในวันครบรอบอายุครบ 30 ปีเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ประกาศแขวนแร็กเกตหลังจบแกรนด์สแลม ยูเอส โอเพน

แม้ในช่วง 7 ปีหลังมานี้ อดีตมือ 1 โลกชาวอเมริกันจะมีผลงานน่าผิดหวัง โดยหนักไปทางแพ้มากกว่าชนะ แต่ก็ไม่มีการส่งสัญญาณใดถึงการเตรียมตัดสินใจเลิกเล่น เหมือนอย่าง คิม ไคลจ์สเตอร์ส

“ผมรู้สึกว่าถึงเวลาแล้ว ผมไม่รู้ว่าตัวเองจะมีสุขภาพดีพอหรือความทุ่มเทมากพอที่จะลงแข่งต่อไปอีกปีหรือไม่” ร็อดดิก กล่าว

อดีตแชมป์ยูเอส โอเพน 2003 ยืนยันว่า การตัดสินใจยุติอาชีพนักหวด 13 ปี ไม่ใช่เป็นความคิดที่เพิ่งผุดขึ้นในสัปดาห์นี้ แต่ได้ผ่านกระบวนการไตร่ตรองมาอย่างดี

จากการทบทวนความรู้สึกของร่างกาย ฟอร์มการเล่น ความกระหายในการลงแข่ง และสิ่งที่หัวใจเรียกร้องในตอนนี้ มันไม่ใช่ “เทนนิส” อีกต่อไป

“ผมไม่รู้ว่าผมเคยเป็นคนที่อยากอยู่ในทัวร์หรือเปล่า แต่ผมมีหลายอย่างมากที่สนใจ และอีกหลายอย่างมากที่ทำให้ผมตื่นเต้น”

หลังจากผงาดชูถ้วยแชมป์ในบ้านเกิดได้สำเร็จเมื่อ 9 ปีก่อน มีน้อยคนนักที่จะคิดว่า ร็อดดิก จะไม่คว้าแชมป์เมเจอร์อีกเลย เมื่อเขากลายเป็นขวัญใจและแรงบันดาลใจของวงการลูกสักหลาดอเมริกันคนใหม่ โดยมีลูกเสิร์ฟพลังช้างเป็นอาวุธเด็ด

แต่แล้วโอกาสดีที่สุดของเขาก็มักถูกขัดขวางด้วยน้ำมือของ โรเจอร์ เฟเดอเรอร์ เมื่อเป็นได้แค่พระรองวิมเบิลดัน ถึง 3 ครั้ง ในปี 2004, 2005 และ 2009 ด้วยน้ำมือของยอดนักหวดชาวสวิสทั้งสิ้น

จากนั้นนักหวดขวัญใจชาวอเมริกันก็เริ่มมีปัญหาบาดเจ็บรบกวนและฟอร์มตกลงเรื่อยๆ สวนทางกับนักหวดดาวรุ่งที่ก้าวขึ้นมา โดยเฉพาะในช่วง 2-3 ปีล่าสุด ชื่อของ ร็อดดิก แทบจะหายไปเลย

ลูกเสิร์ฟซึ่งแทบจะเป็นจุดแข็งที่สุดตกลงไปมาก เกมการเล่นก็ไม่ดุดันเหมือนเคย จากที่เคยคว้าแชมป์ 46 รายการต่อปี เหลือเพียงแค่ 1-2 รายการ ซึ่งเจ้าตัวปฏิเสธเรื่องอายุมีผลต่อความสำเร็จ

“อายุก็เป็นแค่ตัวเลข หากคุณดูนักเทนนิสที่เล่นมารุ่นเดียวกันอย่าง โรเจอร์ คือคนหนึ่งที่ยังเล่นอยู่และยังแข็งแกร่ง”

เพราะนั่นก็ไม่สำคัญเท่ากับ ความมั่นใจและความกระหายในชัยชนะที่แทบไม่เหลืออยู่อย่างเห็นได้ชัด และคงดีกว่าหากเลือกหันหลังให้กับวงการแทนที่จะฝืนลงเล่นแบบไม่เต็มร้อยเปอร์เซ็นต์

“ผมเต็มที่มานานมากแล้ว 1314 ปีแล้วที่ผมทุ่มเททุกวัน ผมรู้สึกตัวเองชนะมามากจากการทำงานหนักมาต่อเนื่องแล้ว”

อย่างไรก็ตาม เซเรนา วิลเลียมส์ แชมป์วิมเบิลดันและโอลิมปิกปีนี้ ไม่แปลกใจกับการตัดสินใจของเพื่อนร่วมชาติ หลังโตมาด้วยกันในวงการเทนนิส และรู้มาว่านี่จะเป็นทัวร์นาเมนต์สุดท้ายของเขาแล้ว

“ฉันหวังว่าเขาจะเปลี่ยนใจ แต่เดาว่าเขาไม่เปลี่ยนแน่ เขาเป็นนักกีฬาที่ยอดเยี่ยมมากสำหรับวงการเทนนิสอเมริกัน และน่าตื่นเต้นที่ได้ดูเขาเล่น และเศร้าที่ต้องเห็นการอำลาไปอีกคน” เซเรนา กล่าว

เพราะฉะนั้นการตัดสินใจของ ร็อดดิก น่าจะเป็นเวลาที่เหมาะสมแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการเลือกยุติเส้นทางเพียงแค่นี้ หรือการเลือกทัวร์นาเมนต์ในอำลา

เมื่อไม่มีไฟแล้ว ครั้นจะฝืนไปก็มีแต่แย่กับแย่ สู้อำลาเสียตอนที่ยังเหลือภาพดีๆ ให้คนจดจำเสียดีกว่า

“ผมยังต้องการเล่นได้อยู่ตอนเลิกเล่น ดีกว่าให้คนพูดว่าเขาควรจะรีไทร์ไปนานแล้ว”

ขณะที่นี่เป็นโอกาสดีที่เขาจะโบกมือลาด้วยความประทับใจ หลังจากเป็นที่พิเศษที่เคยประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่

“ผมต้องการจบแบบสวยงามที่นี่เสมอ ผมมีครอบครัวและเพื่อนมากมายอยู่ที่นี่ ผมคิดมาตลอดปีว่าผมจะตัดสินใจได้เมื่อลงเล่นทัวร์นาเมนต์นี้ และผมก็รู้ตั้งแต่รอบแรก”

เห็นได้จากในรอบสองหลังการประกาศแขวนแร็กเกต ไม่เพียงบรรยากาศความคึกคักของผู้ชมเต็มสนาม แต่ ร็อดดิก ยังโชว์ฟอร์มยอดเยี่ยม เล่นแบบไม่มีความกดดัน

“ผมไม่รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น มันเป็นความรู้สึกประหม่ากว่าที่ผ่านมา ผมแปลกใจมาก” ร็อดดิก กล่าวถึงความรู้สึกในการลงสนาม ซึ่งอาจจะเป็นแมตช์สุดท้ายในอาชีพนักหวด

สำหรับอนาคตหลังจากนี้ นักหวดอเมริกันจะใช้เวลาพักผ่อนกับครอบครัวสักพักและไม่ได้หันหลังให้กับวงการลูกสักหลาดเสียทีเดียว เมื่อตั้งใจทำงานกับมูลนิธิของตัวเอง ซึ่งมุ่งมั่นในการวางรากฐานเทนนิสให้กับเยาวชน

แต่ตอนนี้เส้นทางอาชีพนักหวดของ ร็อดดิก ยังไม่จบลง หลังเอาชนะ เบอร์นาร์ด โทมิช ดาวรุ่งออสเตรเลียน 6-3, 6-4, 6-0 ผ่านเข้ารอบสามยูเอส โอเพน

ไม่แน่ เอร็อด อาจจะไว้ลาย อำลาอย่างยิ่งใหญ่ก็ได้ใครจะไปรู้

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท