
แอนดี ร็อดดิก แขวนแร็กเกต
นับเป็นข่าวช็อกวงการเทนนิสโลกเลยทีเดียว เมื่อ “เอร็อด” แอนดี ร็อดดิก ถือโอกาสเนื่องในวันครบรอบอายุครบ 30 ปีเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ประกาศแขวนแร็กเกตหลังจบแกรนด์สแลม ยูเอส โอเพน
นับเป็นข่าวช็อกวงการเทนนิสโลกเลยทีเดียว เมื่อ “เอร็อด” แอนดี ร็อดดิก ถือโอกาสเนื่องในวันครบรอบอายุครบ 30 ปีเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ประกาศแขวนแร็กเกตหลังจบแกรนด์สแลม ยูเอส โอเพน
แม้ในช่วง 7 ปีหลังมานี้ อดีตมือ 1 โลกชาวอเมริกันจะมีผลงานน่าผิดหวัง โดยหนักไปทางแพ้มากกว่าชนะ แต่ก็ไม่มีการส่งสัญญาณใดถึงการเตรียมตัดสินใจเลิกเล่น เหมือนอย่าง คิม ไคลจ์สเตอร์ส
“ผมรู้สึกว่าถึงเวลาแล้ว ผมไม่รู้ว่าตัวเองจะมีสุขภาพดีพอหรือความทุ่มเทมากพอที่จะลงแข่งต่อไปอีกปีหรือไม่” ร็อดดิก กล่าว
อดีตแชมป์ยูเอส โอเพน 2003 ยืนยันว่า การตัดสินใจยุติอาชีพนักหวด 13 ปี ไม่ใช่เป็นความคิดที่เพิ่งผุดขึ้นในสัปดาห์นี้ แต่ได้ผ่านกระบวนการไตร่ตรองมาอย่างดี
จากการทบทวนความรู้สึกของร่างกาย ฟอร์มการเล่น ความกระหายในการลงแข่ง และสิ่งที่หัวใจเรียกร้องในตอนนี้ มันไม่ใช่ “เทนนิส” อีกต่อไป
“ผมไม่รู้ว่าผมเคยเป็นคนที่อยากอยู่ในทัวร์หรือเปล่า แต่ผมมีหลายอย่างมากที่สนใจ และอีกหลายอย่างมากที่ทำให้ผมตื่นเต้น”
หลังจากผงาดชูถ้วยแชมป์ในบ้านเกิดได้สำเร็จเมื่อ 9 ปีก่อน มีน้อยคนนักที่จะคิดว่า ร็อดดิก จะไม่คว้าแชมป์เมเจอร์อีกเลย เมื่อเขากลายเป็นขวัญใจและแรงบันดาลใจของวงการลูกสักหลาดอเมริกันคนใหม่ โดยมีลูกเสิร์ฟพลังช้างเป็นอาวุธเด็ด
แต่แล้วโอกาสดีที่สุดของเขาก็มักถูกขัดขวางด้วยน้ำมือของ โรเจอร์ เฟเดอเรอร์ เมื่อเป็นได้แค่พระรองวิมเบิลดัน ถึง 3 ครั้ง ในปี 2004, 2005 และ 2009 ด้วยน้ำมือของยอดนักหวดชาวสวิสทั้งสิ้น
จากนั้นนักหวดขวัญใจชาวอเมริกันก็เริ่มมีปัญหาบาดเจ็บรบกวนและฟอร์มตกลงเรื่อยๆ สวนทางกับนักหวดดาวรุ่งที่ก้าวขึ้นมา โดยเฉพาะในช่วง 2-3 ปีล่าสุด ชื่อของ ร็อดดิก แทบจะหายไปเลย
ลูกเสิร์ฟซึ่งแทบจะเป็นจุดแข็งที่สุดตกลงไปมาก เกมการเล่นก็ไม่ดุดันเหมือนเคย จากที่เคยคว้าแชมป์ 46 รายการต่อปี เหลือเพียงแค่ 1-2 รายการ ซึ่งเจ้าตัวปฏิเสธเรื่องอายุมีผลต่อความสำเร็จ
“อายุก็เป็นแค่ตัวเลข หากคุณดูนักเทนนิสที่เล่นมารุ่นเดียวกันอย่าง โรเจอร์ คือคนหนึ่งที่ยังเล่นอยู่และยังแข็งแกร่ง”
เพราะนั่นก็ไม่สำคัญเท่ากับ ความมั่นใจและความกระหายในชัยชนะที่แทบไม่เหลืออยู่อย่างเห็นได้ชัด และคงดีกว่าหากเลือกหันหลังให้กับวงการแทนที่จะฝืนลงเล่นแบบไม่เต็มร้อยเปอร์เซ็นต์
“ผมเต็มที่มานานมากแล้ว 1314 ปีแล้วที่ผมทุ่มเททุกวัน ผมรู้สึกตัวเองชนะมามากจากการทำงานหนักมาต่อเนื่องแล้ว”
อย่างไรก็ตาม เซเรนา วิลเลียมส์ แชมป์วิมเบิลดันและโอลิมปิกปีนี้ ไม่แปลกใจกับการตัดสินใจของเพื่อนร่วมชาติ หลังโตมาด้วยกันในวงการเทนนิส และรู้มาว่านี่จะเป็นทัวร์นาเมนต์สุดท้ายของเขาแล้ว
“ฉันหวังว่าเขาจะเปลี่ยนใจ แต่เดาว่าเขาไม่เปลี่ยนแน่ เขาเป็นนักกีฬาที่ยอดเยี่ยมมากสำหรับวงการเทนนิสอเมริกัน และน่าตื่นเต้นที่ได้ดูเขาเล่น และเศร้าที่ต้องเห็นการอำลาไปอีกคน” เซเรนา กล่าว
เพราะฉะนั้นการตัดสินใจของ ร็อดดิก น่าจะเป็นเวลาที่เหมาะสมแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการเลือกยุติเส้นทางเพียงแค่นี้ หรือการเลือกทัวร์นาเมนต์ในอำลา
เมื่อไม่มีไฟแล้ว ครั้นจะฝืนไปก็มีแต่แย่กับแย่ สู้อำลาเสียตอนที่ยังเหลือภาพดีๆ ให้คนจดจำเสียดีกว่า
“ผมยังต้องการเล่นได้อยู่ตอนเลิกเล่น ดีกว่าให้คนพูดว่าเขาควรจะรีไทร์ไปนานแล้ว”
ขณะที่นี่เป็นโอกาสดีที่เขาจะโบกมือลาด้วยความประทับใจ หลังจากเป็นที่พิเศษที่เคยประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่
“ผมต้องการจบแบบสวยงามที่นี่เสมอ ผมมีครอบครัวและเพื่อนมากมายอยู่ที่นี่ ผมคิดมาตลอดปีว่าผมจะตัดสินใจได้เมื่อลงเล่นทัวร์นาเมนต์นี้ และผมก็รู้ตั้งแต่รอบแรก”
เห็นได้จากในรอบสองหลังการประกาศแขวนแร็กเกต ไม่เพียงบรรยากาศความคึกคักของผู้ชมเต็มสนาม แต่ ร็อดดิก ยังโชว์ฟอร์มยอดเยี่ยม เล่นแบบไม่มีความกดดัน
“ผมไม่รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น มันเป็นความรู้สึกประหม่ากว่าที่ผ่านมา ผมแปลกใจมาก” ร็อดดิก กล่าวถึงความรู้สึกในการลงสนาม ซึ่งอาจจะเป็นแมตช์สุดท้ายในอาชีพนักหวด
สำหรับอนาคตหลังจากนี้ นักหวดอเมริกันจะใช้เวลาพักผ่อนกับครอบครัวสักพักและไม่ได้หันหลังให้กับวงการลูกสักหลาดเสียทีเดียว เมื่อตั้งใจทำงานกับมูลนิธิของตัวเอง ซึ่งมุ่งมั่นในการวางรากฐานเทนนิสให้กับเยาวชน
แต่ตอนนี้เส้นทางอาชีพนักหวดของ ร็อดดิก ยังไม่จบลง หลังเอาชนะ เบอร์นาร์ด โทมิช ดาวรุ่งออสเตรเลียน 6-3, 6-4, 6-0 ผ่านเข้ารอบสามยูเอส โอเพน
ไม่แน่ เอร็อด อาจจะไว้ลาย อำลาอย่างยิ่งใหญ่ก็ได้ใครจะไปรู้







