
ดาวหางสว่างใหญ่ในต้นปี 2556
เดือน มี.ค. 2556 หรืออีกราว 6 เดือนข้างหน้า จะมีดาวหางดวงหนึ่งเคลื่อนเข้าใกล้โลกและดวงอาทิตย์ คาดว่าจะมีความสว่างมากในระดับที่สามารถสังเกตเห็นได้ด้วยตาเปล่า
เดือน มี.ค. 2556 หรืออีกราว 6 เดือนข้างหน้า จะมีดาวหางดวงหนึ่งเคลื่อนเข้าใกล้โลกและดวงอาทิตย์ คาดว่าจะมีความสว่างมากในระดับที่สามารถสังเกตเห็นได้ด้วยตาเปล่า
ดาวหางดวงนี้มีชื่อว่า แพนสตาร์ส (C/2011 L4 PANSTARRS) เป็นชื่อที่ตั้งตามโครงการแพนสตาร์ส (PanSTARRS ย่อมาจาก Panoramic Survey Telescope & Rapid Response System) ซึ่งเป็นโครงการสำรวจท้องฟ้าโดยมีเป้าหมายหลักในการค้นหาดาวเคราะห์น้อยและดาวหางที่อาจเป็นภัยคุกคามโลก มีข้อสังเกตว่าโครงการนี้ใช้ชื่อย่อในภาษาอังกฤษว่า PanSTARRS แต่ในชื่อดาวหางที่สหพันธ์ดาราศาสตร์สากลกำหนดนั้น ใช้อักษรตัวใหญ่ทั้งหมด และเขียนติดกัน ส่วน C/ หมายถึงดาวหางคาบยาวหรือดาวหางที่มีวงโคจรเป็นรูปพาราโบลาหรือไฮเพอร์โบลา ตัวเลขและตัวอักษรที่ตามมา บ่งบอกปีและลำดับที่ค้นพบในปีนั้น
นักดาราศาสตร์ค้นพบดาวหางแพนสตาร์สในภาพถ่ายซีซีดีที่ถ่ายไว้เมื่อวันที่ 6 มิ.ย. 2554 ผ่านกล้องโทรทรรศน์แพนสตาร์ส 1 (ย่อว่า PS1) ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 1.8 เมตร ตั้งอยู่ที่ยอดเขาฮาเลอาคาลา (Haleakala) ในหมู่เกาะฮาวายของสหรัฐอเมริกา ขณะค้นพบดาวหางสว่างที่โชติมาตรประมาณ 19.4 อยู่ในกลุ่มดาวแมงป่อง หากเทียบกับดาวที่จางที่สุดที่ตาเปล่าของมนุษย์มองเห็น ดาวหางจางกว่านั้นราว 1.5 แสนเท่า (ตัวเลขโชติมาตรใช้บอกความสว่างของวัตถุท้องฟ้า ยิ่งน้อยยิ่งสว่าง) หลังจากนั้นได้พบภาพถ่ายที่ถ่ายติดดาวหางดวงนี้ในคลังภาพของโครงการเมาต์เลมมอน (Mt. Lemmon Survey) รัฐแอริโซนา ซึ่งเป็นภาพที่ถ่ายไว้เมื่อวันที่ 24 พ.ค. 2554 ก่อนการค้นพบ ช่วยให้การคำนวณวงโคจรทำได้แม่นยำขึ้น
ขณะค้นพบดาวหางแพนสตาร์สอยู่ห่างจากดวงอาทิตย์ไกลถึง 7.9 หน่วยดาราศาสตร์ อยู่ระหว่างวงโคจรของดาวพฤหัสบดีกับดาวเสาร์(1 หน่วยดาราศาสตร์ ใกล้เคียงกับระยะทางเฉลี่ยระหว่างโลกกับดวงอาทิตย์) การคำนวณวงโคจรในช่วงแรกพบว่าดาวหางจะเข้าใกล้ดวงอาทิตย์ที่สุดในกลางเดือน เม.ย. 2556 โดยมีระยะห่างจากดวงอาทิตย์เพียง 0.3 หน่วยดาราศาสตร์ ระยะใกล้ขนาดนั้น ทำให้มีความหวังว่ามันจะเป็นดาวหางที่สว่างมากดวงหนึ่ง
ผลการคำนวณล่าสุดพบว่าดาวหางมีวงโคจรเป็นรูปไฮเพอร์โบลา จะผ่านจุดใกล้ดวงอาทิตย์ที่สุดในวันที่ 10 มี.ค. 2556 และใกล้โลกที่สุดในวันที่5 มี.ค. 2556 ที่ระยะ 1.1 หน่วยดาราศาสตร์(ตรงกับวันที่ 6 มี.ค. ตามเวลาประเทศไทย) ระนาบวงโคจรเกือบตั้งฉากกับวงโคจรโลก โดยเอียงทำมุม 84 องศา
กลางเดือน ม.ค. 2556 ดาวหางอยู่บริเวณกลุ่มดาวแมงป่อง คาดว่าจะสว่างที่โชติมาตร 68 สว่างพอจะเห็นได้ด้วยกล้องสองตา โดยสังเกตได้ดีจากซีกโลกใต้ ประเทศไทยยังไม่สามารถสังเกตได้ หรือสังเกตได้ยากมาก เนื่องจากดาวหางอยู่ใกล้ขอบฟ้าในขณะที่ท้องฟ้าเริ่มสว่างในเวลาเช้ามืด เดือน ก.พ. 2556 ความสว่างของดาวหางจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่ยังคงสังเกตได้ดีจากซีกโลกใต้ โดยอยู่บนท้องฟ้าทิศตะวันออกเฉียงใต้ในเวลาเช้ามืด
ปลายเดือน ก.พ. 2556 ดาวหางอาจสว่างที่โชติมาตร 12 (ใกล้เคียงกับดาวอังคารที่เห็นได้ในเวลาหัวค่ำของช่วงเวลานี้) และย้ายไปปรากฏบนท้องฟ้าเวลาหัวค่ำ โดยซีกโลกใต้ยังคงเป็นซีกโลกที่สังเกตดาวหางได้ดี ส่วนประเทศไทยยังสังเกตไม่ได้ เพราะดาวหางจะตกลับขอบฟ้าเกือบพร้อมกับดวงอาทิตย์
เวลาหัวค่ำของวันที่ 9-17 มี.ค. 2556 น่าจะเป็นช่วงที่สังเกตดาวหางดวงนี้ได้ดีที่สุดสำหรับประเทศไทย เนื่องจากคาดว่าจะเป็นช่วงที่ดาวหางสว่างที่สุด และตกลับขอบฟ้าช้าที่สุด อย่างไรก็ตาม การสังเกตส่วนหัวของดาวหางแพนสตาร์สอาจยากสำหรับประเทศไทย เพราะดาวหางปรากฏให้เห็นได้เฉพาะในเวลาที่ยังมีแสงสนธยา ท้องฟ้าไม่มืดสนิท และดาวหางจะอยู่ใกล้ขอบฟ้า ถึงกระนั้นมีความหวังว่าเราอาจสังเกตเห็นส่วนหางที่ทอดยาวขึ้นมาเหนือขอบฟ้าได้
จากแนวโน้ม คาดว่าวันที่ 8-12 มี.ค. 2556 น่าจะเป็นช่วงที่ดาวหางสว่างที่สุด โชติมาตรอาจอยู่ในช่วง +1 ถึง 1 ซึ่งนับว่าสว่างมาก แต่อาจจางกว่านี้หากมันไม่เคยเข้าใกล้ดวงอาทิตย์มาก่อน (คล้ายกรณีของดาวหางโคฮูเทคเมื่อ พ.ศ. 2516 ที่สว่างน้อยกว่าความคาดหมาย) แอนเรีย แคมเมอเรอร์ (Andreas Kammerer) นักฟิสิกส์และนักดาราศาสตร์สมัครเล่นชาวเยอรมัน ผู้เชี่ยวชาญเรื่องดาวหาง ระบุว่าหากดาวหางสว่างถึงโชติมาตร 0.5 หางอาจยาว 18 องศา แต่ถ้าจางกว่านั้นที่โชติมาตร 4.0 หางอาจสั้นเพียง 4 องศา
การสังเกตทำได้ตั้งแต่เวลาหลังดวงอาทิตย์ตกไปแล้ว 30 นาที (ภาคกลางตรงกับเวลาประมาณ 1 ทุ่ม) โดยหันหน้าไปทางทิศตะวันตก อุปสรรคสำคัญในการสังเกตดาวหางดวงนี้ในช่วงดังกล่าว คือดาวหางอยู่ห่างดวงอาทิตย์เพียง 15 องศา จึงมีเวลาสังเกตได้ไม่นาน และดาวหางจะอยู่ใกล้ขอบฟ้ามาก จึงต้องสังเกตจากสถานที่ที่ขอบฟ้าทิศตะวันตกเปิดโล่ง ไม่มีสิ่งใดบดบัง หรือสังเกตจากอาคารสูง และอาจต้องใช้กล้องสองตาช่วยกวาดหาบริเวณขอบฟ้า ตาเปล่ามีโอกาสเห็นได้ หากดาวหางสว่างมาก มีหางยาว และท้องฟ้าเปิด ไม่มีเมฆหมอกและฝุ่นควันบดบัง
ปลายเดือน มี.ค. ประเทศในละติจูดสูงๆ ของซีกโลกเหนือ จะสังเกตดาวหางได้ดี โดยดาวหางจะเคลื่อนไปทางเหนือและจางลงเรื่อยๆ ผ่านใกล้ดาวเหนือที่ระยะห่าง 5 องศา ในปลายเดือน พ.ค. 2556
ปรากฏการณ์ท้องฟ้า (29 ก.ย.)
เวลาหัวค่ำมีดาวอังคารกับดาวเสาร์เป็นดาวเคราะห์ 2 ดวง อยู่บนท้องฟ้าทิศตะวันตก ดาวเสาร์อยู่ต่ำกว่าและเยื้องไปทางขวามือของดาวอังคาร เมื่อสังเกตทุกวันจะพบว่าดาวเคราะห์ทั้งสองกำลังเคลื่อนห่างออกจากกัน กลางสัปดาห์นี้ดาวเสาร์ตกลับขอบฟ้าก่อนในเวลาเกือบ 3 ทุ่ม ดาวอังคารตกช้ากว่าราวครึ่งชั่วโมง
เวลาเที่ยงคืนครึ่ง เริ่มเห็นดาวพฤหัสบดีขึ้นมาเหนือขอบฟ้าทิศตะวันออกที่มุมเงย 10 องศา จากนั้นเวลาตี 3 ครึ่ง ดาวศุกร์จะขึ้นตามมา โดยอยู่ในทิศใกล้เคียงกับจุดที่ดาวพฤหัสบดีขึ้น เมื่อฟ้าสาง ดาวพฤหัสบดีจะขึ้นไปอยู่สูงเกือบถึงจุดเหนือศีรษะ ส่วนดาวศุกร์อยู่ที่มุมเงย 30 องศา
สัปดาห์นี้เป็นข้างแรม ดวงจันทร์อยู่บนท้องฟ้าในเวลาเช้ามืดของทุกวัน เช้ามืดวันศุกร์ที่ 7 ก.ย. จะเห็นดวงจันทร์มีส่วนสว่างมากกว่าครึ่งดวงเล็กน้อย ปรากฏอยู่สูงกลางฟ้า ใกล้กระจุกดาวลูกไก่ จากนั้นเช้ามืดวันเสาร์ที่ 8 ก.ย. ดวงจันทร์สว่างครึ่งดวงผ่านใกล้ดาวพฤหัสบดีและดาวอัลเดบารัน ซึ่งเป็นดาวสว่างในกลุ่มดาววัว ดวงจันทร์ห่างดาวพฤหัสบดี6 องศา ห่างดาวอัลเดบารัน 5 องศา







