posttoday
ผักเปื้อนสารพิษ ชีวิตต้องสู้ของผู้บริโภค

ผักเปื้อนสารพิษ ชีวิตต้องสู้ของผู้บริโภค

31 สิงหาคม 2555

ตกเป็นข่าวฉาวโฉ่บนหน้าหนังสือพิมพ์ เมื่อเครือข่ายเตือนภัยสารเคมีกำจัดศัตรูพืช หรือ Thai-PAN จับมือนิตยสารฉลาดซื้อ

โดย...อินทรชัย พาณิชกุล

ตกเป็นข่าวฉาวโฉ่บนหน้าหนังสือพิมพ์ เมื่อเครือข่ายเตือนภัยสารเคมีกำจัดศัตรูพืช หรือ Thai-PAN จับมือนิตยสารฉลาดซื้อ ลงไปสำรวจการปนเปื้อนของสารเคมีในผักที่วางขายตามซูเปอร์มาร์เก็ต ตลาดสด รถเร่ แล้วพบความจริงอันน่าตกใจว่ามีผักยอดนิยม 7 ชนิดปนเปื้อนสารเคมีศัตรูพืช หรือยาฆ่าแมลงในปริมาณที่เกินค่ามาตรฐาน เล่นเอาชาวบ้านสะดุ้งขนลุกกันเป็นแถว เพราะไม่มีวันรู้เลยว่าบรรดาผักสดสีเขียวที่หยิบขึ้นมาปรุงอาหาร ต้ม ผัด แกง หรือจิ้มน้ำพริกนั้นอาจมีพิษ ส่งผลให้เจ็บป่วยถึงขั้นเสียชีวิตได้

หลังลงพื้นที่สุ่มเก็บตัวอย่างผักที่รับประทานเป็นประจำ 7 ชนิด ได้แก่ กะหล่ำปลี คะน้า ถั่วฝักยาว ผักกาดขาว ผักบุ้งจีน ผักชี พริกจินดา ทั้งที่ได้รับเครื่องหมายรับรองมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหาร หรือเครื่องหมายคิว และผักตราห้าง (House Brand) ตามซูเปอร์มาร์เก็ตบนห้างใจกลางกรุง พบว่ามีสารเคมีตกค้างเกินค่ามาตรฐานกว่า 43% ของทั้งหมด

นอกจากนี้ ยังลุยตลาดสดอีกสองแห่ง คือ ตลาดห้วยขวาง และตลาดประชานิเวศน์ รวมถึงรถเร่ทั่วไป ก็พบสารเคมีตกค้างเกินมาตรฐานกว่า 38.1%

งานนี้ผู้บริโภครับเต็มๆ ทั้งขึ้นทั้งล่อง ไม่ว่าผักบนห้าง ในตลาด แม้กระทั่งรถเร่ขายตามหมู่บ้าน

ผักเปื้อนสารพิษ ชีวิตต้องสู้ของผู้บริโภค

 

“จะเห็นว่าแม้คุณภาพและราคาผักแต่ละแห่งจะแตกต่างกัน แต่กลับพบปริมาณสารเคมีปนเปื้อนในระดับใกล้เคียงกัน ราคาผักแพง หมายความว่าผักควรมีคุณภาพ แต่ขณะนี้เราไม่เห็นความแตกต่างเลย ทั้งบนห้างและนอกห้าง ขนาดมีตรารับรองความปลอดภัย สุดท้ายก็ยังมีปัญหา”

เสียงทอดถอนใจของ วิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ ผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถี หนึ่งในกลุ่มผู้ที่ต่อสู้เรื่องผักปนเปื้อนมาแรมปี เขาเผยว่า นอกจากภัยธรรมชาติ น้ำมันแพง ค่าแรงขึ้น ต้นทุนสำคัญที่ส่งผลให้ราคาผักแพงหูฉี่ในทุกวันนี้ก็คือสารเคมีกำจัดศัตรูพืชหรือยาฆ่าแมลงนั่นเอง

จากสถิติการนำเข้าวัตถุอันตรายของสำนักควบคุมพืชและวัสดุการเกษตร กรมวิชาการเกษตร เมื่อปี 2553 ระบุว่า ไทยมีการนำเข้าสารเคมีกำจัดศัตรูพืชมากถึง 120 ล้านกิโลกรัม คิดเป็นเงินกว่า 1.8 หมื่นล้านบาท เทียบกับปี 2543 ที่มีการนำเข้ามาแค่ประมาณ 50 ล้านกิโลกรัมเท่านั้น

เรียกว่าเพิ่มขึ้น 23 เท่าตัวเลยทีเดียว

“คาดการณ์กันว่าค่าใช้จ่ายในส่วนของสารเคมีกำจัดศัตรูพืชที่เกษตรกรต้องจ่ายอยู่ที่ประมาณ 10-30% ของต้นทุนทั้งหมด จะโทษตัวเกษตรกรฝ่ายเดียวไม่ได้ เพราะภาครัฐเองก็ไม่มีมาตรการควบคุมการนำเข้า จำหน่าย และใช้สารเคมีที่ชัดเจน นโยบายสนับสนุนแนวคิดเรื่องการทำเกษตรอินทรีย์ก็ไม่เข้มแข็งพอ

ฝั่งบริษัทจำหน่ายสารเคมียังโหมโฆษณา แจกรางวัล อัดโปรโมชันสินค้าแบบไม่ลืมหูลืมตา ขณะที่ผู้บริโภคก็ยังมีพฤติกรรมการกินผักแบบเดิมๆ ตลอดทั้งปี เกษตรกรจึงจำเป็นต้องเลือกปลูกแต่ผักตามที่ตลาดต้องการ ต้องพึ่งพาสารเคมี เพื่อให้ผลผลิตออกมามีปริมาณมากพอที่จะมีกำไร”

ผักเปื้อนสารพิษ ชีวิตต้องสู้ของผู้บริโภค

 

ประเด็นสำคัญที่สุดหนีไม่พ้นเรื่องสุขภาพอันย่ำแย่ของเกษตรกรไทย ที่ล้วนได้รับผลกระทบจากสารเคมีสะสมตกค้างในร่างกาย บางคนอ่อนเปลี้ยเพลียแรง ล้มป่วยกระเสาะกระแสะ หลายคนเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งในระยะยาว

“เท่าที่ฟังการอธิบายของทางกระทรวงเกษตรฯ เอง บอกว่าไทยเราเป็นประเทศเกษตรกรรม ฉะนั้นการประกาศยกเลิกสารเคมีบางตัวอาจทำให้กระทบต่อการผลิตอาหาร กระทบต่อตลาดส่งออก ผมว่ามันเป็นเหตุผลที่ฟังไม่ขึ้น ถ้าคุณต้องการปกป้องเกษตรกรจริงๆ ควรดูแลผลกระทบด้านสุขภาพเขาด้วย เพราะสารเคมีทั้ง 4 ตัว ส่งผลกระทบรุนแรงต่อพวกเขาโดยตรง”

สารทั้ง 4 ชนิด ได้แด่ คาร์โบฟูราน ไดโครโตฟอส เมโทมิล และอีพีเอ็น นับว่าเป็นสารพิษร้ายแรงในกลุ่ม 1a และ 1b ตามการจัดลำดับโดยองค์การอนามัยโลก (WHO) มีพิษเฉียบพลันสูง มีอันตรายถึงชีวิตแม้จะได้รับสารพิษเพียงเล็กน้อย

ทั้งหมดถูกจัดอยู่ในบัญชีดำที่หลายประเทศทั่วโลก อาทิ สหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป ตลอดจนเพื่อนบ้านอย่างพม่า มาเลเซีย สิงคโปร์ ได้ประกาศแบน ห้ามผลิต นำเข้า ใช้ และตกค้างในพืชผลทางการเกษตรเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

“เรามีทางเลือกไม่ต้องใช้สารเคมีเลยก็ได้ นั่นคือแนวทางเกษตรอินทรีย์ สังคมไทยรู้ว่าเกษตรอินทรีย์ไปได้ แต่ยังไม่เข้มแข็งพอ ยังเป็นแค่เพียงกระแส เป็นแฟชั่นการบริโภค ข้อจำกัดยังมีอยู่มาก ขาดนโยบายสนับสนุนอย่างจริงจัง สร้างความรู้ความเข้าใจจากภาครัฐ ตลาดยังเล็ก หาซื้อยาก แต่ผมยังเชื่อมั่นพลังของสาธารณะ พลังของผู้บริโภคว่าจะสามารถผลักดันให้มีการควบคุมสารเคมีให้เข้มงวดมากขึ้น และเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีได้”

ปรกชล อู๋ทรัพย์ เครือข่ายเตือนภัยสารเคมีกำจัดศัตรูพืช เสนอทางออก 3 ข้อ หนึ่ง กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จะต้องดำเนินการควบคุมการส่งเสริมการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชของบริษัทสารเคมีและเกษตรกร ให้เข้มงวดเท่าเทียมกับที่มีมาตรการที่ใช้กับผักส่งออก โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลิตภัณฑ์ที่ติดตรา Q ซึ่งเป็นมาตรฐานที่กรมวิชาการเกษตรกำกับอยู่ รวมถึงการยกเลิกการขึ้นทะเบียน และห้ามมิให้มีการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช ซึ่งหลายประเทศห้ามใช้แล้วโดยทันที

ผักเปื้อนสารพิษ ชีวิตต้องสู้ของผู้บริโภค

 

“ฝั่ง อย. ก็ต้องมีมาตรการในการสุ่มตรวจดูแลความปลอดภัยของผักและผลไม้ โดยประสานความร่วมมือกับเครือข่ายภาคประชาสังคมและองค์กรผู้บริโภค ทำงานในเชิงรุกร่วมกับห้างขนาดใหญ่และตลาดสดที่อยู่ภายใต้กำกับของกรุงเทพมหานคร องค์กรท้องถิ่น หรือภาคเอกชน เพื่อให้ผักและผลไม้ภายในประเทศปลอดภัยกว่านี้

ขณะที่ผู้บริโภคและประชาชนทั่วไปต้องร่วมกันสนับสนุนและผลักดันเกษตรกรรมอินทรีย์ เกษตรกรรมยั่งยืน ซึ่งปฏิเสธและหลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช ให้เป็นแนวทางหลักของระบบเกษตรและอาหารของประเทศ อีกทั้งร่วมอุดหนุนผักและผลไม้จากระบบการผลิตดังกล่าวให้มากยิ่งขึ้น” ปรกชล กล่าว

ด้าน สารี อ๋องสมหวัง ประธานมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ยืนยันว่า หลังจากข่าวผักเปื้อนสารเคมีแพร่หลายออกไป ชาวบ้านร้านตลาดเริ่มตื่นตัวกันมากขึ้น

“ผู้บริโภคให้ความสำคัญเรื่องความปลอดภัยอยู่แล้ว แต่วันนี้ทางเลือกยังน้อยและไม่ปลอดภัย จากนี้ไปผู้บริโภคคงเตรียมตัวมากขึ้น แต่อาจต้องลงทุนบ้าง หาข้อมูลดูว่าที่ไหนมีกระบวนการเกษตรอินทรีย์ ก็ไปอุดหนุนเกษตรกรที่ปลูกผักโดยไม่พึ่งสารเคมี การกินผักออร์แกนิก ช่วยทั้งเกษตรกร ช่วยทั้งสุขภาพตัวเอง แถมช่วยเรื่องสิ่งแวดล้อมด้วย”


 

 

ข่าวล่าสุด

โปรแกรมบอล บอลวันนี้ ดูบอลสด ถ่ายทอดสด วันเสาร์ที่ 17 ต.ค. 69

โปรแกรมบอล บอลวันนี้ ดูบอลสด ถ่ายทอดสด วันเสาร์ที่ 17 ต.ค. 69