
ผู้หญิง ความรัก ตัณหา และความเงียบงัน
โดย...มัลลิกา
โดย...มัลลิกา
“ในรูปเงา” ผลงานของ “เงาจันทร์” ถูกเลือกให้เป็นนวนิยายรางวัลยอดเยี่ยม นายอินทร์อะวอร์ด ปี 2554 ได้รับคำประกาศว่า เป็นนวนิยายขนาดสั้นในแนวขนบของสัจนิยม กึ่งๆ แนวนิยายพาฝัน ที่เล่าเรื่องรักโศกของชีวิตคนและสัตว์ ภายใต้พล็อตเรื่องรักสามเศร้าอันดูจะธรรมดาสามัญ...
และในปีถัดมา นวนิยายเล่มนี้ได้ถูกคัดเลือกให้เป็น 1 ใน 7 เล่มสุดท้ายของรางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียน (ซีไรต์) ปี 2555 ซึ่งคณะกรรมการได้ลงความเห็นว่า นวนิยายเรื่องนี้ประกอบสร้างขึ้นด้วยองค์ประกอบที่แตกต่างจนคล้ายเป็นคู่ตรงข้าม แต่ก็สามารถผสมผสานกันอย่างกลมกลืน เรื่องราวเรียบง่ายจึงได้รับการเสกสรรให้กลายเป็นงานวรรณกรรมอันงดงาม คล้ายภาพวาดที่เต็มไปด้วยมิติแสงเงาอันซับซ้อน อ่อนไหว และมีเสน่ห์ชวนติดตาม...
เงาจันทร์ ตั้งใจเขียนในรูปเงาเพื่อส่งเข้าประกวดรางวัลนายอินทร์อะวอร์ด หลังพลาดหวังจากการส่งนวนิยายเข้าประกวดอีกโครงการหนึ่ง เพราะเธอต้องการหาคำตอบให้กับตัวเอง “เรามีความรู้สึกว่าเวลาทำงานเรื่องยาวไม่ประสบความสำเร็จ มีข้อบกพร่องทุกครั้ง เลยอยากพิสูจน์ตัวเองอีกครั้ง ทำไมงานจึงอ่อนแอ” (นวนิยายเล่มแรกของเงาจันทร์ คือ “ชีวิตเหมือนฝันอันอาดูร” ผ่านเข้ารอบ 15 เล่มรางวัลซีไรต์ปี 2549) การฮึดเขียนนวนิยายอีกเรื่อง ภายในเวลาอันจำกัดเพียง 2 อาทิตย์ อีกทั้งยังเป็นช่วงหยุดงานเพื่อพักฟื้นร่างกายหลังจากการผ่าตัดเนื้องอกอีกด้วย จึงเป็นการทำงานที่ท้าทาย ทว่าเธอมีพล็อตเรื่อง ตัวละคร และฉาก ซึ่งเป็นท้องไร่ท้องนาที่เธอคุ้นเคยมาตั้งแต่เด็ก สิ่งที่ยากก็คือการร้อยรัด เรียบเรียงเข้าด้วยกัน
แต่สำหรับรางวัลซีไรต์นั้น เงาจันทร์ ไม่ได้คาดคิด มิหนำซ้ำยังไม่รู้เนื้อรู้ตัวเสียด้วยว่าหนังสือได้ถูกส่งเข้าประกวด ดังนั้น ในรูปเงา จะได้รับรางวัลนี้หรือไม่ก็ตาม เป็นเรื่องที่เธอไม่สามารถกะเกณฑ์และคาดหวังใดๆ...
“อำไพ สังข์สุข” คือเจ้าของนามปากกา เงาจันทร์ เป็นอาจารย์สอนวิชาภาษาอังกฤษ โรงเรียนเบญจมเทพอุทิศ จ.เพชรบุรี เธอใช้เวลาว่างเว้นจากเวลาราชการเขียนหนังสือที่ใจสมัครรักใคร่มาตั้งแต่เยาว์วัย จากวันที่เริ่มเขียนจริงๆ จังๆ นับถึงวันนี้กินเวลาเป็นสิบปี มีผลงานรวมเล่ม 10 เรื่อง
“เรารู้สึกว่าระหว่างเรากับคนที่เราอยู่ด้วยมันก็มีความลับ และการที่เราไม่พูดกันก็ก่อให้เกิดปัญหา ปัญหาไม่ได้เกิดจากตัวเรา แต่เกิดจากคนอื่นด้วย แต่ถ้าเรากระจ่างในตัวเราก็สามารถแก้ไขปัญหาได้ แต่พลิ้ว (ตัวละครในรูปเงา) ไม่ใช่คนแบบนั้น พลิ้วเป็นคนไม่รู้เรื่องรู้ราวกับชีวิต ไม่เข้าใจแม้กระทั่งความรู้สึกของตัวเองหรือของคนอื่น เขามีพ่อเป็นผู้ยึดเหนี่ยว มีพ่อเป็นเงา แต่ลึกๆ แล้วเขาไม่มีความเข้าใจ” เงาจันทร์ เอ่ยถึงที่มาของตัวละคร และที่มาของประเด็นในนวนิยายในรูปเงา
ในเรื่องนี้ตัวละครมีไม่มาก ตัวเด่นก็มี 4 คน รวมกับสัตว์ 1 ตัว นั่นก็คือ “เจ้าดอกรุงรัง” วัวหนุ่มจอมทโมนที่นักเขียนได้ใส่รายละเอียดและให้น้ำหนักในบทบาทมากพอๆ กับ “พลิ้ว” เจ้าของมัน ซึ่งผู้เขียนมีเจตนาสะท้อนให้เห็นถึงลักษณะและสัญชาตญาณของมนุษย์กับเดรัจฉาน ที่ดำเนินควบคู่กันมา
“ด้วยตัวละครเรามีน้อย จึงต้องทำให้บทบาทตัวละครเข้มข้น ตัวละครซับซ้อน มีปมขัดแย้งสูง และไม่เคยคลี่คลายเอง ก็ตั้งคำถามไปเรื่อยๆ ว่ามันคืออะไรกันแน่ เป็นการเดินเรื่องไปเรื่อยๆ บีบคั้นภายในจิตใจไปเรื่อย ตอนเขียนเรื่องนี้มีสติไม่กังวลกับเรื่องอื่น ก็ทุ่มเทใจไปกับเรื่องราวนี้ ค่อยๆ ต่อเรื่องต่อราวให้เนียนที่สุด ตั้งคำถามแล้วค้างไว้ให้คนอ่านคิดเอง และก็ต่อเรื่องไปเรื่อยๆ ในเรื่องจะเป็นการตั้งคำถามของเด็กหนุ่มชื่อพลิ้ว ว่าตัวเองเป็นลูกของใคร ชีวิตเขาโดดเดี่ยวไม่มีใครจะพูดด้วยก็เล่นกับเงาของตัวเองกับเงาของพ่อ”
เรื่องนี้ไม่ค่อยมีบทสนทนา ทว่าเน้นการบรรยายพรรณนาสิ่งรอบๆ ตัวละครอย่างละเอียดลออ ให้ความรู้สึกพลิ้วไหวแต่ก็ทรงพลังและกระชับอยู่ในที ซึ่งเป็นสไตล์งานเขียนของเงาจันทร์ ดังที่นักเขียนรุ่นพี่ “ชมัยพร แสงกระจ่าง” เคยบอกว่า งานเขียนของเงาจันทร์ “จิกแล้วจิกอีก”
“ในเรื่องนี้พยายามลดทอนการพรรณนาลงไปเยอะแล้ว (หัวเราะ) เมื่อก่อนเจอดอกไม้ แม่น้ำ เราก็จะอยู่กับมันเสียนาน เพราะชอบเขียนแนวนี้ ชอบใช้ภาษาสวยๆ แต่พอได้รับคำติก็นำมาแก้ไข แต่ก็ไม่ทิ้งสไตล์งานเขียนของเงาจันทร์ต้องเป็นแบบนี้แหละ ตอนเขียนไม่ได้นึกว่าจะเขียนแนวสัจนิยม หรืองานขนบอะไร แต่เราชอบเขียนเรื่องพรรณนา ดำเนินเรื่องร้อยต่อกันไปเรื่อยๆ ไม่มีการตัดสลับซับซ้อน ส่วนบทสนทนาในเรื่องนี้ก็เป็นไปตามชื่อเรื่อง ในรูปเงา เล่นอยู่กับเงา เหมือนคนสองคนอยู่ด้วยกันเพราะความผูกพัน ไม่ค่อยพูดกันอยู่แล้ว คิดแล้วไม่กล้าถาม มัวแต่คาดเดา รอยยิ้มนั้นหมายถึงอะไร พ่อถอนใจหมายถึงอะไรนะ ไอ้พลิ้วพูดกับตัวเองเยอะมากแต่ไม่กล้าถาม ซึ่งเป็นมุมของพลิ้วคนเดียว คนอ่านก็จะรู้เท่าที่พลิ้วรู้ นอกนั้นก็คิดกันเอาเอง”
แม้กระทั่งฉากจบ เงาจันทร์ยังมิวายให้พลิ้วและคนอ่านตั้งคำถามต่อ... ซึ่งเป็นเรื่องสะเทือนใจยิ่งนัก ในความดีงามของมนุษย์ และหรือบางทีก็ดิบเถื่อน ไม่ต่างจากเดรัจฉาน







