posttoday
เตรียมพร้อมแหล่งพลังงาน เพื่อการพัฒนาประเทศ

เตรียมพร้อมแหล่งพลังงาน เพื่อการพัฒนาประเทศ

25 สิงหาคม 2555

พลังงานไฟฟ้าคือหนึ่งในพลังงานที่ไม่เพียงนำความสว่างไสวยามค่ำคืนมาให้กับมนุษย์ แต่ยังเป็นพลังงานสำคัญที่ทำให้เกิดการพัฒนาและสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจนานัปการ ดังนั้นการขาดแคลนพลังงานไฟฟ้าคงเป็นสิ่งที่ประเทศไหนในโลกไม่อยากให้เกิดขึ้นอย่างแน่นอน

พลังงานไฟฟ้าคือหนึ่งในพลังงานที่ไม่เพียงนำความสว่างไสวยามค่ำคืนมาให้กับมนุษย์ แต่ยังเป็นพลังงานสำคัญที่ทำให้เกิดการพัฒนาและสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจนานัปการ ดังนั้นการขาดแคลนพลังงานไฟฟ้าคงเป็นสิ่งที่ประเทศไหนในโลกไม่อยากให้เกิดขึ้นอย่างแน่นอน

ไม่นานมานี้เราคงได้ยินข่าวคราวเกี่ยวกับกรณีของการเกิดไฟฟ้าดับในประเทศอินเดีย ซึ่งกินพื้นที่เป็นวงกว้างกว่า 20 รัฐ ส่งผลให้ประชาชนกว่า 600 ล้านคนไม่มีไฟฟ้าใช้ โดยเฉพาะในรัฐทมิฬนาฑู หนึ่งศูนย์กลางทางด้านอุตสาหกรรมยานยนต์ขนาดใหญ่ของประเทศ ก็ได้รับผลกระทบจากไฟฟ้าดับในครั้งนี้ด้วย ส่งผลให้ผู้ประกอบการธุรกิจรถยนต์จากต่างประเทศเกิดความวิตกกังวลและผู้ประกอบการรายย่อยบางส่วน ทยอยปิดกิจการไปบ้างแล้วอันเนื่องมาจากเครื่องจักรไม่สามารถทำงานต่อเนื่อง การขาดแคลนไฟฟ้าดังกล่าวนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก แต่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องมานานแล้วในประเทศอินเดีย สาเหตุมาจากปริมาณการใช้ไฟฟ้าสูงกว่ากำลังการผลิตของประเทศ

เตรียมพร้อมแหล่งพลังงาน เพื่อการพัฒนาประเทศ

และอีกหนึ่งสถานการณ์ทางด้านพลังงานไฟฟ้าที่ทั่วโลกยังคงจับตาต่อเนื่องตลอด 1 ถึง 2 ปีที่ผ่านมานี้ นั่นก็คือสถานการณ์พลังงานไฟฟ้าในญี่ปุ่น เพราะภายหลังจากการปิดตัวลงของโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์กว่า 50 แห่งทั่วประเทศเพื่อตรวจสอบระบบ ส่งผลให้ประชาชนบางส่วนของประเทศที่พึ่งพาไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ต้องช่วยกันลดใช้พลังงานไฟฟ้าเพื่อไม่ให้เกิดสถานการณ์ “Black out” แต่ด้วยความมีจิตสาธารณะและความสามัคคีบวกกับการเตรียมแผนรองรับอย่างเป็นระบบทำให้วิถีชีวิตของชาวญี่ปุ่นไม่ได้รับผลกระทบมากนัก จึงทำดูเหมือนว่าจริงๆ แล้วประเทศญี่ปุ่นไม่จำเป็นต้องมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ต่อไปก็ยังสามารถใช้ชีวิตได้ แต่ความท้าทายล่าสุดที่ญี่ปุ่นกำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้ คือความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงในฤดูร้อน ทำให้รัฐบาลต้องฝ่ากระแสกดดันทางสังคมเพื่อเปิดเดินเครื่องโรงไฟฟ้า 2 แห่งเพื่อไม่ให้เกิดสถานการณ์ “Black out” ขึ้นในประเทศ เพราะการปิดตังลงของโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ทำให้ไฟฟ้าหายไปจากระบบกว่าร้อยละ 30 ดังนั้นจึงต้องมีการดึงพลังงานไฟฟ้าจากส่วนอื่นๆ เข้ามาทดแทน นั่นก็คือจากโรงไฟฟ้าน้ำมันและโรงไฟฟ้าถ่านหิน ซึ่งเป็นสองชนิดโรงไฟฟ้าหลักของญี่ปุ่น แต่การที่ญี่ปุ่นจะสามารถทำเช่นนั้นได้ จะต้องมีการวางแผนล่วงหน้าเกี่ยวกับการวางสัดส่วนเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้า

เตรียมพร้อมแหล่งพลังงาน เพื่อการพัฒนาประเทศ

กล่าวคือญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีศักยภาพสูงในการนำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศ จึงมีสัดส่วนในการผลิตไฟฟ้าจากน้ำมันร้อยละ 42 รองลงมาคือถ่านหินร้อยละ 22 ก๊าซธรรมชาติร้อยละ 18 และเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ร้อยละ 13 นอกจากนั้นมาจากพลังงานทางเลือกอีกร้อยละ 4 ซึ่งจากปริมาณดังกล่าวนั้น ชี้ให้เห็นว่าน้ำมันมีสัดส่วนมากที่สุด แต่มีปริมาณสำรองในโลกเพียง 40 ปีเท่านั้น ดังนั้นญี่ปุ่นจึงหันกลับมามองที่ถ่านหิน เพราะมีปริมาณสำรองในโลกมากถึง 140 ปี อีกทั้งยังมีราคาถูกและไม่ผันผวน ด้วยเหตุนี้ญี่ปุ่นจึงมีแผนที่จะเพิ่มจำนวนโรงไฟฟ้าถ่านหิน เพราะประเทศญี่ปุ่นมีเทคโนโลยีในการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินที่ได้รับการยอมรับในระดับโลกว่ามีประสิทธิภาพสูงและมีเทคโนโลยีกำจัดมลพิษอย่างครบวงจร ดังนั้นภาคอุตสาหกรรมและภาคประชาชนในญี่ปุ่น จึงมีความมั่นใจว่าสถานการณ์ทางด้านพลังงานไฟฟ้าจะกลับมาปกติในเร็ววันและประชาชนรุ่นหลังจะยังคงมีไฟฟ้าใช้ได้อีกนานเท่านาน แต่ถึงอย่างไรก็ตามการพัฒนาพลังงานไฟฟ้าจากพลังงานนิวเคลียร์ก็จะยังคงอยู่ในแผนอีกต่อไป ตราบใดที่ยังไม่มีการพิสูจน์ได้ว่าเชื้อเพลิงอื่นๆ หรือพลังงานทางเลือกอื่นๆ จะสามารถผลิตไฟฟ้าได้อย่างต่อเนื่องยาวนานและมีกำลังการผลิตต่อหน่วยสูงเท่ากับพลังงานจากนิวเคลียร์

เตรียมพร้อมแหล่งพลังงาน เพื่อการพัฒนาประเทศ

ทางด้านการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) โดยคุณสุนชัย คำนูณเศรษฐ์ รองผู้ว่าการพัฒนาโรงไฟฟ้า ได้ให้ความเห็นที่น่าสนใจว่า แนวคิดการจัดการและบริหารพลังงานในแบบฉบับญี่ปุ่น คือหนึ่งในแรงบันดาลใจที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย มุ่งหวังที่จะนำมาประยุกต์หรือนำมาปรับใช้ในการบริหารการผลิตไฟฟ้า ซึ่งจากแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าหรือแผน PDP 2010 ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 3 ได้กำหนดไว้ว่า กฟผ.มีหน้าที่รับผิดชอบในการก่อสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ เพื่อให้ทันกับความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นและรักษากำลังการผลิตสำรองในระบบให้ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 15 ซึ่งโดยความเห็นส่วนตัวของคุณสุนชัยนั้น บอกว่า โรงไฟฟ้าที่ดีจะต้องประกอบด้วย 3 A ได้แก่ Available คือเชื้อเพลิงมีอยู่จริงหรือไม่, Affordable คือต้นทุนรับได้หรือไม่ และสุดท้าย Acceptable คือประชาชนยอมรับได้หรือไม่ หากครบทุกองค์ประกอบดังกล่าวนี้จะถือว่าเป็นโรงไฟฟ้าที่เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศ แต่อย่างไรก็ตามก็ยังมีหลายภาคส่วนมองว่าแผน PDP คือแผนสำหรับการก่อสร้างโรงไฟฟ้าโดยเฉพาะ ซึ่งในความเป็นจริงแล้วคือแผนและยุทธศาสตร์ในการสร้างความมั่นคงทางพลังงานของประเทศไทย อันประกอบไปด้วยการคำนวณค่าพยากรณ์การใช้ไฟฟ้าในอนาคตของประเทศไทยและแผนการรองรับทางด้านพลังงานต่างๆ ซึ่ง กฟผ.เกี่ยวข้องโดยตรงกับแผนคือการสร้างโรงไฟฟ้า ดังนั้นจึงอาจมีการตีความไปว่า กฟผ.คือผู้มีอำนาจในการสร้างโรงไฟฟ้า แท้จริงแล้ว กฟผ.คือผู้รับนโยบายในการสร้างโรงไฟฟ้า ดังนั้นสิ่งที่ กฟผ.ทำคือการมองหาโรงไฟฟ้าที่มีประสิทธิภาพสูงสุดทั้งการผลิตและการรักษาสิ่งแวดล้อม ท้ายที่สุดนี้หากโรงไฟฟ้าไม่มีองค์ประกอบ 3 A ครบดังที่ว่าไว้ กฟผ.ก็ไม่อาจดำเนินการสร้างได้ ทั้งนี้ทั้งนั้นเพื่อให้โรงไฟฟ้าใหม่เกิดประโยชน์สูงสุดต่อคนไทยทุกคนรวมถึงประเทศชาติ

เตรียมพร้อมแหล่งพลังงาน เพื่อการพัฒนาประเทศ

 

คงปฏิเสธไม่ได้ว่าการสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ในประเทศไทยนั้น ยังคงเป็นประเด็นที่เผ็ดร้อนและยังไม่สามารถหาข้อสรุปที่ลงตัวได้อันเกิดจากการไม่เป็นที่ยอมรับของชุมชน ถึงอย่างไรก็ตามที่นับว่าเป็นนิมิตหมายอันดีที่ชี้ให้เห็นว่าภาคประชาชนได้มีส่วนร่วมและรับรู้ถึงการเกิดขึ้นของโรงไฟฟ้าในรูปแบบต่างๆ แต่หากมองอีกด้านแล้วกรณีตัวอย่างของการพัฒนาพลังงานไฟฟ้าในประเทศญี่ปุ่นนั้น ก็ชี้ให้เห็นว่าการที่ประเทศญี่ปุ่นมีความก้าวหน้าทางด้านโรงไฟฟ้ามาโดยตลอด ทำให้เมื่อเกิดวิกฤตการณ์ขาดแคลนไฟฟ้า สถานการณ์กลับไม่เลวร้ายอย่างที่คิดและนั่นคือจุดสำคัญที่เราต้องไม่ควรมองข้ามไป

ข่าวล่าสุด

เช็คเลย โปรเด็ด ช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม ทุกค่ายรถยนต์ทั่วไทย

เช็คเลย โปรเด็ด ช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม ทุกค่ายรถยนต์ทั่วไทย