
เปลี่ยน ‘เด็กจบใหม่’ ให้พร้อมลุยงาน
พูดถึงเรื่องการสมัครงานและการสัมภาษณ์งานแล้ว คงไม่มีใครรู้สึกตื่นเต้นและลุ้นสุดๆ เท่ากับเด็กจบใหม่ที่ยังไม่มีประสบการณ์
โดย...ชุติมา สุวรรณเพิ่ม
พูดถึงเรื่องการสมัครงานและการสัมภาษณ์งานแล้ว คงไม่มีใครรู้สึกตื่นเต้นและลุ้นสุดๆ เท่ากับเด็กจบใหม่ที่ยังไม่มีประสบการณ์ ทั้งในการทำงานและการสัมภาษณ์งาน จึงไม่แปลกเลยที่น้องๆ หลายคนจะรู้สึกประหม่า กล้าๆ กลัวๆ วันนี้เรามีเคล็ดไม่ลับที่จะเปลี่ยน “เด็กจบใหม่” ให้เป็น “มือโปร” จาก นพวรรณ จุลกนิษฐ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท จัดหางาน จ๊อบส์ ดีบี (ประเทศไทย) ผู้นำเว็บไซต์แหล่งงานคุณภาพและสมัครงานออนไลน์ ผ่าน www.jobsdb.com มาฝาก
ผลสำรวจภาวะการทำงานของประชากรในเดือน ก.พ. 2555 โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ ซึ่งระบุว่ามีผู้ว่างงานประมาณ 4.5 แสนคน โดยกรุงเทพมหานครมีอัตราการว่างงานสูงสุดถึง 3 แสนคน และพบว่าผู้ที่จบการศึกษาในระดับมหาวิทยาลัยว่างงานสูงสุด 3.3 แสนคน
สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา ได้ประมาณการจำนวนนักศึกษาเข้าใหม่ระดับปริญญาตรี ระหว่างปี 2550-2559 คาดว่าจะมีประมาณ 5 แสนคน/ปี และในช่วงเดียวกันจะมีบัณฑิตระดับปริญญาตรี จบใหม่ปีละประมาณ 3-4 แสนคน ในขณะที่ความต้องการแรงงานในเดือน มี.ค. 2555 พบว่ามีตำแหน่งงานว่างจำนวน 138,450 อัตรา
การเรียกเงินเดือนสำหรับเด็กจบใหม่
ดูตัวเลขแล้วสัดส่วนระหว่างจำนวนนักศึกษาจบใหม่กับตำแหน่งงานว่างอยู่ที่ 1 ต่อ 3 ซึ่งหมายความว่าในจำนวนนักศึกษาจบใหม่ 3 คน จะมีเพียง 1 คนที่จะมีสิทธิได้งานทำก่อนเพื่อน
จากสถิติการลงโฆษณาตำแหน่งงานในเว็บไซต์ JobsDB.com ในช่วงครึ่งแรกของปี 2555 (ม.ค.–มิ.ย.) มีตำแหน่งงานที่นายจ้างต้องการจ้างงานกว่า 2.5 แสนตำแหน่ง แบ่งเป็นเจ้าหน้าที่ระดับกลางที่มีประสบการณ์ในการทำงานร้อยละ 50 ในขณะที่รับเด็กจบใหม่ร้อยละ 28 ตำแหน่งเจ้าหน้าที่ระดับอาวุโสร้อยละ 20 และตำแหน่งหัวหน้า หรือผู้บริหารร้อยละ 2
สำหรับ 5 อันดับตำแหน่งงานที่นายจ้างต้องการตัวมากที่สุด ได้แก่ 1.เจ้าหน้าที่ธุรการและฝ่ายบุคคล 2.ฝ่ายขาย/บริการลูกค้าและพัฒนาธุรกิจ 3.ไอที 4.เจ้าหน้าที่การตลาดและประชาสัมพันธ์ 5.วิศวกรส่วน 5 อันดับตำแหน่งงานที่ผู้หางานนิยมสมัครมากที่สุด ได้แก่ 1.เจ้าหน้าที่ธุรการและฝ่ายบุคคล 2.วิศวกร 3.ฝ่ายขาย/บริการลูกค้าและพัฒนาธุรกิจ 4.ไอที และ 5.เจ้าหน้าที่การตลาดและประชาสัมพันธ์
ข้อมูลข้างต้นเป็นประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับผู้ที่กำลังมองหางาน โดยเฉพาะนักศึกษาจบใหม่ที่จำเป็นต้องมีการเตรียมตัวที่ดี เพื่อให้ตัวเองโดดเด่นเหนือคู่แข่ง
เริ่มกันที่ข้อแนะนำในการเขียนเรซูเม หรือประวัติส่วนตัว และการเรียกเงินเดือน
ควรเขียนเรซูเมเป็นภาษาอังกฤษ เพราะจะเป็นการสร้างภาพลักษณ์ให้คุณดูน่าสนใจ
เขียนให้ชัดเจนและตรงประเด็น จะทำให้คุณโดดเด่นจากผู้สมัครคนอื่น
ความยาวปกติอยู่ที่ 1-2 หน้ากระดาษ ไม่เกิน 3 หน้ากระดาษ
เลือกใช้คำสำคัญตามที่นายจ้างคาดหวัง เช่น คำบอกคุณสมบัติตามที่นายจ้างระบุในประกาศรับสมัครงาน
เลือกใช้ศัพท์เฉพาะที่ใช้ในแวดวงธุรกิจที่คุณสมัคร
ตรวจทานเรซูเมของคุณอย่างน้อย 2-3 รอบ
จัดระเบียบเรซูเมของคุณให้อ่านง่าย สบายตา
เน้นจุดแข็งของคุณให้ชัดเจน
คุณเป็นบัณฑิตจบใหม่และยังไม่มีประสบการณ์ในการทำงาน คุณอาจให้บริษัทพิจารณาเงินเดือนในอัตราปกติของตลาดแรงงานที่จ่ายให้กับนักศึกษาจบใหม่ในแต่ละสายอาชีพ และเมื่อคุณทำผลงานได้เป็นที่พึงพอใจ ขอให้นายจ้างพิจารณาเงินเดือนให้คุณอีกครั้งเมื่อพ้นระยะการทดลองงาน
เริ่มต้นชีวิตการทำงาน
การแต่งกาย เคล็ดลับแรก คุณควรศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับธุรกิจ และบริษัทนั้นๆ ก่อนวันสัมภาษณ์งาน และเมื่อถึงวันสัมภาษณ์ข้อแนะนำสั้นๆ ง่ายๆ เช่น
กล่าวทักทายผู้สัมภาษณ์
สบตาผู้สัมภาษณ์ระหว่างตอบคำถาม
มีรอยยิ้มเสมอ
พูดในความเร็วปกติ ไม่ช้า ไม่เร็วจนเกินไป
ตอบคำถามด้วยความจริงใจ หากพบกับหัวข้อคำถามที่ไม่คุ้นเคย
ขอบคุณผู้สัมภาษณ์เมื่อสิ้นสุดการสัมภาษณ์
ข้อแนะนำในด้านทัศนคติ
คุณควรมีทัศนคติบวก คิดและมองโลกในแง่ดี คิดบวกเสมอ ทัศนคติเป็นสิ่งสำคัญในการพิจารณาผู้สมัครงานไม่น้อยไปกว่าความสามารถเลย สิ่งที่คุณคิดจะแสดงออกผ่านการกระทำและคำพูดของคุณ เมื่อ HR ได้พูดคุยกับคุณหรือให้คุณทำแบบทดสอบบุคลิกภาพ เขาก็จะรู้ได้ว่าคุณเป็นคนอย่างไร การคิดบวกจะนำพาคุณไปสู่ชีวิตสว่างไสว ไม่ยอมอับจนต่อปัญหาและอุปสรรคต่างๆ ในขณะที่การคิดลบจะพาคุณติดอยู่กับสิ่งแย่ๆ ในชีวิต หากคุณเป็นนายจ้างคุณจะรับคนแบบไหนเข้าทำงาน แน่นอนว่าคนที่คิดบวกย่อมเป็นผู้ถูกเลือก ลองปรับเปลี่ยนทัศนคติด้วยการมองสิ่งต่างๆ ในมุมบวกเสมอ ไม่ใช่แค่จะเพิ่มโอกาสได้งาน แต่จะเพิ่มความสุขในชีวิตของคุณเองด้วย
การเรียนรู้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด เพื่อการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะความสามารถด้านภาษา การสื่อสาร และการนำเสนองาน ดึงจุดเด่นออกมา คุณมีความชอบ ความสนใจในด้านใด ควรเรียนรู้และฝึกฝนให้ชำนาญ โดยเฉพาะทักษะที่เป็นประโยชน์ต่อการทำงาน คุณอาจหาหนังสือมาอ่านและทดลองทำด้วยตนเอง หรือลงเรียนคอร์สที่สนใจเพิ่มเติม เช่น เรียนภาษา ดีไซน์ ถ่ายภาพ เขียนโปรแกรม แน่นอนว่าสิ่งที่คุณร่ำเรียนและฝึกฝนจะช่วยให้คุณมีความโดดเด่นเมื่อคุณไปสมัครงาน และมีโอกาสได้ทำงานในฝันสมใจ
Passion อยากจะบอกว่าเรื่องนี้สำคัญที่สุดก็ว่าได้ เพราะถ้าคุณมีแรงปรารถนาในสิ่งที่คุณทำมากๆ รัศมีความสนใจใฝ่รู้มันจะแผ่ขยายออกไปรอบๆ ตัวคุณ จนคนอื่นเขารับรู้ได้เอง เวลาสัมภาษณ์งาน เขาก็มองเห็นแววตาที่เปล่งประกาย บ่งบอกให้เห็นความอยากทำงานด้วยความจริงใจ ใครมีความปรารถนาแรงกล้ามาก ก็จะได้เปรียบเด็กคนอื่นที่ไม่รู้ว่าอยากทำอะไร เวลาสัมภาษณ์งานก็ไม่มีอะไรแสดงให้เขาเห็นว่าคุณมีความทะยานอยากได้งานนี้จริงๆ เขาก็ไปเลือกคนอื่นดีกว่า สุดท้ายขนาดตัวเราเองยังไม่มีความสนใจ แล้วใครจะมาสนใจในตัวเรา?!!
หากยังไม่ได้รับการพิจารณาเข้าทำงาน อย่าเพิ่งหมดหวัง และขอให้เชื่อว่ามีคนที่ต้องการตัวเรารออยู่ข้างหน้า
&<2288;







