
เขื่อนคอนกรีตฤๅจะสู้กอไม้ไผ่และแพลูกบวบ
ไปอ่างทองหนนี้มีโอกาสนั่งคุยกับคุณนพดล นาเงิน อดีตตำรวจซึ่งหันมาเอาดีทางจัดสวนและปลูกไม้ประดับ
โดย ม.ล.จารุพันธ์ ทองแถม
ไปอ่างทองหนนี้มีโอกาสนั่งคุยกับคุณนพดล นาเงิน อดีตตำรวจซึ่งหันมาเอาดีทางจัดสวนและปลูกไม้ประดับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเฟินและไม้ใบประดับนานาชนิด สวนเฟิน “ตะนาวะสี” ของคุณนภดล เป็นแหล่งเรียนรู้เฟินของนักเรียนในหลายท้องที่หลายจังหวัด ซึ่งเดินทางมาเยือนพระนครศรีอยุธยาและอ่างทอง
เรื่องที่เราคุยกันไม่ใช่เรื่องเฟิน แต่กลับเป็นเรื่องของไผ่ ซึ่งเป็นพืชซึ่งเคยให้ความคุ้มครองป้องกันแผ่นดินในพระนครศรีอยุธยา อ่างทอง สิงห์บุรี และชัยนาท ให้ปลอดภัยจากแรงกัดเซาะตลิ่งริมแม่น้ำสายสำคัญ คือ แม่น้ำเจ้าพระยา นอกจากนี้ไผ่ยังช่วยป้องกันสวนของเกษตรกร เช่น สวนเฟินของคุณนภดลให้พ้นภัยจากน้ำท่วม โดยทำหน้าที่เป็นเสมือนเสาหลัก เสารั้ว บนคันดิน รายรอบพื้นที่สวนและบ้านให้มั่นคงแน่นหนา อยู่รอดจากภัยน้ำท่วมมหาวินาศในปีที่ผ่านมา คุณนภดล เล่าว่า สมัยก่อนการปลูกไม้ไผ่ชนิดต่างๆ เป็นกอใหญ่ไว้ตามคันดินริมแม่น้ำเจ้าพระยา จะช่วยยึดคันดินให้มั่นคงไม่ถูกคลื่นแม่น้ำซัดจนเม็ดดินกระจุยกระจายหายไปกับสายน้ำ ไผ่เป็นพืชในวงศ์หญ้า (Family Poaceae) ดังนั้นจึงมีระบบรากฝอย (Fibrous Root System) ที่แผ่กระจายยึดเม็ดดินและมีความแข็งแรงกว่าหญ้าอื่นๆ (ชะแอ้มอาจสู้หญ้าแฝกไม่ได้ก็ได้) แต่อย่างน้อยบรรพบุรุษคนไทยในที่ราบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาก็ใช้ไผ่ในการป้องกันผืนแผ่นดินภาคกลางนี้มาเป็นเวลานานหลายร้อยปีแล้ว ไผ่ที่ได้รับการยอมรับว่ามีการแตกกอดี กอใหญ่มั่นคง ยึดดินได้โดดเด่น แถมให้หน่อไม้กินได้ ให้เนื้อไม้ในงานอุตสาหกรรมครัวเรือน ทั้งทำคันเป็ด ทำลอบ สุ่มดักปลา สานเข่ง สานกรง เลี้ยงเป็ดไก่ ทำด้ามจอบ ด้ามเสียม หรือแม้แต่ทำหลังคา ทำฟาก และอื่นๆ สารพัดสารพัน ไผ่ที่เหมาะสำหรับปลูกบนคันดินริมแม่น้ำเจ้าพระยาเพื่อป้องกันตลิ่งพัง บ้านเรือนทรุดลงไปในน้ำ ได้แก่ ไผ่ป่า ไผ่ลำมะลอก ไผ่เลี้ยง ไผ่โจด ไผ่สีสุก หรือแม้แต่ไผ่รวก และไผ่ตงหม้อก็ดีทั้งนั้น พันธุ์ไผ่เหล่านี้หาง่าย ขยายพันธุ์ได้ดีโดยการแยกกอ แยกหน่อมาชำในต้นฤดูฝน ไผ่เหมาะแก่การนำมามัดรวมกันเป็นแพลูกบวบ ซึ่งเขาจะนำมาลอยน้ำต่อเรียงกันเพื่อเป็นปราการป้องกันคลื่นลม แพลูกบวบเหล่านี้อาจใช้เป็นเสมือนทุ่นลอยน้ำ และปลูกสร้างบ้านเอาไว้บนแพลูกบวบก็ได้
คุณนภดล อธิบายถึงกรรมวิธีในการทำแพลูกบวบอย่างละเอียด ทำให้เห็นภาพของคนไทยที่เป็นนักประดิษฐ์คิดค้น หาวิธีทางธรรมชาติมาบำบัดเยียวยาภัยธรรมชาติ มิใช่นำเอาเทคโนโลยีและเงินตราจำนวนมหาศาลมาทุ่มเข้าไปให้ชนะธรรมชาติ ดังเช่นกลยุทธการสร้างเขื่อนคอนกรีต เพื่อป้องกันตลิ่งพังตลอดสองฟากแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งลองหลับตาดูก็น่าจะรู้ว่าไอ้เขื่อนคอนกรีตมันจะทำลายความงามของธรรมชาติริมแม่น้ำสายหลักของไทยเราลงจนหมดสิ้น และถึงกระนั้นถึงจะทุ่มเงินงบประมาณลงไปสักห้าร้อยล้าน เราก็ไม่แน่ใจได้เลยว่า เขื่อนคอนกรีตจะต้านแรงน้ำไปได้สักกี่ยก ดูบทเรียนจากเขื่อนบางเขื่อนในจีนก็แล้วกัน
การใช้สมองหาธรรมชาติมาแก้ธรรมชาติ โดยมีการลงทุนที่ต่ำกว่าจะไม่ดีกว่าหรือ?
ความจริงหากคุณผู้อ่านจะนึกไปถึงเรื่องของไผ่ให้ลึกซึ้งกว่าเดิม เราจะเห็นได้ว่า เรามองข้ามประโยชน์มหาศาลจากไผ่ไปโดยสิ้นเชิง คนไทยมักนึกถึงแต่ไผ่ที่ปลูกเพื่อบริโภคหน่อกันเป็นส่วนใหญ่ ไม่ว่าจะอยู่ในรูปของหน่อสดหรือหน่อดองอัดปี๊บ
ทั้งๆ ที่ประโยชน์ในด้านการปรับปรุงสภาพแวดล้อม ดังได้กล่าวไปแล้วหรือในแง่ของการดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เพื่อลดโลกร้อนจะเป็นเรื่องที่น่าสนใจที่สุดในปัจจุบัน ประโยชน์ของการปลูกไผ่เป็นป่า เพื่อเสริมการปลูกป่าด้วยต้นไม้ยืนต้นควรจะกระทำอย่างเร่งด่วน เพื่อช่วยยึดดินบนภูเขาที่ถูกโค่นป่าเดิมเพื่อปลูกยางพารา
เที่ยวบนดอยสูงภาคเหนือเห็นแต่ป่าสน ซึ่งเป็นนโยบายของกรมป่าไม้ ป่าสนนี้ควรจะให้ปลูกไม้ชนิดอื่นร่วมเข้าไปเพื่อเพิ่มความหลากหลายขึ้น พืชดังกล่าวควรมีไผ่หลายชนิดร่วมด้วย ตัวอย่างที่ได้ผลดี ลองดูที่ ดร.บุญวงศ์ ไทยอุตสาห์ กรุณาทำไว้ในโครงการหลวง ต้นแบบมีให้เห็นอยู่แล้วในหลายพื้นที่ของ จ.เชียงใหม่ หากดูให้ง่ายให้ไปที่ดอยอ่างขาง จะเห็นตัวอย่างไผ่หลายสกุลหลายชนิดปลูกไว้ให้ดู ซึ่งถ้าอยากจะได้พันธุ์ไผ่เหล่านั้นไปปลูก ก็สามารถติดต่อได้ที่หน่วยงานปลูกป่าชุมชนในโครงการหลวง
ชนิดไผ่ที่พบได้ในสภาพป่าของเมืองไทย มีอยู่ประมาณ 80100 ชนิด แต่ที่นับว่าเป็นไผ่เศรษฐกิจจริงๆ คงจำกัดอยู่ที่ไผ่ตง ไผ่รวก ไผ่เลี้ยง ไผ่ไร่ และไผ่ซางเท่านั้น ไผ่เหล่านี้สามารถปลูกได้ง่าย เติบโตให้ผลผลิตเร็วทันใจ และยังมีความยั่งยืน ตอบแทนแก่เจ้าของและแผ่นดิน การปลูกต้นไม้ในสวนป่า หากมีการนำไม้ออกจากสวนป่า ผิวดินจะปราศจากสิ่งปกคลุม เมื่อฝนตกหน้าดินจะถูกกัดเซาะพังทลายอย่างรวดเร็ว แต่หากเป็นป่าไผ่ขณะที่ตัดไผ่ลำแก่ไปใช้ ลำอ่อนในกอก็ยังปกคลุมผิวดินอยู่อย่างเดิม ระบบรากไผ่จะยังคงสานกันเป็นตาข่ายยึดเม็ดดินไว้โดยตลอดต่อเนื่องกันไป จึงเรียกว่าเป็นความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อมของป่าและของโลกโดยแท้จริง







