posttoday
ทีโออาร์แก้น้ำท่วม 3.5 แสนล้าน : ขัดรัฐธรรมนูญ

ทีโออาร์แก้น้ำท่วม 3.5 แสนล้าน : ขัดรัฐธรรมนูญ

17 สิงหาคม 2555

ศรีสุวรรณ จรรยา นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน www.thaisgwa.com

ศรีสุวรรณ จรรยา นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน www.thaisgwa.com

วิกฤตน้ำท่วมเมื่อปี พ.ศ. 2554 เป็นผลสะท้อนความผิดพลาดล้มเหลวในการบริหารจัดการน้ำของรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่ชัดเจนยิ่ง แต่รัฐบาลก็พยายามฝืนกระแสการวิพากษ์วิจารณ์มาโดยตลอด พอเสียงตำหนิหน้าหูมากเข้าก็มีการจัดกิจกรรมผ่านการลงตรวจพื้นที่ “ทัวร์นกขมิ้น” บังหน้ามาโดยตลอด ซึ่งความผิดพลาดล้มเหลวของรัฐบาลก่อให้เกิดความเดือดร้อนและเสียหายแก่ประชาชนกว่า 65 จังหวัดทั่วประเทศไทยถึงกว่า 3 ล้านครัวเรือน แม้รัฐบาลจะพยายามใช้นโยบายประชานิยมในการกู้ภาพลักษณ์ โดยการหว่านเงินแจกครัวเรือนละ 5,000 บาท และแจกอีกไม่เกิน 2 หมื่นบาท สำหรับบ้านเรือนที่เสียหายก็ตาม

การแก้หน้าดังกล่าวของรัฐบาลจนบัดนี้การดำเนินการดังกล่าวก็ยังไม่แล้วเสร็จ แถมต้องปล่อยให้ชาวบ้านออกมาชุมนุมประท้วงเป็นรายวัน อันเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงความล้มเหลวในการดำเนินการเยียวยาชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบในแต่ละพื้นที่อย่างไม่เป็นเอกภาพ ไม่เสมอภาคอย่างชัดเจนยิ่ง

การจ่ายเงินเยียวยาแต่เพียงอย่างเดียวมิใช่คำตอบในการสร้างความอุ่นใจหรือความเชื่อมั่นที่จะมีต่อรัฐบาล จนมีคำถามที่ตามมามากมายว่า ในปี 2555 นี้ “น้ำจะท่วมอีกหรือไม่” คำตอบสำหรับคำถามนั้นขึ้นอยู่กับว่า รัฐบาลมีความสามารถหลงเหลืออยู่เพียงใด มีความจริงใจ และตั้งใจจะป้องกันหรือแก้ไขปัญหาภายใต้กระบวนการการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนหรือไม่ เพียงใดมากกว่า

เพราะหากเกิดน้ำท่วมในปี 2555 อีกครั้ง รัฐบาลจะมีมาตรการ มีหลักเกณฑ์ในการบริหารจัดการ หรือชดเชย เยียวยาที่รวดเร็วกว่าเมื่อปีที่แล้วได้หรือไม่เพียงใด อย่าลืมว่า น้ำท่วมในปี 2554 รัฐบาลภาคเสธและกล่าวอ้างมาโดยตลอดว่า มีสาเหตุของน้ำท่วมมาจากภัยธรรมชาติ เพราะฝนตกมากกว่าปีอื่นๆ เพราะเนื่องจากสภาวะโลกร้อนจึงมีฝนตกมากเป็นพิเศษกว่าทุกๆ ปี รวมถึงขนาดมีการกล่าวอ้างว่ามีการแอบกักเก็บน้ำไว้เหนือเขื่อน โดยมีเจตนาจะปล่อยน้ำออกมากลั่นแกล้งรัฐบาลที่เพิ่งเข้าบริหารประเทศเอาเลยทีเดียว

ปัญหาดังกล่าวสังคมไทยไม่เคยเห็นหรือได้ยินว่ารัฐบาลจะคิดทบทวนหรือถอดบทเรียนการแก้ไขปัญหาดังกล่าวร่วมกับภาคประชาชนหรือภาคประชาสังคมทั่วประเทศเลย มีแต่ใช้สำนวนโวหาร แก้ตัว สร้างภาพหรือดีแต่โม้ไปวันๆ เท่านั้น เพราะที่ผ่านมาสะท้อนให้เห็นถึงความรู้ ความสามารถในการบริหารจัดการน้ำหรืออุทกภัยได้อย่างชัดเจนแล้วว่าสามารถมากน้อยเพียงใด ในเมื่อปริมาณน้ำเมื่อปีที่แล้วก็มีไม่มากกว่าปกติสักเท่าใด แต่ทำไมการบริหารจัดการน้ำของรัฐบาลจึงทำให้น้ำหลากท่วมสร้างความเสียหายจนถึงขั้นที่เรียกได้ว่าเป็นภัยพิบัติใหญ่ในรอบ 50 ปีเลยทีเดียวได้ ซึ่งอาจเป็นเพราะความไม่มีเอกภาพในการบริหารสั่งการนั่นเอง

ทีโออาร์แก้น้ำท่วม 3.5 แสนล้าน : ขัดรัฐธรรมนูญ

 

ล่าสุดนักวิจัยขององค์กรการบริหารสมุทรศาสตร์และบรรยากาศแห่งชาติสหรัฐ (NOAA) เปิดเผยผลวิเคราะห์ผลกระทบทางธรรมชาติอันเกิดจากภาวะโลกร้อนฉบับล่าสุดเมื่อวันที่ 13 ก.ค. 2555 ที่ผ่านมา ระบุว่า เหตุอุทกภัยครั้งรุนแรงที่สุดในรอบ 50 ปีของไทย ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อปลายปี 2554 เป็นภัยธรรมชาติที่เกิดความผิดพลาดของการวางนโยบายของรัฐบาล ไม่ใช่ภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นอันเป็นผลกระทบจากภาวะโลกร้อน ดังเช่นปัญหาคลื่นความร้อนและภัยแล้งครั้งประวัติศาสตร์ในรัฐเทกซัสของสหรัฐ หรือภาวะอากาศร้อนจัดของประเทศอังกฤษเมื่อปีที่แล้วแต่อย่างใด

แต่ดูเหมือนว่า รัฐบาลจะไม่ยอมรับข้อมูลดังกล่าว แต่กลับโบ้ยไปให้รัฐบาลก่อนหน้านี้เป็นคนผิดที่แอบกักเก็บน้ำไว้ในเขื่อนมากเกินไป จึงทำให้น้ำปี 2554 ท่วม โดยไม่ยอมรับความผิดของการบริหารจัดการของตนและคนในรัฐบาล รวมทั้งขาใหญ่ของที่ปรึกษาพรรคการเมืองร่วมรัฐบาลที่เกิดขึ้นซ้ำซาก ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ล่าสุดรัฐบาลได้ผลักดันโครงการตามกรอบแนวคิดเพื่อการออกแบบก่อสร้างระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืนและระบบแก้ไขปัญหาอุทกภัยของประเทศไทย วงเงิน 3.5 แสนล้านบาท ที่เปิดให้ภาคเอกชนทั้งไทยและต่างประเทศเข้ารับเอกสารการประมูล หรือทีโออาร์ ตั้งแต่วันที่ 9-23 ก.ค.ที่ผ่านมา โดยไม่สนใจเลยว่าประเทศไทยมีหน่วยงานที่มีความรู้ ข้อมูล ความเชี่ยวชาญในเรื่องน้ำอยู่แล้วครบถ้วน ทั้งกรมชลประทาน กรมทรัพยากรน้ำ กรมอุตุนิยมวิทยา เป็นต้น แต่ดูเหมือนรัฐบาลไม่สนใจหน่วยงานเหล่านี้ อาจเพราะเม็ดเงินจำนวนมหาศาลที่อาจจะเป็นแรงดึงดูดที่น่าสนใจ จนทำให้คณะรัฐมนตรีใช้วิธีการพิเศษในการประมูลงานหรือดำเนินโครงการดังกล่าว โดยไม่ยอมให้ระบบตัวแทนของภาคประชาชนตรวจสอบ ยังผลให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์กันทั้งแผ่นดินว่า ในที่สุดแล้วงบเงินกู้ดังกล่าวจะสามารถนำมาใช้ในการป้องกันแก้ไขปัญหาน้ำท่วมปี 2555 ได้หรือไม่ หรือเป็นเพียงแค่โครงการตำน้ำพริกละลายอุทกภัยเล่นๆ ของรัฐบาลเท่านั้น

เรื่องดังกล่าววันก่อนสมาคมวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย (วสท.) ได้จัดการเสวนาเพื่อประเมินผลรายละเอียดในการเสนอข้อกำหนดผู้ว่าจ้างของรัฐบาลดังกล่าว พบว่ามีปัญหาในหลายจุด ตั้งแต่การระบุว่าทีโออาร์ดังกล่าวร่างขึ้นในฉบับภาษาไทยอย่างเดียว หากบริษัทต่างชาติต้องการเข้ามาร่วมโครงการก็ขอให้แปลเป็นภาษาของประเทศเหล่านั้นเอง ซึ่งดูทะแม่งๆ ผิดหลักการ เนื่องจากจะมีหลักประกันอะไรว่าบริษัทต่างชาติจะสามารถแปลความได้ถูกต้อง ขณะเดียวกันการกำหนดคุณสมบัติให้บริษัทที่เข้าประมูล ต้องเคยทำโครงการไม่ต่ำกว่า 2 หมื่นล้านบาท หรือถ้าเป็นบริษัทร่วมทุนต้องมีผลงานในโครงการไม่ต่ำกว่า 2,000 ล้านบาท ในระหว่างปี 2545-2555 ซึ่งอาจเอื้อประโยชน์ให้กับบริษัทไทยรายใหญ่ นายทุนพรรคการเมือง ซึ่งมีอยู่ไม่กี่บริษัทหรือไม่ ขณะเดียวกันรายละเอียดในทีโออาร์ ก็ไม่ได้กำหนดว่าบริษัทที่ประมูลงานได้จะต้องทำหน้าที่เสนอโครงการเพียงอย่างเดียว หรือต้องก่อสร้างด้วย เพราะในทีโออาร์ระบุโครงการที่ศึกษาไว้ก่อน เช่น เขื่อนขนาดใหญ่ หรือการจัดทำทางน้ำหลาก (ฟลัดเวย์) ไว้แล้ว เป็นต้น

รัฐบาลกำลังดำเนินการไปในลักษณะที่ขัดต่อกฎหมายหลายประการ โดยเฉพาะการยกเว้นการใช้ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. 2535 และว่าด้วยการพัสดุด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2549 ซึ่งจะทำให้รัฐบาลใช้วิธีการจัดซื้อจัดจ้างด้วยวิธีการพิเศษ โดยไม่มีใครสามารถตรวจสอบความโปร่งใสได้ นับว่าเป็นความเสี่ยงอย่างมากที่รัฐบาลอาจเพลี่ยงพล้ำต่อข้อครหาของประชาชนเกี่ยวกับการคอร์รัปชันได้ ที่สำคัญการดำเนินการดังกล่าว ถือได้ว่าเป็นการข้ามขั้นตอนของกฎหมายในมาตรา 57 ของรัฐธรรมนูญ 2550 ที่กำหนดไว้ชัดเจนว่า “บุคคลย่อมมีสิทธิได้รับข้อมูล คำชี้แจง และเหตุผลจากหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือราชการส่วนท้องถิ่น ก่อนการอนุญาตหรือการดำเนินโครงการหรือกิจกรรมใดที่อาจมีผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อม สุขภาพอนามัย คุณภาพชีวิต หรือส่วนได้เสียสำคัญอื่นใดที่เกี่ยวกับตนหรือชุมชนท้องถิ่น และมีสิทธิแสดงความคิดเห็นของตนต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อนำไปประกอบการพิจารณาในเรื่องดังกล่าว การวางแผนพัฒนาสังคม เศรษฐกิจ การเมือง และวัฒนธรรม การเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ การวางผังเมือง การกำหนดเขตการใช้ประโยชน์ในที่ดิน และการออกกฎที่อาจมีผลกระทบต่อส่วนได้เสียสำคัญของประชาชน ให้รัฐจัดให้มีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนอย่างทั่วถึงก่อนดำเนินการ

การออกแบบก่อสร้างระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืนและระบบแก้ไขปัญหาอุทกภัยของประเทศไทย วงเงิน 3.5 แสนล้านบาทของรัฐบาล ดูอย่างไรก็เข้าข่ายขัดเจตนารมณ์ของกฎหมายมาตราดังกล่าวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แถมรัฐบาลพยายามปกปิดข้อมูล รายละเอียดที่ควรจะแจ้งให้ประชาชนทราบถึงผลกระทบที่จะต้องเกิดขึ้นจากทีโออาร์และแผนงานที่รัฐบาลเปิดให้เอกชนเข้ามาวางแผนและดำเนินโครงการ เห็นทีเรื่องนี้ต้องไปยุติกันที่ศาลปกครองอีกครั้งแล้วครับ...

ข่าวล่าสุด

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์