
การเดินทาง หนักหนาและน่าเบื่อ
15 นาทีของการเริ่มต้นเรื่องแบบไร้บทสนทนาในหนัง Meek’s Cutoff อาจจะเป็นการทดสอบความอดทนของผู้ชมว่า
โดย...ปณิตัส
15 นาทีของการเริ่มต้นเรื่องแบบไร้บทสนทนาในหนัง Meek’s Cutoff อาจจะเป็นการทดสอบความอดทนของผู้ชมว่า จะร่วมเดินทางไปในอดีตอันสุดร้อนแล้ง ทุรกันดาร และแสนทรหด ของทะเลทรายโอเรกอน ไฮ เดดเสิร์ต ครั้งนี้หรือไม่
ย้อนไปในปี 1845 ของอเมริกา เรื่องราวของ 3 ครอบครัว ได้แก่ เอมิลี (มิเชลล์ วิลเลียมส์) และ โซโลมอน (วิลล์ แพตตัน) เทเตอโรว์ กลอรี (เชอร์ลีย์ เฮนเดอร์สัน) วิลเลียม (นีล ฮัฟฟ์) กับลูกชาย จิมมี (ทอมมี เนลสัน) ไวต์ และมิลลี (โซอี คาซาน) กับโทมัส (พอล ดาโน) เกตลี ที่ว่าจ้างไกด์ อย่าง สตีเฟน มีค (บรูซ กรีนวูด) ให้เป็นผู้นำทางเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลทราย ไปหาที่อยู่อันเป็นทำเลทอง
การเดินทางจากที่วางเอาไว้ 2 สัปดาห์ บานปลายกลายเป็น 5 สัปดาห์เข้าไปแล้ว ยังไม่มีวี่แววว่าจะบรรลุเป้าหมาย ความเครียดเริ่มประดังประเดเข้ามา เพราะว่าทั้งอาหารและน้ำเริ่มจะร่อยหรอ บรรดาสามีเริ่มสุมหัวกันออกความเห็นว่าจะเอาอย่างไรดี ส่วนบรรดาภรรยาได้แต่นั่งเครียด เพราะในยุคนั้นไม่อยู่ในฐานะที่จะเสนอความคิดอ่านใดๆ ได้
ระหว่างชีวิตอันยากลำบากในทะเลทราย เอมิลี เดินก้มหน้าก้มตาเก็บกิ่งไม้แห้งไปเจอะกับอินเดียนแดง เผ่าเดอะ เคย์ยูส (ร็อด รอนโดซ์) ต่างคนต่างตกใจ วิ่งหนีกันไปคนละฝั่ง ท้ายที่สุดเหล่าสามีพร้อมด้วย สตีเฟน มีค ไปออกล่าตัวเดอะ เคย์ยูส มาได้ และบังคับให้เขาบอกทางไปสู่แหล่งน้ำที่อุดมสมบูรณ์ออกมา
เดอะ เคย์ยูส แม้ถูกทรมาน หากได้แต่พร่ำบ่นด้วยภาษาที่ไม่มีใครเข้าใจ ท้ายที่สุดทั้ง 3 ครอบครัวเริ่มตั้งข้อสงสัย พวกเขาควรจะเชื่อใจสตีเฟน มีค ให้ช่วยนำทางต่อไปจะดีหรือไม่...
Meek’s Cutoff นับเป็นผลงานหนังที่เล่นกับสไตล์ Road Trip อีกเรื่องของผู้กำกับสาว เคลลี ไรฮาร์ดต์ หลังจากที่เคยอาศัยการออกเดินทาง ท่องวิวทิวทัศน์มาแล้วในหนังปี 2005 ของเธอ Old Joy แต่คราวนี้เธอนำแรงบันดาลใจจากยุคศตวรรษที่ 19 ของอเมริกันชนมาใส่เอาไว้ในสไตล์หนังคาวบอยตะวันตก
อย่างที่บอกไปแล้วว่า ช่วง 10-15 นาทีแรกของหนังปราศจากคำพูดจาใดๆ ได้ยินแต่เสียงธรรมชาติที่เกิดจากการเดินทาง ไม่ว่าจะเสียงล้อเกวียน เสียงโตรกธารน้ำไหล เสียงลม เสียงภาชนะกระทบกัน เสียงตัวละครแรกที่ได้ยิน คือเสียงหนูน้อย จิมมี ไวต์ กำลังอ่านคัมภีร์ไบเบิลให้พ่อแม่ฟัง คิดว่า เคลลี ได้แรงบันดาลมาจากบิดาหนังตะวันตก อย่าง เซอร์จิโอ ลีโอเน ที่เคยใช้สไตล์เดียวกันนี้ใน Once Upon a Time
บนเส้นทางอันยากลำบากของการเดินทางค้นหาสิ่งที่คาดว่าจะต้องดีกว่า ความไม่แน่ใจ ความหวาดกลัวสิ่งที่มองไม่เห็น เส้นทางอันไม่คุ้นเคย นอกจากนี้ การขาดประสบการณ์ และความบกพร่องทางการสื่อสาร อาจจะทำลายความหวังในการเอาชีวิตให้รอดของพวกเขาไป
ความตั้งใจของเคลลี ที่ต้องการทำหนังออกมาให้คลาสสิก อาจจะสวนทางกับกลุ่มคนดูรุ่นใหม่อยู่สักนิด
โดยเฉพาะคนที่ต่อมต้านทานความเบื่อทำงานได้จำกัด
หนังปราศจากไคลแมกซ์ใดๆ ตลอดเรื่อง ตั้งแต่ต้นจนจบ เคลลีปล่อยให้ตัวละคร (รวมทั้งคนดู) กดดันอยู่กับภาวะการมองไม่เห็นจุดหมายปลายทางข้างหน้า กดดันต่อความกังขาสิ่งที่จะเผยโฉมหน้ามาในอนาคต
และคงเป็นเช่นนั้นไปตลอดทั้งเรื่อง







