
อาวุธในมือ...กับสงครามลูกหนังผู้ดี
หากย้อนไปซัก 3-4 ปีที่แล้ว ก่อนศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ เริ่มต้นขึ้น เหล่าบรรดากูรูลูกหนังทั่วโลกก็มักพูดถึงกลุ่มบิ๊ก 4 ที่มีลุ้นแชมป์
โดย...มิวโกโตะ
หากย้อนไปซัก 3-4 ปีที่แล้ว ก่อนศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ เริ่มต้นขึ้น เหล่าบรรดากูรูลูกหนังทั่วโลกก็มักพูดถึงกลุ่มบิ๊ก 4 ที่มีลุ้นแชมป์ อันประกอบด้วย แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด อาร์เซนอล เชลซี และลิเวอร์พูล
แต่ทันทีที่เม็ดเงินของท่าน ชีค มันซูร์ บิน ซาเยด อัล นาห์ยาน เจ้าของทีมแมนเชสเตอร์ ซิตี ถูกลำเลียงใส่ทัพเรือใบสีฟ้า ประกอบกับการยกระดับทีมของสเปอร์ส ทำให้ยุคของบิ๊ก 4 ล่มสลายในทันที
ในฤดูกาล 2012-2013 นี้ ทั้ง 6 ทีมที่กล่าวไปต่างเสริมอาวุธเพื่อหวังสัมผัสโทรฟีแห่งเกียรติยศใบนี้
สำหรับวันนี้จึงขอยืมหลัก SWOT จากการตลาด เพื่อมาวิเคราะห์หา จุดแข็ง (Strengths) จุดอ่อน (Weaknesses) โอกาส (Opportunities) อุปสรรค (Threats) ของเหล่าทีมเต็งที่จะใช้สู้ศึกในซีซันนี้
แมนฯ ซิตี : เรือลำเดิมกับมหาสมุทรใหม่
ถือว่าสร้างเซอร์ไพรส์พอสมควรสำหรับแชมป์เก่าอย่าง แมนเชสเตอร์ ซิตี ที่ถึงขณะนี้ยังไม่มีการเสริมทัพ คงเป็นเพราะว่า โรแบร์โต มันชินี นายใหญ่ถิ่นเอติฮัดได้ประกาศไว้ว่า
การซื้อนักเตะในซัมเมอร์นี้จะเป็นการควานหาดาวรุ่งเพื่ออนาคตของสโมสร
“เราไม่ต้องการการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ โดยซื้อนักเตะ 10 คน เหมือน 2 หรือ 3 ปีที่ผ่านมา ขอแค่ 3, 4 หรือ 5 ที่สำคัญจะเป็นดาวรุ่งเพื่ออนาคตของทีม” มันโช กล่าว
ถึงกระนั้นยังไม่วายมีข่าวกับบิ๊กเนมอย่าง โรบิน ฟาน เพอร์ซี (อาร์เซนอล) และดาเนียล เอ็กเกอร์ (ลิเวอร์พูล) ซึ่งถ้าได้มารวมกับขุมกำลังหลักๆ อย่าง ยายา ตูเร, ดาบิด ซิลบา, ซาเมียร์ นาสรี, เซคิโอ อากูเอโร, คาร์ลอส เตเวซ ก็เพียงพอที่จะทำให้ทัพเรือใบกลับมาเป็นเต็งหนึ่งอีกครั้ง
จุดแข็ง : ขุมกำลังที่มากพอ มักช่วยให้แชมป์เก่าเอาตัวรอดได้จากสถานการณ์คับขันอยู่เสมอๆ
จุดอ่อน : ประสบการณ์ในการแย่งแชมป์ที่ แมนฯ ซิตี เพิ่งเคยมีแค่ครั้งเดียว ซึ่งฤดูกาลก่อนก็แสดงให้เห็นแล้วว่าช่วงเวลาหน้าสิ่วหน้าขวาน เรือใบก็พร้อมอับปางเช่นกัน
โอกาส : 70 เปอร์เซ็นต์
อุปสรรค : ความแค้นจากบรรดาทีมยักษ์ใหญ่ที่พร้อมจะโค่นล้มแชมป์เก่า เปรียบเสมือนคลื่นลูกใหญ่ที่เรือลำนี้ต้องฝ่าไป
แมนฯ ยูไนเต็ด : ผีพร้อมลุกขึ้นจากหลุม
หลังซีซันก่อนเสียหน้าให้อริร่วมเมืองคว้าถ้วยไปครองด้วยกฎประตูได้เสีย เซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ผู้จัดการทีมปีศาจแดงก็ประกาศตนชัดเจนว่า พร้อมแล้วที่จะกลับมาทวงแชมป์ลีก
“เป้าหมายอันดับแรกของเราก็คือทวงแชมป์กลับคืนมาให้ได้ ซึ่งที่ผ่านมาเราทำสำเร็จมาแล้วหลายต่อหลายครั้ง ซึ่งผมหวังว่าปีนี้เราจะทำในสิ่งนั้นได้อีก” เฟอร์กี ข่มขวัญคู่แข่ง
จากนั้นจอมแท็กติกเลือดวิสกี้ก็ยกตัวอย่างถึงตอนถูก อาร์เซนอล แย่งแชมป์ไปเมื่อปี 1998 ซึ่งปีถัดมาเขาก็สร้างประวัติศาสตร์ปลุกผีจากหลุมลุกมาคว้าทริปเปิลแชมป์ได้สำเร็จ
หากดูจากการเสริมทัพแล้ว แฟนผีอาจหายใจไม่ทั่วท้องเล็กน้อย เพราะถึงเวลานี้บิ๊กเนมที่ย้ายมาโชว์แข้งถิ่นโอลด์เทรฟฟอร์ด มีเพียง ชินจิ คากาวะ ห้องเครื่องดาวโรจน์แดนปลาดิบเท่านั้น ที่เหลือก็มีแต่ข่าวว่าตกลงเม็ดเงินไม่ได้ เช่นกับ โรบิน ฟาน เพอร์ซี (อาร์เซนอล) และลูคัส มูรา (เซาเปาโล)
อย่างไรก็ตาม เหล่าเรดอาร์มีอย่าเพิ่งผิดหวัง เพราะต้องไม่ลืมว่าซีซันก่อน ฟิล โจนส์ แอชลีย์ ยัง คริส สมอลลิง หรือ ดาบิด เดเคอา คือแข้งดาวรุ่งที่ท่านเซอร์นำเข้ามาเพื่อเป็นแกนหลักในอนาคตและทั้งหมดมีโอกาสเก็บเลเวลกันแล้วด้วย
จุดแข็ง : การเดินเกมรุกบดขยี้คู่แข่งอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย และเลือดนักสู้ของเหล่าอสูรแดง ที่หลายครั้งเก็บ 3 คะแนน ก่อนหมดเวลาไม่กี่อึดใจ
จุดอ่อน : ช่องว่างระหว่างแข้งซีเนียร์ กับดาวรุ่งที่มีมากเกินไป จนทำให้คะแนนตกหล่น ในเกมที่แข้งวัยเก๋าวืดประคองทีม
โอกาส : 70 เปอร์เซ็นต์
อุปสรรค : นโยบายบริหารทีมจากกลุ่มเจ้าของทีม ที่เน้นโกยกำไรเข้ากระเป๋า และความขี้เหนียวทำให้ผีแดงชวดนักเตะเทพๆ ทุกซีซัน
อาร์เซนอล : ปืนกระบอกใหม่สุดเก๋า
เรียกได้ว่ายอมกลืนน้ำลายตัวเองเฮือกใหญ่ สำหรับ อาร์แซน เวนเกอร์ นายใหญ่ฉายาขงเบ้งที่เคยลั่นวาจาไว้ว่าจะนำความสำเร็จมาสู่ถิ่นเอมิเรตส์ โดยใช้ระบบการเล่นที่ไม่ง้อซูเปอร์สตาร์
ทว่า 8 ปีมาแล้วที่ยอดทีมจากเมืองหลวงไม่ได้สัมผัสโทรฟีลีกสูงสุด ซัมเมอร์นี้กุนซือเลือดน้ำหอมจึงตัดสินใจตระบัดสัตย์ด้วยการดึง โอลิวิเยร์ ชิรูด์ (มงต์เปลลิเยร์) ลูคัส โพโดลสกี (โคโลญ) และ ซานติ กาซอร์ลา (มาลากา) 3 สตาร์ดังในยุโรปมาร่วมทัพ
สองเหตุผลที่ เวนเกอร์ ตัดสินใจเช่นนี้อาจเพราะต้องการลดกระแสที่ถูกแฟนบอลโจมตีในกรณีที่ส่อแววรั้งกัปตัน โรบิน ฟาน เพอร์ซี ไว้ไม่ได้ ส่วนอีกเหตุผลคือหวังใช้ประสบการณ์ของทรีโอนานาชาติกลุ่มนี้ ประคองดาวรุ่งของทีมเพื่อหวังลุ้นเซอร์ไพรส์
จุดแข็ง : แท็กติกบวกทีมเวิร์กในการทำเกมรุกที่ปลูกฝังใส่นักเตะราวกับเป็นดีเอ็นเอ ส่งผลให้น้อยครั้งที่เราจะเห็นรูปเกม อาร์เซนอลเป็นรองคู่แข่ง
จุดอ่อน : การเล่นที่เน้นทำชิ่งอย่างสวยงามแต่มากจังหวะเกินไป มักพาเดอะกันเนอร์สทำแต้มสะดุด แถมยังชอบถูกแฟนบอลทวงถามว่า “เอ็งจะเลี้ยงเข้าประตูเลยหรือไง”
โอกาส : 50 เปอร์เซ็นต์
อุปสรรค : การสูญเสียนักเตะระดับซูเปอร์สตาร์ทุกซีซัน เป็นปัจจัยที่ทำให้ปืนขาดความต่อเนื่องในการโกยแต้ม
เชลซี : สิงห์บลูเวอร์ชันจี๊ดจ๊าด
หลังจากนิ่งๆ ในตลาดซื้อขายมา 2 ฤดูกาล ล่าสุด โรมัน อับราโมวิช เจ้าของทีมสิงห์บลูกลับมาบริหารงานรูปแบบเดิมแล้ว โดยซัมเมอร์นี้อากู๋ชาวรัสเซียควักกระเป๋าไปแล้วกว่า 60 ล้านปอนด์ (ราว 3,000 ล้านบาท) ในการคว้า มาร์โก มาริน (เบรเมน) เอเดน ฮาซาร์ด (ลีลล์) ออสการ์ (อินเตอร์นาซิอองนาล) 3 แข้งดาวโรจน์ตัวจี๊ดที่ถูกกล่าวขานอย่างมากในยุคนี้ ถึงขนาดสื่อในเมืองผู้ดีวิเคราะห์ว่า เชลซี สามารถจัดแผนเล่นอย่าง บาร์เซโลนา ได้สบาย
ทว่า โรแบร์โต ดิ มัตเตโอ ผู้จัดการทีมเชลซี กลับออกตัวว่าทีมไม่สามารถเปลี่ยนแปลงสไตล์ให้เป็นฟุตบอลที่สวยงามชั่วข้ามคืนได้
“ด้วยอิทธิพลของนักเตะใหม่ภายในทีม มันจะทำให้สไตล์การเล่นของพวกเราแตกต่างออกไปแน่นอน พวกเขามีคุณสมบัติที่แตกต่างและความสามารถที่แตกต่างจากนักเตะคนอื่นๆ แต่ผมไม่คิดว่าคุณจะคาดหวังที่จะได้เห็น เชลซี ที่เปลี่ยนไปได้เพียงชั่วข้ามคืน” ดิ มัตเตโอ กล่าว
จุดแข็ง : ความจัดจ้านของผู้เล่นดาวรุ่งที่เสริมทัพมาจะช่วยสร้างความแตกต่างในเกมรุกยามวิกฤต
จุดอ่อน : การปรับจูนระหว่างผู้เล่นที่ย้ายเข้ามาใหม่อาจส่งผลกระทบต่อทีมเวิร์กที่มีอยู่
โอกาส : 60 เปอร์เซ็นต์
อุปสรรค : ขนาดทีมที่ใหญ่เกินไปมีสิทธิจะบีบให้กุนซือใช้ระบบหมุนเวียนนักเตะ
สเปอร์ส : ไก่วัยรุ่นพร้อมกระต๊าก
ถูกบรรดาสื่อเกาะอังกฤษจับตามองไม่น้อยสำหรับทัพไก่เดือยทอง ที่ทำเรื่องสุดช็อกด้วยการไล่ แฮร์รี เรดแนปป์ ออกจากเก้าอี้กุนซือ ทั้งที่ทีมจบสูงถึงอันดับ 4 แต่การได้ อังเดร วิลลาส โบอาส อดีตนายใหญ่สิงห์บลูมากุมบังเหียนแทน ดูเป็นเรื่องที่น่าสนใจเช่นกัน เนื่องจากเป็นเทรนเนอร์หนุ่มไฟแรง และมีบุคลิกที่มุ่งมั่น
สำหรับการกลับมารับงานครั้งนี้ โบอาส ยังคงสไตล์การทำทีมแบบเน้นอนาคตเช่นเคย เริ่มต้นที่ไล่ปล่อยแข้งที่อายุเยอะและนักเตะนอกแผนทำทีมออกไปก่อน จากนั้นจึงเสริมในส่วนที่คิดว่าขาด ซึ่งกุนซือชาวโปรตุกีสเลือกเซ็น แยน แฟร์ทองเกน (อาแจกซ์) กิลฟี ซิกุร์ดส์สัน (ฮอฟเฟนไฮม์) และล่าสุดประกาศรั้ง ลูกา โมดริช ห้องเครื่องคนสำคัญไว้กับทีมต่อไป
จุดแข็ง : มิติในเกมรุกและความหลากหลายในการเข้าทำ พาทัพไก่เดือยทองเฮมาแล้วหลายครั้ง
จุดอ่อน : เกมรับที่ไม่ว่าจะปรับใครมายืน ก็มักเสียประตูง่ายๆ
โอกาส : 40 เปอร์เซ็นต์
อุปสรรค : ทักษะของผู้เล่นตัวหลักและสำรองแตกต่างกันมาก โดยเฉพาะเกมริมเส้นที่เสมือนไม้เด็ดของทีม
ลิเวอร์พูล : หงส์โฉมใหม่ไฉไลกว่าเดิม
สถานการณ์คล้ายคลึงกับ สเปอร์ส ตรงที่ปลดกุนซือแบบสายฟ้าฟาด โดยกลุ่มเจ้าของใหม่ชาวสหรัฐกล้าปลดตำนานสโมสรอย่าง เคนนี ดัลกลิช และแต่งตั้ง เบรนแดน รอดเจอร์ส อดีตกุนซือสวอนซีทำหน้าที่แทน เนื่องจากชื่นชอบรูปแบบการทำทีมที่เน้นต่อบอล
อีกทั้งนายใหญ่วัย 39 ปี ก็ประกาศขอเวลาทำทีมรับรอง เครื่องจักรสีแดงจะกลับมาติดอีกครั้ง นักเตะที่ รอดเจอร์ส นำเข้ามามี 2 ราย คือ ฟาบิโอ บอรินี (โรมา) ที่เพิ่งพังประตูต่อหน้าแฟนในถิ่นแอนฟิลด์แล้ว กับ โจ อัลเลน (สวอนซี) มิดฟิลด์เลือดเวลส์ที่เพิ่งชูเสื้ออย่างเป็นทางการวานนี้
ส่วนในเรื่องการตัดสินใจถือว่าเฉียบขาดไม่น้อย เพราะกล้าปล่อยผู้เล่นที่อยู่กับทีมมานานไปหลายคน อย่างไรก็ตาม มีเสียงแว่วมาจากเดอะค็อป ว่า ขอเวลา 5 นัดก่อนจะเริ่มพิพากษาถึงบอสป้ายแดงรายนี้
จุดแข็ง : พลังแฝงของทีมสปิริตในสนาม และความเด็ดขาดจากจังหวะโต้กลับเร็ว
จุดอ่อน : ความสม่ำเสมอในการเล่น โดยมักโดนทีมรองบ่อนขโมยแต้มอยู่เป็นประจำ
โอกาส : 30 เปอร์เซ็นต์
อุปสรรค : ระยะเวลาที่ต้องเว้นไว้ให้กุนซือคนใหม่ปรับตัว อาจทำหงส์แดงสะดุดจนหลุดเส้นทาง
ทั้งหมดนี้คืออาวุธที่เหล่าท็อป 6 มีไว้ลงสมรภูมิ พรีเมียร์ลีก สนามประลองลูกหนังที่มีความสูสีและดุเดือดที่สุดในโลก ใครที่เป็นแฟนไม่ว่าทีมใด อย่าเพิ่งรีบตัดสิน เพราะลีกผู้ดีซีซันนี้คงต้องลุ้นกันยาวๆ ครับพี่น้อง







