posttoday
ศิลป์แห่งร่องรอยอาเซียน

ศิลป์แห่งร่องรอยอาเซียน

08 สิงหาคม 2555

10 ศิลปิน จาก 7 ชาติ ในย่านอาเซียน และอีก 3 นักวิจัยชาวอเมริกัน ที่คลุกคลีอยู่กับวิถีอาเซียนมายาวนาน

โดย...โจ เกียรติอาจิณ / ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน

10 ศิลปิน จาก 7 ชาติ ในย่านอาเซียน และอีก 3 นักวิจัยชาวอเมริกัน ที่คลุกคลีอยู่กับวิถีอาเซียนมายาวนาน ทั้งหมดพร้อมใจผนึกพลังรวมตัวกันเฉพาะกิจ เพื่อโหมโรงก่อนการก้าวเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ไง) ด้วยการนำเสนอผลงานภาพถ่ายและวิดีโอ ภายใต้ธีม “ร่องรอย” (Traces)

ปลายทางนิทรรศการไม่ได้หมายมุ่งท้าทายผู้มีอำนาจ หรือสร้างความกระด้างกระเดื่องต่อภาครัฐ ที่สำคัญศิลปินก็ไม่ได้จงใจบิ้วให้เกิดการปะทะกันทางความคิดกันหรอก (เอ!!! รึจะจงใจ 555) จริงๆ พวกเขาแค่จะพาทุกๆ คนทำความรู้จักและชิดใกล้อาเซียนมากขึ้น เล่าความเป็นมาและเป็นไปเมื่อครั้งหนหลัง โดยย้อนรำลึกผ่านความทรงจำที่ยังหลงเหลืออยู่ให้เห็นเป็นร่องรอย ณ ปัจจุบันขณะ

ศิลปินชาวพม่า “โมสัท” นำเสนองานภาพถ่าย 8 ชิ้น (จาก 108 ชิ้น) ชื่อ F ’n F (Face & Fingers) ก็ใช้ใบหน้าและนิ้วมือมายอกย้อนกับพฤติกรรมผู้คน รวมถึงสภาพสังคมโดยรวมของพม่า สะท้อนความหมายเชิงสัญลักษณ์อย่างมีนัย อาทิ มือที่บดบังใบหน้าจนคล้ายหน้ากาก มือที่ทำท่าคล้ายปลายกระบอกปืนจี้ที่ศีรษะ กระทั่งการใช้มือทำท่าแทนค่าการเบ่งบาน ซึ่งก็ล้วนซุกซ่อนบางสิ่งไว้ให้ผู้เข้าชมได้ตีความกัน

ผลงาน Bomb Pond โดยศิลปินชาวกัมพูชา “วัณดี รัตนะ” ถ่ายทอดวิถีทุ่งข้าวเขียวขจีใน 10 จังหวัด เป็นภาพถ่ายที่เรียบง่ายและนิ่งเฉย ทว่าเมื่อเฝ้าสำรวจอย่างตั้งใจ กลับพบว่ามันได้สร้างความสะเทือนใจอยู่ไม่น้อย เพราะทุกๆ ท้องทุ่งมักจะมีแอ่งน้ำอยู่ตรงกลาง และแอ่งน้ำนั้นก็คือ หลุมระเบิด มรดกแห่งสงครามที่ชาวกัมพูชามิเคยลืมเลือนไปจากความทรงจำ ถือเป็นร่องรอยอันรวดร้าวที่สุดก็ว่าได้

Re : Looking อีกหนึ่งผลงานน่าสนใจ เป็นงานวิดีโอจัดวาง (27 นาที) ของศิลปินชาวมาเลย์ “วองฮอยชอง” แนวคิดค่อนข้างก้ำกึ่งระหว่างเรื่องจริงกับเรื่องแต่ง ทั้งยังใส่อารมณ์ตลกร้ายผสานกับการหักมุมไว้แบบไม่บันยะบันยัง สร้างบรรยากาศเหมือนห้องรับแขกไฮโซ ในนั้นก็มีจอภาพเคลื่อนไหว เล่าถึงว่าเมื่อมาเลเซียยึดครองประเทศออสเตรียได้ (555) ก่อนจะค่อยๆ ฉายภาพสารพันอันเป็นผลพวงมาจาการสร้างชาติที่มาเลเซียเจอมา

ขณะที่ศิลปินไทย นิทรรศการชุดนี้ได้รับเกียรติจัดแสดง 2 คน ได้แก่ “สมพจน์ ชิตเกษรพงศ์” กับ “ณัฐพาส จิระสถิตย์วรกุล” โดยทั้งคู่เลือกที่จะเล่าร่องรอยความเป็นไทย เมืองไทย และคนไทย ผ่านงานคอนเซปต์ชวลที่มีความโดดเด้งคนละแบบ

ศิลป์แห่งร่องรอยอาเซียน

 

“กรุงเทพฯ ตอนเย็นๆ” งานวิดีโอ (16 นาที) ของสมพจน์ที่ใช้กล้องจับจ้องคนกรุงเทพฯ ที่พร้อมใจยืนตรงเคารพเพลงชาติตอน 6 โมงเย็น ทุกคนต่างหยุดนิ่งราวกับถูกมนต์สะกด หรือถ้าเปรียบเป็นเครื่องเล่นแผ่นดีวิดี นั่นก็หมายความว่า ภาพนั้นได้หยุดเล่นชั่วคราว แต่พลันที่เพลงชาติจบลง ทุกคนต่างก็ขยับทำกิจกรรมตัวเองตามปกติ และเครื่องเล่นแผ่นดีวีดีก็เพลย์ต่อ

สมพจน์ : “กรุงเทพฯ ตอนเย็นๆ มันคือช่วงเวลาที่กำลังจะเปลี่ยนจากกลางวันเป็นกลางคืน ภาพคนยืนตรงเคารพเพลงชาติตอน 6 โมงเย็น ก็เหมือนเป็นภาพสะท้อนถึงการผลัดเปลี่ยนของช่วงเวลา ผมว่าภาพคนยืนเคารพเพลงชาติตอน 6 โมงเย็น มันได้อารมณ์กว่าตอน 8 โมงเช้า เพราะอันนั้นจะเห็นในโรงเรียน แต่ตอน 6 โมงเย็น มันอยู่นอกโรงเรียน ที่ไหนก็ได้ แล้วทุกคนก็พร้อมใจกันหยุดยืน”

ปรากฏการณ์คนหยุดยืนเคารพเพลงชาติตอน 6 โมงเย็น อาจไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ หรือพฤติกรรมประหลาด แต่สิ่งที่สมพจน์ทิ้งคำถามในงานวิดีโอ คือ เพราะอะไรคนถึงหยุด!!! ทุกคนหยุดเพราะเพลงชาติ ทุกคนหยุดเพราะคนอื่นหยุด แล้วถ้าไม่หยุดละ จะเกิดอะไรขึ้น

สมพจน์ : “ผมไม่คิดว่าทุกคนหยุดเพราะรักชาติ หรือรู้สึกอินเพราะเพลงชาติ บางคนหยุดเพราะเพื่อนหยุด คนอื่นหยุดก็หยุด ถ้าไม่หยุดนี่โดนมองว่าแปลกแยกแน่ๆ ซึ่งตอนที่ผมไปตั้งกล้องถ่าย ก็มีหลายคนที่ไม่หยุด โดนมองแต่เขาก็เฉยๆ หรือถ้าหยุด ก็หยุดแค่เท้า แต่สมองเขายังไม่หยุดคิด แบบนี้ก็เยอะครับ”

“เครื่องแบบนักเรียน” ภาพถ่ายที่ณัฐพาสหยิบเรื่องเครื่องแบบนักเรียนมายั่วล้อกับชื่อผลงานและคนในภาพ ซึ่งเป็นเด็กนักเรียน แบ่งออกเป็น 2 เซต ต่างทั้งสีหน้าและสีสัน แต่ที่เห็นชัด คือ ทรงผม อันเป็นส่วนหนึ่งของเครื่องแบบ ที่บ่งบอกความเป็นนักเรียน ฟากหนึ่งสั้นเกรียน อีกฝ่ายก็เหมือนกัน สั้นเกรียน เพียงแต่เพิ่มรายละเอียด มีรูปทรงโค้งเว้า

ณัฐพาส : “พัฒนาการทรงผมนักเรียนนี่มีให้เห็นตลอด สมัยผมเรียนก็จะฮิตทรงพี่ป๊อด โมเดิร์นด็อก ก็เป็นแฟชั่นทรงผมในหมู่นักเรียนยุคนั้น มาถึงยุคนี้ก็มีเพิ่มลูกเล่นแบบว่าไม่ใช่เกรียนอย่างเดียวละ ต้องมีกันหน้าผาก กันจอน ซึ่งจะฮิตทำกันเฉพาะบางกลุ่มบางคนเท่านั้น”

ไม่ว่ายุคไหนนักเรียนก็ยังต้องอยู่ในเครื่องแบบ เพราะเครื่องแบบคือสัญลักษณ์ที่ทำให้เห็นถึงตัวตนของนักเรียน รวมทั้งตัวตนของแต่ละโรงเรียน แต่ละสถาบัน ภาพถ่ายของณัฐพาสก็บอกเล่าประเด็นนี้ไว้ครบครัน

ณัฐพาส : “ผมว่าเครื่องแบบมีก็ดี แต่ถ้ามีเพื่อเป็นการแบ่งชนชั้นกันในสังคม ก็ไม่ใช่เรื่องจำเป็นและสำคัญเท่าไหร่ ดูว่าฟังก์ชันมันคืออะไร มากกว่าจะใช้เครื่องเป็นสัญลักษณ์การแบ่งแยกฐานะ หรือสถานะว่าใครเป็นใคร โรงเรียนเอกชน โรงเรียนวัด โรงเรียนนานาชาติ”

นิทรรศการ “ร่องรอย” (Traces) จัดแสดงให้ชมกันยาวๆ ณ หอศิลป์ บ้านจิม ทอมป์สัน ถนนพระราม ซอยเกษมสันต์ 2 (บีทีเอส สนามกีฬาแห่งชาติ) จนถึงวันที่ 31 ต.ค. โทร. 02-612-6741

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท