
ถึงเวลาสังคายนากีฬาไทย
ไม่ทราบว่า ลอนดอนเกมส์ 2012 ครั้งนี้ แฟนกีฬาชาวไทยจะมีโอกาสฟังเพลงชาติไทยบ้างหรือเปล่า???
โดย...โต๊ะกีฬา
ไม่ทราบว่า ลอนดอนเกมส์ 2012 ครั้งนี้ แฟนกีฬาชาวไทยจะมีโอกาสฟังเพลงชาติไทยบ้างหรือเปล่า???
เพราะการแข่งขันกีฬาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งมวลมนุษยชาติ ดำเนินมาถึงครึ่งทางแล้ว โดยทัพนักกีฬาไทย 37 คนที่ไปเข้าร่วมแข่งขัน ต่างทยอยกันตกรอบไปเกือบหมดแล้ว โดยเฉพาะกีฬาความหวังอย่างมวยสากลสมัครเล่นนั้น ถือว่าเป็นปีที่ตกต่ำของขุนพลเสื้อกล้ามไทยอย่างแท้จริง เพราะได้ตั๋วมาแค่ ชิลชิล 3 ที่นั่งเท่านั้น และเหลือแค่คนเดียวคือ แก้ว พงษ์ประยูร รุ่น 49 กก. ที่ยังอยู่ในเส้นทางลุ้นเหรียญ (ตอนที่พิมพ์ต้นฉบับนี้ ยังไม่ทราบผลรอบ 2 ของ แก้ว ในช่วงดึกคืนวันเสาร์ที่ผ่านมา ตามเวลาไทย)
ส่วนกีฬาประเภทอื่นที่ไม่มีลุ้นเหรียญแล้วได้ไปแข่ง ก็อ้างทำนองว่า ไปเพื่อหวังทำลายสถิติตัวเองหรือสถิติประเทศไทย หรือไม่ก็บอกว่าไปหาประสบการณ์ (ก็ว่ากันไป)
ดีที่ “น้องแต้ว” พิมศิริ ศิริแก้ว นักยกลูกเหล็กสาวไทย สามารถคว้า 1 เหรียญเงิน มาแก้เก้อให้ไทยแลนด์ได้มีอันดับอยู่ในตารางสรุปเหรียญโอลิมปิกคราวนี้
แต่อย่าเพิ่งสรุปว่าผลงานของทัพนักกีฬาไทยล้มเหลว เพราะลอนดอนเกมส์ยังไม่จบ ไทยยังมีความหวังจากกีฬาเทควันโด ซึ่งนักกีฬาไทยเราจะแข่งในวันที่ 8-9 ส.ค.นี้ และสมาคมเทควันโดฯ ก็ยืนยันว่าเรามีลุ้นเหรียญทั้ง 3 คนเลยทีเดียว ก็ไม่แน่นะอาจจะคว้ามา 3 ทองเลยก็ได้ (มองโลกในแง่ดีแบบคิดเข้าข้างตัวเองสุดๆ)
หากเป็นเช่นนั้น ถึงขั้นทำลายสถิติโอลิมปิกทุกครั้งของไทยเลยทีเดียว
เท่าที่ดูแล้ว เรื่องความล้มเหลวที่เกิดขึ้น คงไม่ใช่เรื่องของตัวนักกีฬาเองโดยเฉพาะ เพราะเชื่อว่าทุกคนต่างทุ่มเทที่จะสร้างชื่อเสียงให้ตัวเองและชาติบ้านเกิด แต่น่าจะเป็นเรื่องของการบริหารจัดการของการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) และสมาคมกีฬาต่างๆ มากกว่า
ไล่กันที่สมาคมมวยสากลสมัครเล่นแห่งประเทศไทย ที่มี “เสธอ้าย” พล.อ.บุญเลิศ แก้วประสิทธิ์ นั่งแท่นนายกสมาคม โอลิมปิกที่ผ่านมามีเหรียญให้แฟนหมัดมวยชาวไทยได้ชื่นใจตลอด รวมถึงได้โควตาหลายที่นั่ง ซึ่งผิดกับครั้งนี้ ที่ทุกอย่างดูฉุกละหุกและไม่มีความเป็นมืออาชีพ เราได้โควตาแค่ 3 รุ่น ซึ่งน้อยกว่าทุกครั้ง และก่อนที่ลอนดอนเกมส์จะเริ่ม ขุนพลเสื้อกล้ามไทยไม่มีโปรแกรมอุ่นเครื่อง หรือทัวร์นาเมนต์ให้แข่งขัน ถือเป็นเรื่องที่ไม่น่าเกิดขึ้นกับสมาคมความหวังเหรียญโอลิมปิกอันดับต้นๆ ของประเทศ
และยิ่งน่าอนาถ เมื่อมีเหตุการณ์ที่ พ.ท.ธง ทวีคูณ หัวหน้าสตาฟฟ์โค้ชทีมมวยสากลสมัครเล่นทีมชาติไทย ต้องไปยืมเงินนักข่าว 500 ปอนด์ (ราว 2.5 หมื่นบาท) เพื่อใช้เป็นค่ายื่นเรื่องประท้วงกรรมการที่ตัดสินไม่ยุติธรรม กรณีที่ สายลม อาดี แพ้คะแนนดิบ กานี ไซลายอฟ (คาซัคสถาน) ในรอบแรก หลังเสมอกัน 12-12 หมัด ทั้งที่ สายลม ชกดั้งจมูกคู่แข่งหัก และทำคะแนนได้จะแจ้งกว่า แต่กรรมการกลับชูมือให้ กานี เป็นฝ่ายชนะคะแนนหน้าตาเฉย แม้การประท้วงไม่สำเร็จ แต่ก็ไม่ใช่เรื่องน่าติดใจ
แต่สิ่งที่จะชี้ให้เห็นคือ การจัดการที่ไม่เป็นมืออาชีพของสมาคมมวยฯ ที่สตาฟฟ์โค้ชทีมชาติไทยไม่ได้มีการเตรียมเงินสำหรับยื่นประท้วง ก็ไม่รู้ว่าท่านนายกมวยฯ ปล่อยให้เกิดเหตุการณ์เยี่ยงนี้ได้อย่างไร
ด้านสมาคมกรีฑาแห่งประเทศไทย ก็ไม่น้อยหน้า กรณี “ตีโต้” ศุภนร ศุขสวัสดิ ณ อยุธยา นักกระโดดไกลดาวรุ่งทีมชาติไทย ออกมาโวยแหลกผ่านทางเฟซบุ๊ก หลังผู้ฝึกสอน สังวร ทวีเฉลิมดิษฐ์ ถูกปล่อยลอยแพในลอนดอน ข้าวไม่ได้กินตั้งแต่เช้า แถมมิหนำซ้ำยังต้องจ่ายค่าแท็กซี่ไปโรงแรมเองทั้งหมด
ก่อนหน้านี้ สมาคมกรีฑาฯ ปล่อยให้ “ตีโต้” เดินทางไปลอนดอนเกมส์ตามลำพัง เนื่องจากไม่มีโควตาโค้ชให้ ทั้งที่ ตีโต้ เป็นนักกีฬาในโครงการ “ดาวรุ่งมุ่งยูธโอลิมปิกและนานาชาติ” ของสมาคมกรีฑาฯ รวมทั้ง ยังเป็นนักกีฬาในโครงการ “สปอร์ต ฮีโร่” ของ กกท. ด้วย
เมื่อเรื่องถึง “บิ๊กหนุ่ม” กนกพันธุ์ จุลเกษม ผู้ว่าฯ กกท. ก็ได้ตำหนิสมาคมกรีฑาอย่างหนัก พร้อมกับจัดโค้ชมาให้ แต่ก็มามีปัญหาอีกครั้งในเรื่อง ไอดีการ์ด เข้าสนามแข่งขัน ซึ่งกลายเป็นหน้าที่ของ ตีโต้ ที่ต้องไปวิ่งเรื่องเอกสารต่างๆ ให้โค้ช ซะงั้น (มีที่ไหนในโลกที่เขาทำกันแบบนี้)
ต้องยอมรับว่า ตีโต้ เป็นเด็กที่มีความมุมานะ และขยันหมั่นเพียรในการฝึกซ้อมอย่างยิ่ง แต่ต้องมาเสียเวลาเพื่อไปตามหาโค้ช และเดินเรื่องต่างๆ ด้วยตัวเองจนไม่ได้ซ้อม กระทั่งไม่ผ่านรอบคัดเลือกตามคาด แม้สถิติที่พกไปจะสู้ระดับโลกไม่ได้ แต่โอลิมปิกคือความฝันของนักกีฬาทุกคน และเมื่อได้ไปสัมผัส ทุกคนก็หวังที่จะทำผลงานให้ดีที่สุด ไม่จำเป็นต้องมีเหรียญใดเหรียญหนึ่งก็ได้ แต่เมื่อต้องมาเจอเรื่องน่าสมเพชแบบนี้ คงไม่ต้องเดาหรอกว่าผลงานจะเป็นยังไง
จากนี้เส้นทางของหนุ่มน้อยผู้เด็ดเดี่ยว แต่หัวใจแกร่ง กล้าหาญที่จะกระโดดไกลไปถึงฝั่งฝัน ได้ประทับเท้าบนพื้นทรายถึงลอนดอนเกมส์ จะเป็นเช่นไรต่อไป
น่าอนาถกับการบริหารจัดการของสมาคมกีฬาไทยซะจริงๆ ทำไมถึงทำกับนักกีฬาไทยตัวแทนของประเทศชาติกันได้ขนาดนี้
ผู้หลักผู้ใหญ่ของสมาคมรวมถึงท่านผู้ว่าฯ กกท. กลับจากโอลิมปิกหนนี้ คงต้องมีการสังคายนากันยกชุดเลยครับท่าน
น้องเมย์..เงินจะซื้อนมดื่มยังไม่มี
ส่วน “น้องเมย์” รัชนก อินทนนท์ นักแบดมินตันสาวไทย วัย 17 ปี ที่กลายเป็นขวัญใจมหาชน แม้จะไม่มีเหรียญรางวัลติดไม้ติดมือก็ตาม หลังตกรอบ 8 คนสุดท้าย ประเภทหญิงเดี่ยว
ไม่เพียงในไทยเราที่เป็นปลื้มกันสุดๆ กับเด็กคนนี้ แต่ต่างชาติยังรุมกันชื่นชมน่าดู เพราะสู้ด้วยใจเกินร้อย เนื่องจากเป็นคนร้อยเอ็ด
ทว่ามีใครทราบบ้างว่า กว่า น้องเมย์ จะก้าวมาถึงจุดนี้ ต้องฝ่าฟันอุปสรรคอะไรมาบ้าง บางวันไม่มีเงินแม้กระทั่งจะซื้อนมมาดื่มเพื่อบำรุงร่างกาย คิดดูมันน่าใจหายแค่ไหน สำหรับตัวแทนของคนไทย
“น้องเมย์ทำดีที่สุดแล้ว น้องเป็นเด็กขยันและมีความอุตสาหะ โอลิมปิกครั้งนี้เป็นครั้งแรก ทำได้แค่นี้ถือว่าสุดยอดแล้ว เพราะมีอาการบาดเจ็บรบกวนด้วย และน้องเตรียมตัวเข้าร่วมแข่งโอลิมปิกแค่เดือนเศษ เพราะต้องตระเวนแข่งเพื่อเก็บคะแนนสำหรับคว้าโควตาให้ได้” “แม่ปุก” กมลา ทองกร ผู้อำนวยการโรงเรียนแบดมินตัน บ้านทองหยอด ที่เปรียบเสมือนแม่คนที่ 2 ของ เมย์ กล่าว
หลังจบโอลิมปิก 2012 “น้องเมย์” จะไปเล่นลีกอาชีพที่จีน กับสโมสรชิงเต่า ในศึกซูเปอร์ลีก ระหว่างวันที่ 23 ส.ค.-ต้นเดือน ธ.ค.นี้ ซึ่งจะได้รับเงินเป็นเลข 7 หลักจากสัญญา 6 เดือน
ต้องยอมรับว่าแบดมินตันไม่ใช่กีฬาทำเงินเหมือนอย่างเทนนิสและกอล์ฟ แถมมีค่าใช้จ่ายในการตระเวนแข่งเพื่อเก็บคะแนนปีละไม่ต่ำกว่า 2 ล้านบาท ส่วนเงินรางวัลแชมป์แต่ละรายการ ส่วนใหญ่ก็ไม่เกิน 2 แสนบาท ต้องยอมรับว่าโอกาสที่ น้องเมย์ จะก้าวขึ้นไปเป็นมือ 1 โลกนั้น ก็มีความเป็นไปได้ แต่ต้องมีการสนับสนุนอย่างจริงจังจากทุกภาคส่วนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเรื่องสปอนเซอร์สนับสนุน วิทยาศาสตร์การกีฬา และโค้ช ซึ่งนี่คือ 3 ปัจจัยหลักที่ห้ามมองข้ามเด็ดขาด







