
แฉขุมพลัง ‘แชมป์’ โอลิมปิก ‘เหรียญทอง’ ที่เดิมพันด้วย ‘ชีวิต’
วินาทีที่ คิมอุนกุ๊ก นักกีฬายกน้ำหนักชาวเกาหลีเหนือชูมือขึ้นเหนือศีรษะหลังสิ้นสุดการแข่งขัน
โดย...ณัฐสุดา จิตตปาลพงศ์
วินาทีที่ คิมอุนกุ๊ก นักกีฬายกน้ำหนักชาวเกาหลีเหนือชูมือขึ้นเหนือศีรษะหลังสิ้นสุดการแข่งขัน บรรดาคอกีฬาทั่วโลกก็ได้บันทึกภาพนาทีแห่งชัยชนะของแชมป์เหรียญทองโอลิมปิก ณ กรุงลอนดอน ปี 2012 ไว้ในความทรงจำเป็นที่เรียบร้อย
เพราะชัยชนะครั้งนี้ไม่เพียงแต่สะท้อนให้เห็นถึงทักษะด้านกีฬาอันยอดเยี่ยมของคิม จนสามารถทำลายสถิติโลกในรุ่น 62 กิโลกรัมเท่านั้น แต่ยังตอกย้ำให้ชาวโลกได้เห็นถึง “ศักยภาพ” และ “พลัง” ของทัพนักกีฬาโสมแดงในศึกโอลิมปิกได้เป็นอย่างดีเลยทีเดียว
ทั้งนี้ ต้องยอมรับว่าเพียงแค่ 1 สัปดาห์หลังจากที่มหกรรมกีฬาแห่งมวลมนุษยชาติเช่นโอลิมปิกแหวกม่านเปิดฉากขึ้นอย่างเป็นทางการ ประเทศนอกสายตาตัวเก็งอย่างเกาหลีเหนือได้สร้างประวัติศาสตร์ชวนทึ่งไม่น้อย เมื่อสามารถกวาดเหรียญทองได้มากถึง 4 เหรียญ บวกกับเหรียญทองแดงอีกหนึ่งเหรียญ จนติดอันดับ 1 ใน 20 ประเทศของการจัดอันดับตารางเหรียญ และติดอันดับ 4 ของบรรดาชาติเอเชียด้วยกัน
เรียกได้ว่า เป็นสถิติที่น่าเหลือเชื่อ จนสื่อทั่วโลกต่างยกให้เป็น “ม้ามืด” ในการแข่งขันครั้งนี้
“ผมต้องขอขอบคุณ คิมจองอิล อดีตผู้นำผู้ล่วงลับของผม รวมทั้งคิมจองอึน ทายาทผู้ยิ่งใหญ่ ที่ช่วยให้ผมมีชัยชนะในวันนี้” คิม ประกาศด้วยความดีใจสุดขีด ก่อนจะ “ตะเบ๊ะ” ให้กล้องหนึ่งที และก้าวลงจากเวที
แม้จะเป็นการแสดงออกที่สื่อถึงความเป็น “ชาตินิยม” อย่างงดงาม แต่ท่าทีภาคภูมิและแข็งขันซึ่งกลายเป็นภาพที่ถูกตีแผ่บนหน้าหนังสือพิมพ์เกือบทุกฉบับ ได้ส่งผลให้เกิดความกังขาภายในใจของผู้คนทั่วโลกด้วยเช่นกัน ถึง “แรงจูงใจ” และ “กุญแจสู่ความสำเร็จ” ของนักกีฬาโสมแดง
เนื่องจากสำหรับนักกีฬาอาชีพส่วนใหญ่ การคว้า “เหรียญทอง” จากเวทีโอลิมปิกนั้นถือเป็นความภาคภูมิใจที่ยิ่งใหญ่และถือเป็นรางวัลสูงสุดแห่งชีวิต
พูดให้เข้าใจง่ายขึ้นก็คือ เหรียญทองที่ได้รับมีคุณค่าทาง “จิตใจ” เหนือสิ่งอื่นใด
อย่างไรก็ตาม สำหรับนักกีฬาของบางประเทศ เหรียญกลมๆ หนึ่งเหรียญจากการแข่งขันกลับมีความหมายในทางที่แตกต่าง
เพราะนอกจากจะนำมาซึ่งความภาคภูมิใจและชื่อเสียงเกียรติยศแล้ว เหรียญรางวัลอาจเปรียบเสมือนบันไดลัดสู่ความมั่งคั่งร่ำรวย รวมถึงคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าสำหรับตัวเองและครอบครัว และที่สำคัญที่สุดก็คือ ผลลัพธ์จากการแข่งขันยังเป็นตัวชี้วัด “ความเป็นความตาย” ของนักกีฬาเอง!
เป็นเหรียญรางวัลที่มี ‘ชีวิต’ เป็นเดิมพัน
ยกตัวอย่างเช่น เกาหลีเหนือ ประเทศที่ยังคงมีปริศนาลึกลับมากมายที่สุดในโลก เป็นที่รู้กันดีว่าชัยชนะของนักกีฬาย่อมหมายถึงการตบรางวัลครั้งใหญ่จากรัฐบาล
ไล่เรียงตั้งแต่เครื่องใช้ไฟฟ้าราคาแพงอย่างโทรทัศน์และตู้เย็น เงินสด ตลอดจนรถยนต์และบ้านหลังโต
ยิ่งไปกว่านั้นก็คือ บางรายยังได้รับสิทธิพิเศษด้วยการได้เข้าเป็นสมาชิกของ “พรรคแรงงานเกาหลีเหนือ” (ดับเบิลยูพีเค) ซึ่งเป็นพรรครัฐบาล รางวัลที่นับเป็นความใฝ่ฝันอันสูงสุดของนักกีฬาโสมแดง เนื่องจากหมายถึงความมั่งคั่งและความสุขสบายของวงศ์ตระกูลหลายชั่วอายุ
และผลประโยชน์ดีเลิศมหาศาลที่แม้ใช้เวลาชั่วชีวิตก็ไม่อาจสะสมได้เทียบเท่าข้างต้น ก็ล้วนเป็นรางวัลที่เตรียมไว้เพื่อตอบแทนนักกีฬาของรัฐบาลที่ได้สร้างชื่อเสียงให้กับประเทศชาติ
“สังคมเกาหลีเหนือให้ความสำคัญและยกย่องนักกีฬาเหรียญทองของพวกเขาเยี่ยงพระเจ้า” วูยองลี อาจารย์เกาหลีเหนือศึกษาจากมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในกรุงโซล กล่าว
ทว่า ในทางกลับกัน ชะตากรรมของ “ผู้แพ้” นั้น กลับตาลปัตรโดยสิ้นเชิง
เนื่องจากในทัศนะของสังคมเกาหลีเหนือแล้ว ความพ่ายแพ้ก็ไม่ได้ต่างอะไรจากการ “ทรยศ” ประเทศชาติ
แต่ที่เลวร้ายยิ่งไปกว่านั้นก็คือ ความพ่ายแพ้ในเกมกีฬามีค่าเทียบได้กับตราบาปที่จะติดตัวไปชั่วชีวิต!
ดังนั้น จึงไม่ใช่เรื่องชวนประหลาดใจเมื่อในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาจะเกิดกระแสข่าวลือหนาหูว่าบรรดานักกีฬาที่ชวดเหรียญรางวัลนั้น จะต้องถูกส่งเข้า “เหมือง” หรือไม่ก็ค่ายแรงงานสุดโหด ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีในฐานะ “ค่ายนรก” เพื่อลงโทษที่บังอาจสร้างความอับอายให้แก่ประเทศชาติ
ทั้งนี้ คนส่วนใหญ่คงยังไม่ลืมเหตุการณ์เมื่อครั้งฟุตบอลโลกปี 2553 ที่ประเทศแอฟริกาใต้ได้ โดยภายหลังจากที่ทีมเกาหลีเหนือโดนโปรตุเกสยิงประตูถึง 7 ลูก ก็มีข่าวเล็ดลอดออกมาจากแดนโสมแดงว่า นักกีฬาทั้งทีมนั้นจะต้องเข้าทำงานในเหมืองทันทีที่กลับถึงบ้าน
“นักกีฬาที่โชว์ฟอร์มน่าผิดหวัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากพ่ายแพ้ให้กับคู่อริของประเทศอย่าง สหรัฐ หรือไม่ก็เกาหลีใต้ จะต้องถูกลงโทษอย่างแน่นอน โดยแม้ที่ผ่านมาจะไม่เคยมีหลักฐานปรากฏจริงๆ ว่านักกีฬาเหล่านี้ถูกส่งเข้าค่ายแรงงาน แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงก็คือ การประเมินนักกีฬาแต่ละคนหลังจากที่เสร็จภารกิจในต่างแดนแล้ว” คิมโยฮัน ผู้เชี่ยวชาญ กล่าว
เพราะฉะนั้น จึงเป็นบทสรุปสุดท้ายว่า นักกีฬาจากโสมแดงต้องทุ่มสุด สู้สุดใจ เพื่อผลแห่งชัยชนะที่หอมหวานนั่นเอง
นอกจากนี้ บรรดาชาวเกาหลีเหนือที่ลี้ภัยยังแฉอีกว่า ไม่เพียงแต่นักกีฬาเกาหลีเหนือจะต้องฝึกฝนร่างกายอย่างหนักหน่วงสาหัสจนแทบจะแปลงร่างเป็นยอดมนุษย์แล้ว ทว่ายังจะต้องผ่านคอร์ส “ล้างสมอง” หรือการถูกปลูกฝังความคิดชาตินิยมและความรักที่มีต่อผู้นำอีกด้วย ซึ่งทำให้พวกเขามีกระบวนการคิดที่ไม่เหมือนกับนักกีฬาชาติอื่นๆ
หรือถ้าจะพูดให้เข้าใจง่ายก็คือ ไม่ว่าพวกเขากำลังทำอะไรอยู่ จะยิงธนู ยกน้ำหนัก หรือดำน้ำ ก็จะมีภาพคิมจองอึนในหัวตลอดเวลานั่นเอง!
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ใช่ว่าเกาหลีเหนือจะเป็นประเทศเดียวที่ชัยชนะในการแข่งขันกีฬาสามารถพลิกโฉมชีวิตนักกีฬาจากหลังมือเป็นหน้ามือได้ในชั่วข้ามคืน
เพราะหากข้ามฝั่งไปยังดินแดนพญามังกร ก็จะพบว่าชาวจีนที่มีฐานะยากจนส่วนใหญ่ต่างหันพึ่ง “กีฬา” เพื่อเป็นหนทางในการหลุดพ้นจากความยากจนทั้งสิ้น
เพราะสำหรับนักกีฬาที่สามารถคว้าเหรียญทองได้นั้น รัฐบาลจะอัดฉีดเงินราว 5 หมื่นเหรียญสหรัฐ (ราว 1.5 ล้านบาท) รวมทั้งได้เลื่อนสถานะเป็น “ฮีโร่” ของสังคม และกลายเป็นที่รักของประชาชนทั้งประเทศในทันที
เช่นเดียวกับหลายประเทศในภูมิภาคอาเซียนรวมทั้งไทยเอง ซึ่งต่างขึ้นชื่อเรื่อง “เงินอัดฉีด” เช่น มาเลเซีย ซึ่งให้เงินรางวัลแก่นักกีฬาราว 4 แสนเหรียญสหรัฐ (ราว 12 ล้านบาท) ฟิลิปปินส์ 3.4 แสนเหรียญสหรัฐ (ราว 10.2 ล้านบาท) และสิงคโปร์ 7 แสนเหรียญสหรัฐ (ราว 21 ล้านบาท)
เงินจำนวนดังกล่าวช่างแตกต่างจากหลายประเทศตะวันตกอย่างสหรัฐและสหราชอาณาจักร โดยที่สหราชอาณาจักรนั้น นักกีฬาที่ได้เหรียญจะไม่ได้รับเงินอัดฉีดจากภาครัฐแม้แต่ปอนด์เดียว
“ชัยชนะคือรางวัลในตัวของมันเอง” เจ้าหน้าที่โอลิมปิกของสหราชอาณาจักร กล่าว แต่ย้ำชัดว่า นักกีฬาจะไม่กลับบ้านมือเปล่า เพราะอย่างน้อยก็จะมีบริษัทต่างๆ ติดต่อขอจ้างไปเป็นสปอนเซอร์อย่างแน่นอน
เรียกได้ว่า ทันทีที่คว้าเหรียญ โอกาสโกยเงินก็จะมาถึงทันที ทั้งจากการเป็นพรีเซนเตอร์ เขียนหนังสือ เป็นโค้ช รวมทั้งการผันตัวเองเป็นนักข่าวกีฬา
ในส่วนของนักกีฬาเหรียญทองเมืองลุงแซมนั้น ก็จะได้รับเงินราว 2 หมื่นเหรียญสหรัฐ (ราว 6 แสนบาท) ซึ่งถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับของสิงคโปร์
ด้านนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่มองว่า แม้เงินรางวัลที่สูงนั้นจะมีสาเหตุจากการที่ประเทศเหล่านี้มักมีโอกาสคว้าเหรียญน้อยกว่าประเทศอื่นๆ อยู่แล้ว ดังนั้นทางการจึงต้องสร้าง “แรงจูงใจ” ให้นักกีฬา
ทว่า ในขณะเดียวกันการพ่วงเงินก้อนโตเข้ากับเหรียญรางวัลก็ยิ่งทำให้ชัยชนะมีความสำคัญต่อตัวนักกีฬามากขึ้นกว่าเดิม
“ใครจะไม่อยากได้เหรียญรางวัลบ้าง เพราะหากคุณสวมเหรียญกลับบ้าน คุณก็จะกลายเป็นเศรษฐีในพริบตา บางทีความภูมิใจของนักกีฬาก็คือ การหาเลี้ยงครอบครัว” นักกีฬาคนหนึ่ง กล่าว
แต่ทั้งนี้ ไม่ว่า “ความกระหาย” ในชัยชนะจะมาจากสาเหตุใดก็ตาม สิ่งหนึ่งที่น่าชื่นชมและมองข้ามไม่ได้เลยก็คือ “ความรัก” ที่นักกีฬาแต่ละคนมีต่อกีฬานั่นเอง
เพราะหากนักกีฬาไม่รักในสิ่งที่ทำ ก็จะไม่มีวันได้ลิ้มรส “ชัยชนะ” อย่างแน่นอน
ต่อให้ขู่เข็ญ บีบบังคับ หรืออัดฉีดมากแค่ไหนก็ตาม







