posttoday
จุดเริ่มต้นพลังงานหมุนเวียนและก้าวต่อไป

จุดเริ่มต้นพลังงานหมุนเวียนและก้าวต่อไป

03 สิงหาคม 2555

โดย...ณัฐวิภา อิ้วสกุล ผู้ประสานงานรณรงค์ด้านพลังงานและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กรีนพีซเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

โดย...ณัฐวิภา อิ้วสกุล ผู้ประสานงานรณรงค์ด้านพลังงานและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กรีนพีซเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

จากกระแสเรียกร้องจากภาคประชาชนอย่างต่อเนื่อง ที่ต้องการเห็นประเทศก้าวข้ามผ่านการมุ่งใช้พลังงานสกปรกในการผลิตกระแสไฟฟ้า ไปสู่การนำพลังงานหมุนเวียนที่เป็นพลังงานสะอาดมาใช้ผลิตกระแสไฟฟ้าเป็นสัดส่วนให้มากขึ้นนั้น ได้เป็นแรงกระตุ้นอย่างดีต่อภาครัฐให้เริ่มหันมาสนใจการพัฒนาพลังงานหมุนเวียนมากขึ้น โดยปีที่ผ่านมารัฐบาลได้ประกาศเพิ่มสัดส่วนการผลิตกระแสไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนให้ได้ร้อยละ 25 ภายในปี พ.ศ. 2564 หรือภายใน 10 ปี หลังจากการประกาศใช้ ซึ่งอาจจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการผลักดันให้เกิดการ “ปฏิวัติพลังงาน” อย่างจริงจัง โดยคำประกาศดังกล่าวได้ทำให้ประชาชนมีความหวังว่าพลังงานหมุนเวียนจะถูกพลิกบทบาทจากการเป็นแค่ “ตัวประกอบฉาก” เป็น “พระเอกขี่ม้าขาว” ให้แสงสว่างเป็นทางออกด้านพลังงานด้วยจุดเริ่มต้นเล็กๆ ที่จะทำให้ในที่สุดประเทศไทยจะสามารถหันหลังให้กับการผลิตกระแสไฟฟ้าแบบเดิมๆ ที่ใช้พลังงานสกปรกสร้างปัญหามลพิษส่งผลกระทบต่อประชาชนและสิ่งแวดล้อม และที่สำคัญยังเป็นตัวการของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เป็นปัญหาของคนทั้งโลกอยู่ทุกวันนี้

การปฏิวัติพลังงาน (Energy Revolution) คือหนทางเดียวที่จะตอบสนองความต้องการใช้ไฟฟ้าของเราได้อย่างยั่งยืน เป็นหนทางที่มุ่งสู่การยุติหรือก้าวผ่านข้ามการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลที่สกปรกในการผลิตกระแสไฟฟ้าและนิวเคลียร์ที่อันตราย โดยมุ่งใช้พลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy) ที่สะอาดและไม่มีวันหมด ประกอบกับการเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้ไฟฟ้าและประหยัดพลังงาน (Energy Efficiency) การปฏิวัติพลังงานอาศัยหลักการง่ายๆ คือ การพัฒนาความเป็นอยู่ที่ดีของมนุษย์โดยไม่พึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล การเข้าถึงพลังงานได้อย่างเท่าเทียมและเป็นธรรม เคารพต่อขีดจำกัดของธรรมชาติ เช่น ขีดจำกัดในการรองรับการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกและมลพิษต่างๆ เป็นต้น และสุดท้ายคือการนำเทคโนโลยีที่มีอยู่ในการนำพลังงานหมุนเวียนมาใช้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

ประชาชนทั่วไปก็สามารถร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิวัติพลังงานได้ คือการปฏิวัติพฤติกรรมตัวเองด้านการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพผ่านหลากหลายวิธี ไม่ว่าจะเป็นการเลือกใช้เทคโนโลยีหรือเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ประหยัดไฟ ถอดปลั๊กและไม่ใช้ไฟฟ้าโดยไม่จำเป็น งดการบริโภคอย่างฟุ่มเฟือย นำของเก่ามาใช้ใหม่ หันมาใช้ระบบขนส่งมวลชน และอื่นๆ อีกมากมายที่ทำให้ปริมาณความต้องการใช้พลังงานลดลง ซึ่งเป็นการบริหารด้านอุปสงค์ (Demand Side Management) และในส่วนของด้านการผลิตหรือด้านอุปทาน (Supply Side Management) ทุกคนควรร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันให้มีการใช้พลังงานหมุนเวียนแทนการใช้พลังงานสกปรก ซึ่งสามารถทำได้โดยการให้ความรู้คนรอบข้าง บอกต่อข้อมูลและร่วมรณรงค์ให้มีการปรับเปลี่ยนเชิงโครงสร้าง และการปฏิบัตินำพลังงานหมุนเวียนมาใช้เองตามศักยภาพหรือทรัพยากรในท้องถิ่นและเทคโนโลยีที่มีในท้องถิ่น เช่น การติดแผงโซลาร์ผลิตไฟฟ้าบนหลังคาเครื่องทำน้ำร้อนพลังแสงอาทิตย์ การหมักย่อยสลายสารอินทรีย์ที่เหลือทิ้งเพื่อให้ได้ก๊าซชีวภาพ เป็นต้น

ย้อนกลับไปเมื่อสิบปีที่แล้ว ถ้าจะบอกว่าในอีกสิบปีข้างหน้าประเทศไทยจะมีแผงโซลาร์เซลล์นับพันนับหมื่นนับแสนแผงที่หันหน้ารอรับพลังงานจากดวงอาทิตย์ เพื่อเอาพลังงานเหล่านั้นไปเปลี่ยนเป็นกระแสไฟฟ้าก็คงไม่มีใครเชื่อ เพราะดูเกินจริงและไกลตัว แต่ในช่วงสองสามปีที่ผ่านมามีโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์เกิดขึ้นแล้วหลายโรงทั่วประเทศไทย และรวมถึงโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนอื่นๆ ก็เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดเช่นเดียวกัน จนดูเหมือนว่าเป้าหมายการผลิตกระแสไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนให้ได้ร้อยละ 25 ภายในอีกสิบปีข้างหน้าจะต่ำกว่าศักยภาพพลังงานหมุนเวียนที่เรามีอยู่ และความต้องการในการลงทุนด้านพลังงานหมุนเวียนของภาคธุรกิจและภาคครัวเรือนหรือชุมชนที่ต้องการผลิตไฟฟ้าใช้เอง ซึ่งหากเราสามารถนำพลังงานหมุนเวียนมาใช้ได้อย่างเต็มศักยภาพ หลักชัยที่ประชาชนคนไทยจะสามารถบรรลุร่วมกันภายในสิบปีข้างหน้าได้ คือ

จุดเริ่มต้นพลังงานหมุนเวียนและก้าวต่อไป

 

1.ประเทศไทยจะกลายเป็นประเทศในอันดับต้นๆ ของโลก ที่สามารถปลดแอกตัวเองสำเร็จจากการตกเป็นทาสของถ่านหินและนิวเคลียร์ ที่ผลประโยชน์ล้วนตกอยู่กับกลุ่มทุน

2.เราจะสามารถลดการนำเข้าน้ำมันได้อย่างน้อย 5.74 แสนล้านบาท เพราะเมื่อเราเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนขึ้น สัดส่วนการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลที่เราต้องสูญเสียเงินจำนวนมากมายมหาศาลเพื่อซื้อถ่านหิน น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ มาผลิตกระแสไฟฟ้าก็จะลดลงตามไปด้วย

3.เราจะสามารถลดการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินได้ถึง 10 โรง หากนำพลังงานหมุนเวียนมาใช้อย่างเต็มศักยภาพพร้อมกันกับการนำแผนอนุรักษ์พลังงานมาใช้

4.ไฟฟ้าที่ผลิตได้จากพลังงานหมุนเวียน จะสามารถทดแทนความต้องการใช้ไฟฟ้าที่ผลิตจากพลังงานฟอสซิลทั้งหมดของกรุงเทพฯ ได้ตลอดทั้งปี

5.เราจะมีส่วนช่วยในการบรรเทาปัญหาโลกร้อนได้อย่างเป็นรูปธรรมมากที่สุด เพราะการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนไม่สร้างปัญหาการก่อก๊าซเรือนกระจกดังเช่นการผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงฟอสซิลที่เป็นตัวการสำคัญของปัญหาโลกร้อน โดยพลังงานหมุนเวียนจะช่วยลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ที่เกิดจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิลได้อย่างน้อย 76 ล้านตัน

6.มีการจ้างงานมากกว่า 1.88 แสนตำแหน่งทั่วประเทศจากการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนที่เพิ่มขึ้น และประชาชนไม่จำเป็นที่จะต้องทิ้งถิ่นฐานบ้านเกิด เพราะปริมาณการจ้างงานที่เกิดขึ้นจากการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนจะกระจายอยู่ตามชุมชนต่างๆ ทั่วประเทศ โดยจะช่วยสร้างเศรษฐกิจของประเทศให้ดีขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม

7.ทุกคน ทุกบ้าน ทุกหย่อมหญ้า สามารถผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนเพื่อใช้เองภายในครัวเรือน และถ้าเหลือใช้ยังสามารถขายกลับคืนเข้าระบบสายส่งของรัฐได้ ยกระดับคุณภาพชีวิต พลิกโฉมหน้าจากผู้ใช้ไฟฟ้ามาเป็นผู้ผลิตไฟฟ้า สร้างรายได้ให้กับครัวเรือน และลดการผูกขาดทางพลังงาน

เราพร้อมแล้วสำหรับการก้าวไปข้างหน้า และยังไปได้ไกลกว่านี้อย่างแน่นอน แต่สิ่งที่เป็นอุปสรรคก้อนโตที่ขัดขวางเส้นทางการพัฒนาพลังงานหมุนเวียนในประเทศไทย นั่นคือกลุ่มธุรกิจพลังงานสกปรกที่เสียประโยชน์และครอบงำภาครัฐและนักการเมือง ที่ทำให้ภาครัฐยังเงื้อง่าที่จะประกาศเจตจำนงที่ชัดเจนและเร่งการปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมดังที่ควรจะเป็น ยังมีกลุ่มคนที่คอยขัดขวางการเพิ่มขึ้นของการนำพลังงานหมุนเวียนมาใช้ อย่างไรก็ตาม ขณะนี้สัญญาณเริ่มต้นที่ดีจากภาครัฐก็ปรากฏให้ประชาชนมีความหวังมากขึ้นอีกครั้ง โดยล่าสุดกระทรวงพลังงานได้ประกาศยกร่าง “กฎหมายพลังงานหมุนเวียน” ซึ่งถือว่าเป็นหนึ่งในกลไกที่สนับสนุนทางนโยบายที่สำคัญ โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือน มี.ค. 2556

กฎหมายพลังงานหมุนเวียนได้ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือหรือกลไกสนับสนุนพลังงานหมุนเวียนอย่างในหลายประเทศเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอดหลายปีที่ผ่านมา ตัวอย่างบทเรียนจากประเทศผู้นำด้านพลังงานหมุนเวียนอย่างเยอรมนี สะท้อนให้เห็นว่ากฎหมายพลังงานหมุนเวียนที่ดีจะเป็นจิ๊กซอว์ตัวสำคัญที่ทำให้การพัฒนาพลังงานหมุนเวียนในประเทศสมบูรณ์ขึ้นมาได้ นั่นคือกฎหมายพลังงานหมุนเวียนจะต้องถูกยกให้เป็นนโยบายระดับชาติที่ยึดถือประโยชน์ของประชาชนและสิ่งแวดล้อมเป็นที่ตั้ง ในขณะที่หน้าตาของกฎหมายพลังงานหมุนเวียนที่กระทรวงพลังงานกำลังยกร่างอยู่นี้จะออกมาหน้าตาเป็นอย่างไรนั้น จะเป็นบทพิสูจน์ภาครัฐถึงเจตจำนงว่าจะอยู่ข้างประชาชนและสิ่งแวดล้อม และทำให้เราหลุดพ้นจากกลุ่มทุนที่ผูกขาดด้านพลังงานได้หรือไม่

ในวาระโอกาสที่กระทรวงพลังงานจะมีการร่างกฎหมายพลังงานหมุนเวียนที่ยังไม่มีใครจะรู้ว่าหน้าตาเป็นอย่างไรนั้น กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จึงได้เริ่มโครงการรณรงค์ “ปฏิวัติพลังงาน ผ่านกฎหมายพลังงานหมุนเวียน” เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องและสร้างแรงบันดาลใจให้คนไทยร่วมกันสร้างอนาคตทางพลังงานให้ปลอดจากถ่านหินและนิวเคลียร์ พร้อมกันนี้จะรวบรวมรายชื่อให้ได้ 55,555 ชื่อ เพื่อสนับสนุนให้มีการเร่งออกกฎหมายพลังงานหมุนเวียน และเรียกร้องหลักประกันให้กฎหมายฉบับนี้ต้องตั้งอยู่บนประโยชน์ของประชาชน สิ่งแวดล้อม และหลุดพ้นจากการผูกขาดด้านพลังงาน โดยกฎหมายจะต้องสร้างประโยชน์ให้สำหรับทุกคนมีสิทธิเท่าเทียมกันในการใช้และผลิตพลังงานหมุนเวียน กำหนดให้พลังงานหมุนเวียนมีความสำคัญเป็นลำดับแรก และสามารถเข้าถึงระบบสายส่งก่อนพลังงานอื่นๆ สนับสนุนให้มีระบบโครงข่ายไฟฟ้าและราคาพลังงานหมุนเวียนที่ผลิตได้มีความเป็นธรรมและโปร่งใส สนับสนุนให้มีการจัดตั้งกองทุนวิจัยและพัฒนาศักยภาพและเทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียนในทุกจังหวัด และกำหนดให้ผู้ใช้ไฟฟ้ามีสิทธิเลือกว่าจะใช้ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนแทนที่พลังงานฟอสซิล เพื่อก่อจิตสำนึกร่วมกันลดผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม และนี่คือกฎหมายพลังงานหมุนเวียนที่เราทุกคนอยากเห็น ติดตามรายละเอียดงานรณรงค์ได้ที่ www.greenpeace.or.th/GoRenewable และที่ www.facebook.co.th/greenpeaceseath

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท