posttoday
ธรรมปฏิบัติเพื่อการรู้แจ้งในธรรม ณ สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา (ตอน ๘)

ธรรมปฏิบัติเพื่อการรู้แจ้งในธรรม ณ สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา (ตอน ๘)

03 สิงหาคม 2555

เมื่อเรารู้เท่าทัน เราก็วิจัยธรรมได้ แต่จะรู้เท่าทันได้ก็ต้องมีสติเข้มแข็ง มีปัญญาอบรมสตินั้นดีแล้ว

โดย...พระอาจารย์อารยะวังโส

เมื่อเรารู้เท่าทัน เราก็วิจัยธรรมได้ แต่จะรู้เท่าทันได้ก็ต้องมีสติเข้มแข็ง มีปัญญาอบรมสตินั้นดีแล้ว มุ่งสู่ความเพียรอันชอบโดยธรรมก็จะละเปลื้องออก ซึ่งอำนาจแห่งอกุศลธรรมทั้งปวง และทำกุศลธรรมนั้นให้เกิดขึ้น... เปลื้องสิ่งที่เป็นธรรมดำทั้งหลาย ฝ่ายบาปฝ่ายอกุศลทั้งหลาย ยังให้เกิดกุศลฝ่ายขาวฝ่ายบุญเกิดขึ้น... จิตเราก็จะแยกแสดงความเข้าใจในธรรมทั้งหลายเป็น มีสติปัญญา เกิดความรู้เท่ารู้ทัน เปลื้องอารมณ์ทั้งหมดทั้งหลายได้ และไม่ข้องแวะยึดติดอยู่ในอารมณ์ทั้งหลาย จนที่สุดแม้สิ่งที่ดี สิ่งที่ชอบ เราก็ไม่ติด... สิ่งที่เป็นอกุศล ควรละ แม้สิ่งที่เป็นกุศลทั้งปวงนั้นควรไม่ยึดติด เรียกว่า “อตัมมยตา” แม้สิ่งที่ดีนั้นก็ไม่ควรยึดติด เพราะความยึดนั้น ย่อมให้เกิดความทุกข์เสมอ...

เบื้องต้นสอนให้ละความชั่ว ทำความดี... ในขั้นต่อไป รู้ละวาง เพื่ออยู่เหนือทั้งดีทั้งชั่ว... ต้องอยู่เหนือดีเหนือชั่ว ต้องอยู่เหนือความรักความชัง ความชอบความไม่ชอบ อยู่เหนือโลก เพราะความดีที่ยึดนั้น เหนี่ยวมาก็เป็นความชอบใจพึงใจได้ เป็นความฉันทะ ความพึงใจได้... เป็นความเพลินใจ ความชอบใจได้... ความเพลิดเพลินใจ ความชอบใจ อัสสาทะฉันทะนั้น จึงทำให้เราหลงเข้าไปยึดในเบญจกามคุณ คือ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส เหมือนกัน...

ฉะนั้น ธรรมนี้ประณีตมากกับการอบรมจิตเรานั้นให้ตั้งอยู่ที่ อุเบกขา เป็นกลางๆ ซึ่งต้องมีสติรู้อยู่ตลอด เพราะต้องรู้เท่าทันในผัสสะที่เกิดขึ้นทางอายตนะ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ที่รับรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส รู้เท่าทันแล้วนั้น จึงทำได้ดับซึ่งวิญญาณรู้... การดับซึ่งวิญญาณรู้ คือ ไม่เข้าไปข้องแวะยึดเหนี่ยวในอารมณ์นั้นๆ การไม่ข้องแวะยึดเหนี่ยวในอารมณ์นั้น ทำให้รูปดับ เพราะรูปนั้นเกิดจากการยึดเหนี่ยวในอารมณ์ และจิตที่ไปยึดเหนี่ยวในอารมณ์นั้นก็คือ นาม... นาม แปลว่า ความน้อมเข้าไปยึดถือของจิต

เมื่อรูปนามดับ อัตตาตัวตนบุคคลก็ไม่มี... เมื่ออัตตาตัวตนบุคคลไม่มี ทุกข์นั้นไม่เกิดขึ้น... ทุกข์เกิดขึ้นเพราะเรายึดถือว่า เป็นตัวตน เป็นเรา เป็นของเรา เป็นตัวตนของเรา หรือเป็นตัวเราของเรา เรียกว่า “อหังการมมังการ” ความเกิดอหังการมมังการนี้จึงเป็นตัวทุกข์ ทุกข์เพราะเกิดอุปาทานยึดมั่นยึดถือในขันธ์ ในความเป็นตัวตนเกิดขึ้น... การยึดถือดังกล่าวนั้นจึงเป็นโทษ เป็นทุกข์ แม้ยึดดีก็ยังทุกข์ อย่าว่าแต่ยึดชั่ว แต่การอยู่เหนือความยึดและเข้าใจความดีความชั่วนั้นเป็นตัวธรรมะ

การรู้ความเข้าใจในจิตนี้เป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่มาก ประณีตมาก เราเรียนรู้ประพฤติธรรมเพื่อพัฒนาจิตให้มีคุณภาพ เพื่อควบคุมจิตให้เป็นไปตามวิถีแห่งธรรม... มุ่งสู่สัจจะคือ ความประเสริฐ... มุ่งสู่สัจจะคือ ความเป็นเลิศ... มุ่งสู่สัจจะคือ ที่สุด ก็คือความสิ้นทุกข์ ก็คืออริยสัจ การจะมุ่งสู่ความจริงขั้นสูงสุดดังกล่าวได้ จึงต้องฝึกฝนจิตเป็น ควบคุมจิตเป็น และรู้ชอบให้จิตนั้นควบคุมกายนี้ให้ประพฤติชอบ...

การควบคุมกายให้ประพฤติชอบนั้น จิตรู้ชอบนั้น จึงเป็นที่มาของคำว่า “ความสุจริตในไตรทวาร” อำนาจธรรมที่เรียกว่า “กุศลธรรม” เป็นกุศลธรรมที่เกิดจากกุศลกรรมบถทั้ง ๑๐ เป็นกรรมกุศลที่เกิดขึ้นด้วยกายกรรม ๓ วจีกรรม ๔ และมโนกรรม ๓ ถ้าเราเข้าสู่กระบวนการฝึกฝนประพฤติปฏิบัติและควบคุมให้ไตรทวารสุจริตได้... ตรงนี้คืออานิสงส์อันยิ่งของบุญกุศลในพระพุทธศาสนา เป็นอำนาจบุญกุศลที่ยิ่งใหญ่ ให้เกิดขึ้นอย่างมีความสำนึกระลึกรู้ เพื่อสืบเนื่องไปสู่ความเป็นผู้มีสติปัญญา รู้จักความเพียร เพียรเผาละกิเลส ที่เรียกว่ามี “อินทรียสังวร” ด้วย เพราะสามารถควบคุมจิตเป็น และมีสติพอที่จะเปลื้องด้วยการรู้เท่าทันแห่งอารมณ์

ทั้งปวง ละความรักความชังออกไปได้ ที่เกิดขึ้นจากรูปทั้งปวงที่เข้ามาทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เราก็จะมีความสังวรอินทรีย์ เกิดความเป็นใหญ่ในการทำงาน เพราะควบคุมให้จิตตั้งอยู่ในฐานที่ตั้งที่ปกติได้ และความปกติของจิตนั้น ด้วยอำนาจแห่งสติปัญญา จึงควบคุมให้เกิดการกระทำที่ถูกต้องทางกายกรรม วจีกรรม มโนกรรมที่สุจริต เกิดกรรมบถทั้ง ๑๐ เป็นกุศล เมื่อกุศลเกิดขึ้นโดยการกระทำที่ถูกต้องดังกล่าว ด้วยสุจริตเกิดขึ้น เพราะสติปัญญาเรามีพร้อมแล้ว จึงพัฒนาให้เกิดสติที่สมบูรณ์ ผู้ที่ประพฤติปฏิบัติสืบเนื่องในกุศลกรรมบถ ๑๐ ... กายกรรม ๓ วจีกรรม ๔ มโนกรรม ๓ นั้น เป็นเรื่องของผู้มีศีล

ศีล ๕ ที่ปกติ คือ กายกรรม ๓ และวจีกรรม ๔ ไม่ทุจริตในวาจา ไม่กระทำความเป็นอกุศล ทำบาปทางกายด้วยการฆ่าสัตว์ ด้วยการลักทรัพย์ ด้วยการประพฤติผิดบุคคลที่เป็นผู้ที่รัก มีเจ้าของ เราไม่มีสิทธิที่พึงเป็นไป เพื่อจะไปกระทำในฐานะโอกาส ทั้งความเป็นมนุษย์ ความเป็นสังคม ทั้งหมด คือ ไม่ไปล่วงเกินบุคคลทุกๆ คน ในความเป็นไปที่ไม่ถูกต้องตามหลักศีลธรรม ไม่เป็นไปด้วยความชอบธรรม การไม่เบียดเบียนดังกล่าวทั้งหมด ทำให้กายกรรมเรานั้นสุจริต เรียก ศีลข้อ ๑๒๓ ตั้งไว้ดีแล้วในสุจริต ส่วนข้อ ๔ นั้นก็คือทุจริตทางวจีกรรม ๔ ไม่มี ได้แก่ พูดเท็จ พูดเพ้อเจ้อ เหลวไหล ส่อเสียด ติฉินนินทา เราไม่ทำ

การยอมรับเบื้องต้นดังกล่าวนั้น ทำให้เรามีความเป็นสัมมาทิฏฐิ รู้จักความควรในความเห็นอันชอบ... เมื่อมีความเห็นอันชอบ รู้เข้าใจในความจริงที่เป็นปกติ จึงทำให้เกิดความดำริชอบ... ดำริที่ออกมาจากความเป็นอกุศลทั้งปวง บาปทั้งปวง ทุกข์โทษภัยทั้งปวง... สิ่งใดที่ทำให้เกิดทุกข์โทษภัย เราก็ละสิ่งนั้น เช่น ละออกจากกิเลสทั้งปวง วัตถุกามทั้งปวง ทำให้สิ้นไปในอำนาจที่เป็นมหาเหตุของวิถีที่จะสืบไปสู่การกระทำความเป็นอกุศลทั้งหลาย

อ่านต่อฉบับพรุ่งนี้

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท