posttoday
ไปเยี่ยม Stanford MBA

ไปเยี่ยม Stanford MBA

01 สิงหาคม 2555

โดย...หนูดีวนิษา เรซ

โดย...หนูดีวนิษา เรซ

เวลานี้หนูดีกลับมาถึงเมืองไทยอย่างเรียบร้อยและปลอดภัยแล้วค่ะ คิดถึงอากาศชื้นๆ มีร้อนสลับฝนของบ้านเรามาก เพราะตลอดเวลาที่อยู่ซานฟรานซิสโกนั้น อากาศเปลี่ยนแปลงอย่างน่ามหัศจรรย์ ตอนเช้าตรู่ลมเย็นเจี๊ยบ สายๆ เริ่มร้อน กลางวันร้อนมากๆ เย็นๆ หนาวๆ และลมแรงสุดๆ โอ้โห เหมือนได้อยู่หลายทวีปในเวลาเดียวกัน

ขนาดหนูดีเป็นสาวบอสตันมาก่อน ถึงกับมีคำกล่าวว่า “ถ้าคุณไม่ชอบอากาศในบอสตัน ให้รออีก 5 นาทีนะ” คือ อากาศในเมืองนั้นก็เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว แต่พอมาถึงซานฟรานแล้ว ปรากฏว่าบอสตันเด็กๆ ไปเลยค่ะ แต่อย่างไรก็ตามเมืองนี้ก็น่ารัก เป็นเมืองที่มองแล้วสวย 360 องศา และก็เป็นอย่างที่แท็กซี่คนหนึ่งในเมืองบอกหนูดีไว้จริงๆ ว่า “เมืองซานฟรานดีนะ มีแอร์ที่ติดไว้บนฟ้า” โอเคค่ะ เปรียบเทียบได้น่ารักดี

ก่อนกลับเมืองไทย หนูดีมีโอกาสไปทำงาน เก็บข้อมูลสำหรับหนังสือเล่มต่อไป ในเรื่องของการสมัครเข้ามหาวิทยาลัย Ivy League ค่ะ แต่มีมหาวิทยาลัยหนึ่งที่แม้ไม่ได้รวมกลุ่มกับ Ivy League กับเขา แต่ด้วยความที่มักได้รับโหวตให้เป็นมหาวิทยาลัยอันดับหนึ่งของโลกบ้าง อันดับสองบ้าง แต่ไม่ค่อยเคยเกินอันดับ 10 กับเขาเท่าไร นับว่าเป็นสถานศึกษาคุณภาพ

หนูดีก็เลยพลาดไม่ได้ ต้องขับรถขึ้นไปเมือง Palo Alto เพื่อไปร่วมกิจกรรม Information Session ของมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดกับเขาด้วย ยิ่งเวลานี้ใกล้เวลาสมัครรอบแรก ในวันพุธที่ 3 ต.ค. 2012 กันแล้ว ก็เลยขอนำข้อมูลสดๆ ร้อนๆ มาฝากแฟนๆ คอลัมน์ก่อนใครเลยค่ะ ส่วนใครไม่คิดสมัคร ลองอ่านไว้เป็นข้อมูลก็ได้ เผื่อในอนาคตมีใครถาม เราจะได้แนะแนวเขาได้ถูก

ก่อนอื่นขอลิสต์รายชื่อมหาวิทยาลัย Ivy League ให้ดูกันก่อนนะคะ ทั้งโลกตอนนี้มีเพียง 8 มหาวิทยาลัยเท่านั้นที่ติดลิสต์นี้ ส่วน Stanford University ไม่ติด แต่ไปอยู่ในลิสต์ของ Private University แทน

กฎเกณฑ์การเข้าเป็น Ivy League นั้นตายตัว และไม่รับเพิ่มมีดังนี้ 8 ที่ คือ Brown University, Columbia University, Cornell University, Dartmouth College, Harvard University, Yale University, University of Pennsylvania และ Princeton University

สำหรับโปรแกรม MBA ของสแตนฟอร์ด ที่หนูดีไปเยี่ยมชมและฟังคำแนะนำการสมัครเข้า เป็นโปรแกรมที่น่าสนใจทีเดียวค่ะ เท่าที่หนูดีได้สัมผัสมา มีความแตกต่างจาก MBA ของฝั่งมหาวิทยาลัย Harvard ที่หนูดีคุ้นชิน คือ ในฝั่ง Harvard MBA หรือที่เรามักเรียกกันว่า B School นั้น ความรู้สึกของคนที่จบมาคล้ายๆ ว่า ถูกสอนมาให้ไปเป็น “ลูกจ้างเงินเดือนแพง” คือ ไปทำตามฝันแบบอเมริกันดรีมเสียมาก มีเงินเดือนสูง มีบ้านสวยๆ มี Benefit ดีๆ

สำหรับฝั่งสแตนฟอร์ด หนูดีรู้สึกว่าเหมือนกับสอนคนให้ไปเป็นเจ้าของกิจการ หรือเป็น Entrepreneur เสียมากกว่า อันนี้เล่าตามที่ได้เห็นมากับตัวเองนะคะ แต่สำหรับคนเรียนแล้ว หนูดีว่าแต่ละหลักสูตรก็มีความยืดหยุ่นสูง เช่น ในฮาร์วาร์ดก็เริ่มมีคอร์สด้าน Entrepreneurship เพิ่มมาให้เลือกมากขึ้น เดาว่าที่ทางสแตนฟอร์ดเน้นเรื่องการทำกิจการของตัวเอง อาจเพราะอยู่ใกล้กับ Silicon Valley จึงเป็นชัยภูมิที่เหมาะทีเดียว

ใครที่สนใจอยากสมัครในปีนี้ หนูดีมีข้อมูลเบื้องต้นมาฝาก หลังจากได้ไปนั่งฟังมา 2 ชั่วโมงเต็มค่ะ อันดับแรก พลาดไม่ได้ สำหรับปีการศึกษาหน้า ใครอยากเรียนปริญญาโทด้านธุรกิจใบนี้ สมัครได้ 3 รอบ และรอบแรก คุณจะมีลุ้นเข้าได้มากที่สุด เพราะมีการรับเข้าเป็นเปอร์เซ็นต์สูงที่สุดเรียงลำดับตามนี้ค่ะ

รอบ 1 วันที่ 3 ต.ค. 2012

รอบ 2 วันที่ 9 ม.ค. 2013

รอบ 3 วันที่ 3 เม.ย. 2013 (รอบท้ายนี้ ถ้าคุณอยากสมัคร ก็ยังทำได้ค่ะ อย่ากังวลไป)

เนื้อหาโปรแกรมมีดังนี้ คือ เป็นการเรียน 2 ปีเต็ม ปีแรกเน้นเรื่องการเข้ากลุ่มและเน้นทักษะความเป็นผู้นำ มีการเข้าคลาส แลกเปลี่ยนความคิดเป็น และมีการ “แสดงบทความสมมติ” เช่น การฝึกการต่อรองทางธุรกิจ การเจรจา การแลกเปลี่ยนข้อมูล ซึ่งคลาสนี้นักเรียนหลายๆ คนบอกว่าสนุกมากค่ะ

ปีที่สองจะเน้นให้เราเลือกลงทะเบียนวิชาหลากหลายตามใจชอบ ซึ่งนักเรียน MBA ของเขานั้น 85% ได้ไปลงทะเบียนในภาควิชาอื่นๆ ในมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ยิ่งในเดือน พ.ย. 2011 ที่ผ่านมา มีครอบครัว King ซึ่งเป็นศิษย์เก่า ได้บริจาคเงิน 200 ล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อสร้างศูนย์ SEED หรือ Stanford Institute for Innovation in Developing Economies พร้อมเงินค่าดำเนินการอีกปีละ 15 ล้านเหรียญสหรัฐ (ว้าว) ยิ่งทำให้นักเรียนที่นี่มีโอกาสได้ลองฝึกงาน หรือนำไอเดีย Innovation ใหม่ๆ ไปทดลองใช้ หรือปรับปรุงได้มากยิ่งขึ้น อีกสิ่งที่น่าสนใจ คือ เขามี “ ห้องแล็บไอเดีย” ซึ่งเป็นห้องสำหรับให้นักเรียน ลองนำไอเดียสินค้า ธุรกิจ มาลองสร้าง ปรับปรุง นำเสนอได้ ฟังดูน่าสนุกทีเดียวค่ะ

สำหรับค่าเรียนฟังแล้วน่าตกใจ คือ ค่าเรียนในปี 20122013 นั้นราคา 5.73 แสนเหรียญสหรัฐ แต่ว่านักเรียนทุกคนที่มีความต้องการขอทุน หรือต้องการเงินช่วยเรียนนั้น สามารถขอได้ทั้ง 100% และนี่รวมถึงนักเรียนต่างชาติด้วยค่ะ สำหรับการรับสมัครของคณะกรรมการนั้น ไม่มีสิทธิดูฐานะการเงินของนักเรียนก่อนรับ ดังนั้นหากเราเป็นคนที่ไม่มีเงินพอเรียน ต้องขอทุนหรือขอ Financial Aid แต่หากเราโพรไฟล์ดี ถูกใจกรรมการ เราก็จะเข้าได้ค่ะ ตามกฎแล้วเขาไม่ตัดสินจากเรื่องการเงินของเรา ตามระบบที่เรียกกันว่า Need Blind นั่นเอง

การสมัครใช้การสอบ GMAT ซึ่งจะเป็นรุ่นเก่าหรือรุ่นใหม่ก็ได้ คะแนนเฉลี่ยของ GMAT ของนักเรียนที่เข้าได้ ไม่สูงจนน่าตกใจ ค่าสูงต่ำอยู่ที่ 530790 และค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 730 เท่านั้น ส่วนนักเรียนต่างชาติที่ไม่ได้เรียนปริญญาตรีในอเมริกา จะต้องสอบ TOEFL ซึ่งคะแนนก็ไม่โหดร้าย ค่าสูงต่ำอยู่ที่ 103119 และค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 112 ค่ะ พอสู้ไหวนะคะ คนไทยเรื่องแกรมมาไม่ด้อยกว่าคนอเมริกันอยู่แล้ว

ส่วนจำนวนคนสมัครในปีที่ผ่านมา มี 6,618 ใบสมัคร แต่คนที่คณะกรรมการรับให้ผ่านเข้ามาเรียนมีเพียง 397 คนเท่านั้น เป็นผู้หญิง 34% เป็นนักเรียนต่างชาติ 38% และเป็น U.S. Minority หรือ ชนกลุ่มน้อยในอเมริกา 27% ค่ะ

หากใครสนใจสมัครโปรแกรม MBA ในอเมริกาจริงๆ แล้วมีหลายๆ ที่ที่น่าสนใจ อีกที่หนึ่งที่เพิ่งไปเปิดแคมปัสในซานฟรานซิสโกก็คือ Babson ซึ่งเน้นหนักด้าน Entrepreneurship แต่โปรแกรมในซานฟรานนั้น ต่างกับของดั้งเดิมในบอสตัน คือ เน้นหนักกับการเรียนผ่านคลาสอินเทอร์เน็ต ทั้งหมดนี้ใครสนใจสมัคร หรืออยากเห็นวิธีการสมัครไว้เป็นความรู้ เข้าดูได้ในเว็บของแต่ละมหาวิทยาลัย มีคำแนะนำไว้ชัดเจน ส่วนใครที่คิดสมัครแน่ๆ อย่าพลาดรอบแรกนะคะ มีลุ้นมากที่สุด มีเวลาเตรียมตัวอีก 2 เดือนเต็มเท่านั้นค่ะ

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท