
มะเร็งปากมดลูก ความหวังและความจริง
โดย...ชุติมา สุวรรณเพิ่ม
โดย...ชุติมา สุวรรณเพิ่ม
มะเร็งปากมดลูกติดโผ 2 อันดับแรก ที่ผู้หญิงเป็นมากที่สุดและคร่าชีวิตหญิงไทยในอัตราที่สูงเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 14 คนต่อวันในแต่ละปี และเป็นโรคที่บั่นทอนคุณภาพชีวิต ทั้งทางกายและทางใจของผู้ป่วยและครอบครัวแม้จะรอดชีวิตมาได้ก็ตาม
วันนี้ความหวังที่จะหายจากโรคนี้มีมากขึ้น เพราะ “ศูนย์วิจัยการแพทย์ศิริราช” ภายใต้สถาบันการแพทย์สยามินทราธิราช ตั้งมั่นเป็นความหวังของทั้งผู้ป่วยและวงการแพทย์ทั้งของไทยและระดับโลก หลังจากที่อาคารศูนย์วิจัยระดับโลกก่อสร้างเสร็จ ศูนย์วิจัยแห่งศิริราชจะมีศักยภาพเพิ่มขึ้นในการรองรับการค้นคว้าวิจัย ด้วยความพร้อมทั้งในด้านอาคารสถานที่ เครื่องมือ และอุปกรณ์อันทันสมัย บรรยากาศที่ส่งเสริมความคิดเชิงสร้างสรรค์ ซึ่งจะช่วยให้นักวิจัยสามารถดำเนินงานวิจัยได้อย่างอิสระ
ศ.นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา รองคณบดีคณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล เปิดเผยว่า การวิจัยเรื่องการรักษามะเร็งปากมดลูกเป็นหนึ่งในงานวิจัยเชิงลึก ที่ “ศูนย์วิจัยการแพทย์ศิริราช” กำลังทำอยู่
ฟังไว้เป็นความรู้ How to ฉบับนี้ คุณหมอจากศิริราช ให้ข้อมูล ถ้าวันใดต้องไปพบแพทย์ “ต้องฟังคุณหมอ” จะได้ไม่งง?!!!
เข้าใจเทคโนโลยีใหม่
ศ.นพ.ประสิทธิ์ กล่าวว่า การทำคีโมหรือการผ่าตัดนั้น เป็นการทำลายเนื้อเยื่อทั้งดีและไม่ดีไปพร้อมกัน แม้จะให้ผลดีแต่ร่างกายผู้ป่วยจะอ่อนแอลง แต่ถ้าใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วย จะสามารถเลือกทำลายเฉพาะเซลล์มะเร็งเฉพาะจุดได้ ผู้ป่วยก็จะได้ประโยชน์ โอกาสที่จะหาย ฟื้นตัวได้เร็วก็จะมีมากกว่า
“มะเร็งเป็นโรคที่มีความรุนแรง การหาทางรักษาที่มีประสิทธิภาพจะให้ความคุ้มค่า และช่วยรักษาชีวิตคนได้เป็นจำนวนมาก สำหรับมะเร็งปากมดลูก ทีมวิจัยศิริราชได้พัฒนาน้ำยาที่ใช้ในการคัดกรองหาเซลล์มะเร็งปากมดลูกได้อย่างแม่นยำ ต้นทุนต่ำ ทุกคนสามารถใช้ได้” ศ.นพ. ประสิทธิ์ กล่าว
ทีมวิจัยศิริราชประสบความสำเร็จในการผ่าตัดรักษา โดยสามารถรักษามดลูกเอาไว้ได้ ไม่ต้องตัดทิ้งทั้งหมดเหมือนกับแบบเดิม ทำให้ผู้หญิงส่วนหนึ่งยังมีความรู้สึกในความเป็นผู้หญิง และบางคนยังสามารถมีลูกได้ ซึ่งนอกจากจะช่วยรักษาชีวิตผู้ป่วยแล้ว ยังช่วยให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตและชีวิตครอบครัวได้ในระดับหนึ่ง
“การรักษาแบบมาตรฐานจะต้องตัดมดลูกทิ้ง ทำให้ผู้ป่วยสูญเสียความเป็นเพศหญิง ไม่มีประจำเดือน ไม่สามารถมีบุตรได้ หลายรายประสบปัญหาการหย่าร้างในภายหลัง ศิริราชจึงได้คิดค้นพัฒนาการรักษาแบบใหม่ที่ใช้กล้องช่วยผ่าตัด ซึ่งนอกจากจะทำให้มีแผลเล็ก เจ็บน้อย และฟื้นตัวได้เร็วแล้ว ผู้ป่วยยังมีโอกาสที่จะหายขาดได้ถึง 9095% รวมทั้งกลับมามีบุตร มีชีวิตครอบครัวได้ตามปกติ” ศ.นพ.ประสิทธิ์ อธิบาย
เข้าใจ (ภาษา) คุณหมอ
พญ.สุวนิตย์ ธีระศักดิ์วิชยา สถานวิทยามะเร็งศิริราช ภาควิชาสูติศาสตร์นรีเวชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล อธิบายเสริมว่า มะเร็งปากมดลูก มีสาเหตุหลักจาก การติดเชื้อไวรัสเอชพีวี (Human Papilloma Virus หรือ HPV) ไวรัสในกลุ่มนี้มีหลายสายพันธุ์ หลักฐานจากงานวิจัยพบว่า มีความเชื่อมโยงกับมะเร็งปากมดลูก เป็น สายพันธุ์กลุ่มเสี่ยงสูง มีประมาณ 1518 สายพันธุ์ เรียงลำดับจากที่พบจากมากไปน้อย ได้แก่ 16, 18, 45, 31, 33, 52, 58, 35, 59, 56, 51, 39, 68, 73, 82 ซึ่งสายพันธุ์ 16 และ 18 พบบ่อยเป็นสัดส่วน 53% และ 17% ตามลำดับ
เมื่อเซลล์ปากมดลูกได้รับเชื้อไวรัสเอชพีวี สายพันธุ์กลุ่มเสี่ยงสูง ผ่านบริเวณรอยปริแตกของเยื่อบุผิวปากมดลูกที่เกิดจากการสัมผัสขณะมีเพศสัมพันธ์ เซลล์ปากมดลูกที่ไม่มีภูมิคุ้มกัน จะถูกไวรัสรบกวนการทำงานให้เซลล์มีการเปลี่ยนแปลงในระยะต่างๆ
ระยะเวลาในการเปลี่ยนแปลงของเซลล์ปากมดลูกจากระยะเริ่มต้น (CIN I) ระยะก่อนเป็นมะเร็ง (CIN IIIII) จนถึงระยะที่เป็นมะเร็ง (Carcinoma) นั้น มีช่วงเวลานานประมาณ 510 ปี ซึ่งสามารถตรวจพบเซลล์ที่มีการเปลี่ยนแปลงในระยะต่างๆ เหล่านี้ได้จากการตรวจคัดกรองด้วยวิธีต่างๆ เช่น การตรวจ Pap Smear ทั้งแบบป้ายเซลล์ปากมดลูกบนกระจกแบบดั้งเดิม หรือเก็บเซลล์ปากมดลูกแกว่งในสารน้ำแบบใหม่ หรือการตรวจหาไวรัสเอชพีวี หรือการส่องกล้องขยายดูเซลล์ปากมดลูก เป็นต้น
อาการของมะเร็งปากมดลูก?
ระยะที่เซลล์เริ่มมีการเปลี่ยนแปลง (CIN) จะไม่มีอาการ หากปล่อยให้เซลล์เปลี่ยนแปลงต่อโดยไม่มารับการตรวจรักษา เซลล์กลุ่มนี้จะเปลี่ยนแปลงต่อจนเป็นมะเร็ง ซึ่งอาการที่มักทำให้ผู้ป่วยตระหนกคือ การมีเลือดออกทางช่องคลอดหลังการมีเพศสัมพันธ์ หรือตกขาวผิดปกติ
เมื่อมีการกระจายลุกลามของเซลล์มะเร็งจนเป็นก้อนโต ก็จะมีอาการเลือดออกทางช่องคลอดได้ ทั้งกะปริดกะปรอย หรือออกมากจนมีอาการซีด วิงเวียน หน้ามืด เป็นลมหมดสติได้ หากมะเร็งลุกลามไปบริเวณอุ้งเชิงกราน จนกดเบียดท่อไตอาจมาด้วยอาการไตวาย หรือปวดหลัง ปวดกระดูกที่ถูกมะเร็งลุกลาม
เมื่อได้รับการตัดชิ้นเนื้อตรวจพิสูจน์การวินิจฉัยมะเร็งปากมดลูกแล้ว แพทย์จะวางแผนการรักษาตามระยะ หรือขั้นของโรค ซึ่งแบ่งเป็น 4 ระยะ
ระยะที่ 1 สามารถรักษาได้ด้วยการผ่าตัดมดลูก (ซึ่งรวมปากมดลูก ช่องคลอดส่วนบน และเลาะต่อมน้ำเหลืองบริเวณอุ้งเชิงกราน) หรือการใส่แร่ในช่องคลอด ร่วมกับฉายรังสีบริเวณอุ้งเชิงกราน ซึ่งผลการรักษาในระยะนี้จะมีอัตราการอยู่รอด 5 ปี เกือบ 90% กรณีที่ผู้ป่วยเป็นมะเร็งระยะที่ 1 และมีก้อนมะเร็งขนาดไม่เกิน 2 ซม. และต้องการโอกาสการมีบุตร อาจเลือกการผ่าตัดเฉพาะคอมดลูก หรือปากมดลูกร่วมกับเนื้อเยื่อ และต่อมน้ำเหลืองอุ้งเชิงกราน แต่ความสำเร็จในการตั้งครรภ์ยังต่ำประมาณ 20%
ระยะที่ 24 จะใช้การรักษาร่วมกัน ขึ้นอยู่กับลักษณะผู้ป่วยและขนาดก้อนมะเร็ง เช่น การฉายรังสี ตามด้วยการผ่าตัด หรือการให้เคมีบำบัดเพื่อลดขนาดก้อนมะเร็ง ตามด้วยการฉายรังสี หรือการผ่าตัด ซึ่งผลการรักษาในระยะนี้จะมีอัตราการอยู่รอด 5 ปี ประมาณ 5070%
ระยะที่ 4 เป็นการรักษาประคับประคองอาการเลือดออก หรืออาการปวดด้วยการฉายรังสีหรือเคมีบำบัด
เข้าใจวิธีการห่างไกลโรค
ควรหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยง เช่น การมีคู่นอนหลายคนจะเพิ่มความเสี่ยงในการรับเชื้อไวรัสเอชพีวี การมีเพศสัมพันธ์ตั้งแต่อายุน้อย จะเพิ่มความเสี่ยงในการรับเชื้อไวรัสเอชพีวีและเซลล์ปากมดลูกถูกเปลี่ยนแปลงบ่อย
การสูบบุหรี่ ทั้งสูบเอง หรืออยู่ในบริเวณควันบุหรี่ (Second hand smoker) เพราะควันบุหรี่มีผลทำให้ทั้งการสร้างภูมิคุ้มกันด้อยลง และเชื้อไวรัสเอชพีวีคงค้างที่เซลล์ปากมดลูกนาน เพิ่มโอกาสให้เซลล์เปลี่ยนแปลง
การใช้ยากดภูมิคุ้มกัน เวิร์กกิงวูเมนควรระวัง ความเครียดทำให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันด้อยลง และสร้างเซลล์ปากมดลูกทดแทนที่ไม่สมบูรณ์
การตรวจคัดกรอง ระยะเวลาในการเปลี่ยนแปลงของเซลล์ปากมดลูกจากระยะเริ่มต้น จนถึงระยะที่เป็นมะเร็ง (Carcinoma) นั้น มีช่วงเวลานานประมาณ 510 ปี ซึ่งสามารถตรวจพบเซลล์ที่มีการเปลี่ยนแปลงในระยะต่างๆ เหล่านี้ได้จากการตรวจคัดกรองด้วยวิธีต่างๆ เช่น การตรวจแปปสเมียร์ ทั้งแบบป้ายเซลล์ปากมดลูกบนกระจกแบบดั้งเดิม หรือเก็บเซลล์ปากมดลูกแกว่งในสารน้ำแบบใหม่ หรือการตรวจหาไวรัสเอชพีวี หรือการส่องกล้องขยายดูเซลล์ปากมดลูก เป็นต้น
ผู้หญิงที่มีเพศสัมพันธ์ หากได้รับการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกอย่างสม่ำเสมอ ตามคำแนะนำของแพทย์จะสามารถปลอดจากโรคมะเร็งปากมดลูกได้
วัคซีนป้องกันไวรัสเอชพีวี สายพันธุ์ 16 และ 18 ซึ่งจะมีประสิทธิผลดีหากฉีดในผู้ที่ยังไม่เคยมีเพศสัมพันธ์ และเมื่อมีเพศสัมพันธ์ในเวลาต่อมา ภายหลังฉีดวัคซีนครบ 3 เข็มแล้วยังต้องรับการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกตามคำแนะนำของแพทย์อย่างสม่ำเสมอ เพื่อคัดกรองหากได้รับไวรัสเอชพีวี สายพันธุ์อื่นที่ไม่มีภูมิคุ้มกันจากวัคซีน
ควรขอคำแนะนำจากแพทย์ก่อนการฉีดวัคซีนนี้ จะได้ประโยชน์สูงสุดและเกิดความเข้าใจในการดูแลติดตามสุขภาพของตัวเองอย่างถูกต้อง







