posttoday
เรียนภาษาอังกฤษอย่างไรให้พูดได้

เรียนภาษาอังกฤษอย่างไรให้พูดได้

30 กรกฎาคม 2555

เคยไหมเรียนภาษาอังกฤษหลายครั้งหลายหนกับอาจารย์ไม่ว่าจะคนไทยหรือต่างชาติ ก็ยังไม่สามารถ

โดย...วราธาร ทัดแก้ว

เคยไหมเรียนภาษาอังกฤษหลายครั้งหลายหนกับอาจารย์ไม่ว่าจะคนไทยหรือต่างชาติ ก็ยังไม่สามารถ “สปีกอิงลิช ฟุต ฟิต ฟอ ไฟ” ได้เป็นเรื่องเป็นราวหรือสื่อสารกับคนโน้นคนนี้ได้สักที หรือจะเอาไปใช้ในการทำงานก็ยิ่งแล้วใหญ่ ไม่เป็นโล้เป็นพายเข้าตาจนตลอด เรียนครั้งไหนก็เสียเงินฟรีๆ หรือใครอยากจะพูดอังกฤษได้ดูเท่ๆ เหมือนคนที่พูดได้แต่ไม่รู้จะเริ่มตรงไหน เรียนแบบไหนจึงจะสปีกอิงลิชได้ชัวร์ ฟังๆ เรามีอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาอังกฤษมาให้คำแนะนำวิธีการเรียนให้สามารถสื่อสารได้จริงนั้นต้องทำยังไง

สองวิธีธรรมชาติ

ดร.วาทิน เฉลิมดำริชัย ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาภาษาไอฟาส บอกว่า ในการเรียนภาษาอังกฤษให้พูดได้จริงมี 2 แบบ แบบแรกสำหรับเด็กเล็ก คือ “เรียนภาษาแบบภาษาแม่” วิธีการคือ ให้เด็กๆ คลุกคลีตีโมงอยู่กับสื่อภาษาอังกฤษทั้งหลาย เช่น ดูหนัง ฟังเพลง หรืออะไรก็ได้ที่เป็นภาคภาษาอังกฤษบ่อยๆ ทุกวัน และควรมีเจ้าของภาษามาพูดคุยสนทนาด้วย เพื่อให้เกิดความคุ้นเคยกับสำเนียงภาษาและได้ผลเร็วขึ้น

“วิธีนี้เป็นวิธีการเรียนที่ง่ายและเป็นการฝึกทักษะแบบธรรมชาติที่ได้ผลดีประมาณ 23 ปี ภาษาอังกฤษก็จะใช้ได้อย่างคล่องแคล่ว สามารถพูดโต้ตอบสนทนากับเจ้าของภาษาสบาย แต่วิธีนี้เหมาะกับเด็กเล็กไม่เกิน 10-12 ปี เพราะเด็กในวัยนี้มีความสามารถในการเรียนรู้ได้ดีและค่อนข้างไปได้เร็ว ถ้าโตขึ้นไปกว่านี้ความสามารถในการเรียนรู้อาจช้าลงไปบ้าง ก็อาจจะต้องใช้ความพยายามมากขึ้น”

ส่วนวิธีที่สอง เรียกว่า “การเรียนแบบแอ็กทีฟ” (Active) ได้แก่ การเรียนที่สามารถใช้ภาษาในสถานการณ์จริงได้โดยอาจารย์วาทินให้ความเห็นสำทับว่า ปัญหาของการเรียนภาษาอังกฤษในทุกวันนี้ส่วนใหญ่จะเรียนแบบ “แพสซีฟ” (Passive) คือพอเห็นถึงจะนึกออก แต่ในสถานการณ์จริงหรือต้องใช้จริงกลับไม่สามารถพูดได้ เก้ๆ กังๆ นึกไม่ออกว่าจะพูดยังไง

“การเรียนแบบแพสซีฟ ก็เช่นว่า พอเห็นคำศัพท์ปุ๊บจำได้ รู้ว่าแปลว่าอะไร เวลาทำข้อสอบก็ทำได้ เพราะมีชอยส์ มีคำถามให้ แถมยังรู้ว่าใช้ยังไง แต่เวลาพูดในสถานการณ์จริงกลับใช้ไม่เป็น เพราะนึกไม่ออก

สาเหตุเพราะไม่ได้เรียนที่จะใช้พูดนั่นเอง อย่างนี้คือการเรียนแบบแพสซีฟ คือเรียนเพื่อรู้ ไม่ได้เรียนเพื่อสื่อสาร ซึ่งยากจะพูดอังกฤษได้ ดังนั้นต้องปรับเปลี่ยนมาเรียนแบบแอ็กทีฟแบบที่เน้นการสื่อสารมากกว่า”

เรียนภาษาอังกฤษอย่างไรให้พูดได้

 

พูดได้ก่อนค่อยเรียนไวยากรณ์ทีหลัง

การเรียนแบบที่สามารถใช้ได้เลย อาจารย์วาทิน อธิบายว่า อย่างแรกพื้นฐานคำศัพท์ทั่วไปที่ใช้ในชีวิตประจำวันมีประมาณ 2,000-3,000 คำ ก็สามารถสื่อสารในเรื่องทั่วไปได้แล้ว ซึ่งสามารถเรียนรู้ได้ในเวลาไม่นาน ส่วนวิธีการฝึกพูด คือเอาคำมาจัดเรียงเป็นแพตเทิร์น (Pattern) โดยไม่จำเป็นต้องรู้แกรมมาร์ก็ได้ แล้วฝึกใช้พูดบ่อยๆ ก็จะช่วยให้พูดได้เร็วขึ้น แต่ถ้าให้เร็วก็ควรมีผู้รู้คอยแนะนำ

“ให้รู้ว่าพูดแล้วหมายความว่ายังไง เช่น I’ll Have a Glass of Water. แปลว่า ขอน้ำแก้วหนึ่ง พูดอย่างนี้นะ ไม่จำเป็นต้องรู้แกรมมาร์ก็ได้ แต่รู้ว่าถ้าพูดอย่างนี้แปลว่าขอน้ำแก้วหนึ่ง เป็นต้น โดยให้พยายามทำเหมือนเรียนภาษาแม่ อย่างตอนเด็กๆ เราฟังพ่อแม่พูดแล้วพูดตามก็จะรู้ว่า อ๋อพ่อแม่พูดอย่างนี้หมายถึงอันนี้นี่เอง จากนั้นจึงค่อยมาเรียนหลักภาษาทีหลัง แล้วจะไปได้เร็วกว่า”

อาจารย์วาทิน กล่าวว่า การเรียนภาษาอังกฤษในทุกวันนี้เป็นแบบฝืนธรรมชาติ คือพูดกันยังไม่รู้เรื่องก็ไปเรียนหลักก่อนแล้ว แบบนี้จะไม่ค่อยได้ผล ถึงรู้ศัพท์แสงหรือไวยากรณ์ดี แต่เวลาสื่อสารจริงๆ ก็ทำไม่ได้ ฉะนั้นควรพูดให้ได้ก่อน คือเรียนแบบภาษาแม่แล้วค่อยไปเรียนหลักในภายหลัง ซึ่งจะง่ายกว่ามาก

“ดูอย่างภาษาไทยเราก็ไปเรียนหลักภาษาในตอนเข้าโรงเรียนแล้ว แต่ก่อนเข้าเด็กทุกคนก็พูดไทยได้อยู่แล้ว แล้วทำไมภาษาอื่นกลับเรียนคนละแบบ กลับหัวกลับหาง พูดกันยังไม่รู้เรื่องก็ไปเรียนแกรมมาร์ มันผิดธรรมชาติ”

เคล็ดลับในการฝึกพูด

วิธีการฝึกพูดอังกฤษสำหรับคนที่มีเวลาน้อย อาจารย์วาทิน แนะนำว่า พยายามดึงให้เข้ากับเรื่องที่ใช้ในชีวิตประจำวันทุกวัน ซึ่งเรื่องนั้นอาจเป็นความสนใจส่วนตัว เช่น กีฬา ดนตรี ภาพยนตร์ หรืออาจเกี่ยวกับงานที่ทำก็ได้

“สมมติรู้ศัพท์คำหนึ่งก็พยายามดึงคำศัพท์นั้นมาใช้บ่อยๆ ในสถานการณ์จริง เช่นคำว่า Fantastic มีความหมายว่า ยอดเยี่ยมเลย ดีมากเลย ซึ่งคำนี้เราสามารถใช้ได้ในหลายสถานการณ์ เช่น ถ้าเขาถามว่า How are you? แทนที่เราจะบอก I’m Fine. เราก็ตอบว่า Fantastic ก็ได้ ทำอย่างนี้ไปสักพักหนึ่งเราก็จะจำได้และชินกับการใช้คำศัพท์นั้น”

ทว่าการเรียนภาษาอังกฤษให้พูดได้เร็ว อาจารย์วาทิน ย้ำว่า เวลาจำคำศัพท์ให้จำเป็นแพตเทิร์น คือเป็นชุดๆ อย่าจำเป็นคำๆ แล้วฝึกพูดโดยเริ่มจากสำนวนก่อน โดยเน้นสำนวนที่ใช้บ่อยๆ (Common Expressions) ในชีวิตประจำวัน ซึ่งการฝึกแบบนี้จะทำให้รู้วิธีการใช้ไปในตัว ไม่ใช่แค่รู้ความหมายของแต่ละคำ

เทคนิคในการจำศัพท์

อย่างที่บอกแล้วว่า การที่จะพูดอังกฤษได้นั้นจะต้องมีพื้นฐานในเรื่องของคำศัพท์เบื้องต้นบ้าง จึงจะสื่อสารได้ โดยเทคนิคในการจำศัพท์ง่ายๆ อาจารย์วาทิน แนะนำให้เขียนคำศัพท์หรือสำนวนนั้นๆ เอาไปแปะข้างฝาที่ห้องนอน ห้องน้ำ โต๊ะทำงาน บนรถ หรือที่ไหนก็ได้ที่เห็นได้บ่อยๆ ทุกวัน แล้วก็ทำเพิ่มไปเรื่อยๆ พอเจอซ้ำๆ เข้าเดี๋ยวก็จำได้เอง

“อันนี้เป็นวิธีการจำแบบ Repetition อีกวิธีหนึ่งให้จำโดยการเชื่อมโยง (Association) คือ เอาคำที่จะเรียนใหม่มาเชื่อมกับอะไรก็ได้ที่ตรงกับประสบการณ์ส่วนตัวของเราที่เราจะไม่ลืม อย่างคำว่า Fantastic ในแบบเชื่อมโยง เช่น วันเกิดผมปีที่แล้วมันยอดเยี่ยมมาก ผมก็จะนึกเป็นภาษาอังกฤษว่า My Birthday Last Year Was Fantastic. แล้วสร้างภาพในใจว่ามันยอดเยี่ยมแค่ไหน หรือจะเชื่อมกับหนังเรื่อง Fantastic 4 ว่า มันช่าง Fantastic จริงๆ เลย อย่างนี้ก็จะทำให้เราจำได้ดีขึ้นมาก แต่เรียกว่าต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์นิดหนึ่งในการที่จะคิดว่าคำนี้มันใกล้เคียงกับคำหรือเรื่องอะไรที่เราจำได้อยู่แล้ว และเชื่อมคำที่เราจำไม่ได้เข้ากับเรื่องที่อยู่ในความจำระยะยาวของเรา”

ผู้ก่อตั้งสถาบันไอฟาสทิ้งท้ายว่า การเรียนภาษาไม่ว่าภาษาอะไรก็ตาม ต้องใจเย็นๆ ไม่ใช่อยู่ดีๆ จะเก่งข้ามวัน หรือแม้แต่ 2–3 เดือน จะคิดว่าต้องเก่งก็คงเป็นไปได้ยาก ต้องอดทนและมุ่งมั่นจริงๆ ที่สำคัญเมื่อเรียนและพูดได้แล้วก็ควรจะอยู่กับมันไประยะหนึ่งจนมั่นใจ เหมือนกับหัดปั่นจักรยาน ถ้าปั่นยังไม่เป็นแล้วเลิก มาปั่นใหม่ก็เหมือนเริ่มหัดใหม่ ภาษาก็เช่นกัน อาจจะเป็นปีสองปีหรือนานกว่านั้น ถึงแม้ต่อมาจะห่างเหินไปสักระยะก็จะยังไม่ลืม

“คนไทยตอนนี้ล้าหลังประเทศในอาเซียนมากในเรื่องภาษาอังกฤษ ในเอเชียก็แทบจะรั้งท้าย ซึ่งอนาคตน่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง แน่นอนว่าเราคนไทยต้องเก่งภาษาไทยก่อน แต่ภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่จะใช้สื่อสารกับคนส่วนใหญ่ที่ไม่รู้ภาษาไทย”

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท