
ภาณุ ตรัยเวช เปิดคดีดาบลาวยาวแดง
มาแนวชื่อแปลกชวนฉงนสงสัยอีกแล้ว สำหรับ คดีดาบลาวยาวแดง นวนิยายเรื่องล่าสุดของ ภาณุ ตรัยเวช ที่ใช้เวลาเขียนเล่มนี้นานถึง 5 ปี
โดย...มัลลิกา
มาแนวชื่อแปลกชวนฉงนสงสัยอีกแล้ว สำหรับ คดีดาบลาวยาวแดง นวนิยายเรื่องล่าสุดของ ภาณุ ตรัยเวช ที่ใช้เวลาเขียนเล่มนี้นานถึง 5 ปี
“ตั้งใจให้แปลกครับ แต่ไม่ใช่ตั้งมั่วๆ คำมันมีความหมาย และมีที่มาที่ไป อ่านในเรื่องก็จะเจอ ซึ่งผมว่ามันเป็นคำที่ตลกแสบๆ” ภาณุเอ่ยถึงชื่อเรื่อง
ครั้งนี้ภาณุได้นำเสนอเรื่องราวของการฆาตกรรมสาวครูสอนเต้นลีลาศ โดยมีพื้นเรืองภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 แม้จะเกิดไม่ทันเห็นสภาพสังคมตอนนั้น แต่จากการอ่านค้นคว้า เขาก็สามารถสร้างบ้านเมืองยุคสมัยนั้นขึ้นมาได้อีกมิติ
“ที่ต้องเป็นยุคนั้น เพราะมีการลีลาศมาเป็นพล็อตสำคัญ ในช่วงนั้นการเต้นลีลาศแพร่หลายมาก เป็นการเข้าสังคมของคนใหญ่คนโต และผมเองเต้นลีลาศ มองว่ามันมีความน่าสนในลานลีลาศ มีคนสวย แต่งตัวสวย มีลาน มีฉากที่สวยงาม มีเพลงเพราะๆ แต่ก็มีความวุ่นวาย มีคนเยอะแยะหลากหลายอาชีพ เป็นลานที่เราสังเกตมนุษย์ได้ มองคนเขาทำอะไรกัน แค่ลานลีลาศมันก็เต็มไปด้วยเรื่องราว สำหรับฉากผมเดินสำรวจบางลำพู หัวลำโพง ราชดำเนิน เกาะรัตนโกสินทร์ ซึ่งผ่านมา 50 ปีก็ไม่เหลืออะไร แต่ยังมีเค้าโครงอยู่บ้าง และต้องอ่านเยอะเลย หนังสือพวกกรุงเก่า กรุงเทพฯ ในอดีต”
นอกจากการสืบสวนหาตัวคนร้ายแล้ว สิ่งที่ภาณุนำเสนอสลับไปมาก็คือเรื่องการปกครองในยุคนั้นของฝ่ายขวาจัดและซ้ายจัด เขาจับตัวละครถ่ายทอดมุมมองของทั้งสองฝ่าย แม้กระทั่งฝ่ายเดียวกันอย่างคอมมิวนิสต์ ยังมีความเห็นที่แตกต่าง บางกลุ่มเชื่อว่าควรผันตัวเข้าไปในระบบรัฐสภา บางกลุ่มยืดถือการปฏิวัติแบบกองโจร บางกลุ่มเชื่อว่าต้องปรับเปลี่ยนตัวเองให้เข้ากับสังคมไทย บางกลุ่มเชื่อในพลังปากกาเหนือปลายปืน
“ให้ภาพของคนในยุคนั้นอย่างเดียวไม่พอ ผมอยากให้พื้นฐานความคิดด้วย คนหนุ่มสาวเขาคิดอะไร พูดคุยอะไร คนยุคนั้นกลัวอะไร ตั้งความหวังไว้กับอะไร อะไรเป็นหัวใจของคนยุคนั้น ถ้ามีแต่ภาพมันจะไม่สามารถพาผู้อ่านกลับไปยุคนั้นได้จริง ผมสนใจการเมืองในบริบทประวัติศาสตร์ มันเป็นฉากพาคนอ่านกลับไปพวกนี้สำคัญพอๆ กับฉาก”
ภาษาในเรื่องภาณุก็ค้นคว้าอย่างหนัก โดยกลับไปอ่านงานวรรณกรรมเก่าของดอกไม้สด กุหลาบ สายประดิษฐ์ มาลัย ชูพินิจ ยาขอบ เป็นอาทิ “ผมศึกษาในเรื่องของไวยากรณ์ จังหวะของบทสนทนา ภาษาที่คนยุคนั้นใช้ ประโยคอาจล้าสมัย อย่างเช่นคำ พื้นเสีย โทโสบังเกิด เจียวหนอ (จริงหรือ) เปล่าดาย (เปล่าประโยชน์) ผมต้องการให้อารมณ์อ่านอยู่ในยุคนั้นจริงๆ ทำให้ผู้อ่านเสมือนว่าอ่านหนังสือเก่าอยู่”
ตัวละครของภาณุยังมีหลากหลายชนชั้นอาชีพ ทั้งเศรษฐีใหม่ ผู้ดีเก่าตกอับ “ผมสนใจการปะทะของคนในยุคนั้น เพราะคนย่อมมีทั้งคนดีคนไม่ดี ในเรื่องไม่เจาะจงว่าใครเป็นผู้ร้าย แต่ให้ตำรวจนักสืบเป็นคนไปสืบหา ไปพบกับตัวละครต่างๆ เขาประกอบอาชีพอะไร มีแนวคิดยังไง บางคนมีสาเหตุจูงใจน่าจะทำเรื่องไม่ดี แต่เขาทำหรือไม่ทำเพราะอะไร ตรงนี้ทำให้เห็นถึงความหลากหลายของคน อย่างพระเอกเป็นคนตาบอดแต่เขาสามารถไขปริศนาของคดีได้ เพราะเขามองไม่เห็นเหมือนคนทั่วๆ ไปเห็น เขารับรู้โลกในอีกแบบหนึ่ง ทำให้เขารับรู้อะไรที่แตกต่างไป มันเหมือนกับสิ่งที่เห็นไม่ใช่สิ่งที่เป็น”
หนังสือเล่มนี้ไม่ได้เป็นเพียงนวนิยายโรแมนซ์สืบสวนสอบสวนเท่านั้น แต่ผู้เขียนยังมีนัยของประวัติศาสตร์แทรกอยู่ด้วย “ผมมองว่า ประวัติศาสตร์หรืออดีต ปัจจุบัน อนาคต มันเกี่ยวข้องกัน อดีตไม่ใช่แค่เรื่องที่เกิดขึ้นแล้วจบไปเท่านั้น เราตีความอดีตอีกแบบหนึ่ง อนาคตก็เป็นอีกแบบหนึ่ง อดีต ปัจจุบัน อนาคต มันไม่ได้เป็นเส้นตรง มันมีภาวะล้อกันอยู่ อดีตเป็นการตีความ แต่ผมไม่ได้ตีความให้คนอ่านเห็น ผมแค่เตือนให้คนอ่านสนใจในการตีความอดีตมากกว่า ผมเป็นแค่คนตั้งคำถาม”







