posttoday
กัมปงพลัวะ

กัมปงพลัวะ

28 กรกฎาคม 2555

“กัมปงพลัวะ” เป็นชื่อหมู่บ้านท่องเที่ยวริมทะเลสาบกัมพูชาด้านเสียมราฐ ใครไปเมืองพระนครหรือนครวัด นครธม

โดย...จำลอง บุญสอง ชมรมผู้สื่อข่าวท่องเที่ยวอาเซียน

“กัมปงพลัวะ” เป็นชื่อหมู่บ้านท่องเที่ยวริมทะเลสาบกัมพูชาด้านเสียมราฐ ใครไปเมืองพระนครหรือนครวัด นครธม เบื่อแล้วก็ไปเที่ยวที่กัมปงพลัวะได้ เพราะอยู่ห่างจากเสียมราฐไปทางทิศตะวันออกตามเส้นทางหมายเลข 6 ไม่นาน (16+8 กม.) การท่องเที่ยวกัมปงพลัวะเป็นการท่องเที่ยวแบบชุมชน ดูชุมชนกัมปงพลัวะแล้วก็จะหายข้องใจว่าทำไมผู้คนรอบทะเลสาบเขมรจึงไม่เป็นตกทาสของห้างใหญ่ ที่สำคัญคือคนกัมปงพลัวะ “ไม่กลัวน้ำท่วม”

ตลอดทริปเพื่อหาความหมายของเออีซีของผมและเพื่อนชมรมผู้สื่อข่าวท่องเที่ยวอาเซียน เราเจอกันแต่ฝนกับฝน จนนึกในใจว่าหมู่บ้านกัมปงพลัวะ คงปริ่มน้ำแบบคนริมเจ้าพระยาและคลองซอยเหมือนช่วงน้ำท่วมปีก่อน แต่ผิดคาด เพราะยังไม่ใช่ช่วงเวลาน้ำหลาก (ก.ย.ขึ้นไปจนถึง ม.ค.) เลยได้ดูแต่บ้านเสาสูงกะเหลนเป๋นแทน

คนกัมปงพลัวะเป็นเขมรล้วน ผิดกับส่วนอื่นของทะเลสาบที่มีคนเวียดปะปน คนเวียดเข้ามาอยู่ดินแดนเขมรไม่ต่างอะไรกับจีน ต่างที่จีนรวยกว่าเพราะเป็นเจ้าของกิจการค้า ระยะหลังคนเวียดที่แต่งงานกับเขมรที่เรียกกันว่าขะแมร์กรอมตีตื้นขึ้น เพราะช่วงสงครามเขมรสามฝ่ายทำให้ทุกคนจนเสมอกัน ไม่ว่าเชื้อชาติอะไรก็ต้องมานับหนึ่งใหม่กันทั้งนั้น

กัมปงพลัวะ

 

คนเวียดมาในเขมรและลาวครั้งแรกในยุค Nation State ก็คือช่วงเขมรลาวทำสงครามประชาชาติกับฝรั่งเศสและอเมริกาผู้รุกราน สงครามทำให้ผู้คนในประเทศอินโดจีนต่างหนีตายไปอยู่ประเทศต่างๆ ที่เขาเห็นว่าปลอดภัย เราเองก็ได้คนเวียดนามมาทำอาหารเวียดนามประยุกต์ให้เรากินนั่นไง

คนเวียดอพยพเข้ามากัมพูชาอีกครั้งก็ตอนช่วงกองทัพเวียดนามบุกเข้ายึดอำนาจรัฐเขมรแดง สภาวะสงครามที่อำนาจรัฐอ่อนแอทำให้คนเวียดผู้ยากจนอพยพมาทำมาหากินในกัมพูชา (25222531) มากมาย

จำได้ว่าหญิงเวียดผิวเหลืองนวลมาหากินตามร้านอาหาร ร้านคาราโอเกะในทุกๆ จังหวัด ในพนมเปญก็มีย่านหญิงหาเงินของคนเวียดโดยเฉพาะ ชาวประมงเวียดนามใต้ก็ล่องมาหาปลาในทะเลสาบเขมรเพื่อยังชีพจนถึงเสียมราฐและพระตะบอง ไม่ต้องพูดถึงตาแก้วหรือจังหวัดอื่นๆ ที่ติดชายแดนเวียดนามที่คนเวียดเข้ามาแต่งงานกับคนกัมพูชา

เขมรแท้บ้านกัมปงพลัวะหากินกับการปลูกข้าวและการทำประมงน้ำจืดในทะเลสาบ ข้าวที่นั่นไม่ต้องใช้ปุ๋ยเพราะน้ำเหนือพัดพาปุ๋ยธรรมชาติมากองให้ทุกปี เหมือนอยุธยา ปทุมธานี กรุงเทพฯ และสมุทรปราการสมัยก่อน

นอกจากไม่ต้องใช้ปุ๋ยแล้ว ยังไม่ต้องใช้ยาฆ่าปลวกอีกด้วย น้ำท่วมทำให้ปลวกที่อยู่ใต้ดินเป็นอาหารของปลาไปหมด โรคใบด่างก็หายไป แต่หลังจากบ้านป่ากลายเป็นบ้านเมืองแล้ว โรคแมลงต่างๆ ก็ตามมาอย่างจำใจ ทำนอง Love Me Love My Dog

กัมปงพลัวะ

 

ทุกๆ วันผู้ชายที่หมู่บ้านมีหน้าที่ออกไปจับปลาในทะเลสาบที่เวิ้งว้าง กลับมานอนแล้วก็ต้องลุกขึ้นมาซ่อมเครื่องเรือ ส่วนผู้หญิงขายปลาที่ผู้ชายจับมาได้และช่วยซ่อมชุนแหอวน ปลาน้ำจืดที่จับได้ถูกส่งไปขายตามตลาดที่อยู่ริมถนนหมายเลข 6 ซึ่งเป็นถนนระหว่างเมืองเสียมราฐกับพนมเปญในรูปของปลาสด ปลาแห้ง ปลาส้มและปลาร้า

เขมรถนอมอาหารด้วยการทำปลาร้าเช่นเดียวกับไทยและลาว กรรมวิธีการผลิตก็ไม่แตกต่างกัน คือต้องเอาหมักให้ได้ที่ ปลาร้าเขมรต่างกับปลาร้าไทยและลาวตรงที่ปลาร้าไทยลาวใส่ข้าวคั่ว แต่ปลาร้าเขมรไม่ใส่ เคยไปนครเวียงจันทน์ช่วงที่ พล.อ.อาทิตย์ กำลังเอก ส่งทหารไทยเข้าไปยึดสามหมู่บ้านลาวตรงข้ามกับอุตรดิตถ์ ลาวเชิญเจ้าหน้าที่เขมรไปประชุมเพื่อร่วมแก้ปัญหาด้วย เพราะเขาเป็นเครือสหพันธ์อินโดจีนเดียวกัน เจ้าหน้าที่เขมรบอกผมว่า ปลาร้าลาวไม่อร่อยทำให้เขาต้องพกปลาร้าเขมรมาทำกินเอง ผมไม่ได้ถามลาวว่าปลาร้าเขมรอร่อยหรือเปล่า แต่ที่ตลาดเสียมราฐคนลาวมาซื้อปลาแห้ง ปลาร้าเขมรปริมาณมากกว่าคนไทยซื้อ

ผมกินมาแล้วไม่ว่าปลาร้าเขมร ลาวหรือไทย รวมทั้งไปดูกรรมวิธีการผลิตด้วย แต่ไม่ว่าคนชาติไหนจะผลิตขายก็ล้วนแต่ดูไม่ได้ด้วยกันเพราะทำเพื่อขาย ปลาร้าที่ใช้ปลาสดมาหมักทำกินตามบ้านสะอาดและปลอดภัยกว่า แถมกลิ่นไม่แรงอีกด้วย

ปลาน้ำโขงน้ำไหลไม่มีโรคพยาธิแบบปลาภาคอีสานน้ำนิ่ง เห็นคนอีสานไปนอนรักษาตัวโรคพยาธิใบไม้ในตับกันมากที่โรงพยาบาลขอนแก่น ผมเลยต้องกินแต่ปลาร้าสุก แต่ปลาร้าก็คือปลาร้า คืออร่อยกับอร่อย

กัมปงพลัวะ

 

น้ำพริกปลาร้าเขมรที่ผมไปกินที่ร้านอาหารทางไปบารายอร่อยสุดๆ ที่อร่อยเพราะเขาเอาลูกมะสังซึ่งเป็นต้นไม้ที่มีลูกคล้ายมะนาว (แต่เปลือกแข็งมาก ขนาดปาหัวคนแตก) มาปรุงร่วม มะสังเปรี้ยวนัวกว่ามะนาว คือไม่เปรี้ยวจี๊ดจ๊าด แต่กลมกล่อมแถมกรุบอีกต่างหาก กินแล้วก็ต้องสั่งน้ำพริกปลาร้ากลับบ้าน

มะสังบ้านเราก็มี ชายแดนไทยกัมพูชานิยมเอามาทำไม้ดัด คนภาคใต้เอาดอกสีขาวมาจิ้มน้ำพริกกินกับข้าวร้อนๆ จะผ่ามะสังเอาเม็ดในมาทำเปรี้ยวปรุงอาหารต้องใช้อีโต้ใหญ่ๆ จามออกเป็นสองซีก ผ่าแล้วก็ใช้ช้อนกว้านเม็ดในเอามาปรุง

อุ๊ย! ขอโทษที่น้ำลายหก!

ไก่เมืองเขมรอร่อยนักเพราะเขาเลี้ยงไก่กินเอง ที่เลี้ยงไก่กินเองได้เพราะที่ดินไม่ถูกนายทุนกว้านซื้อไปกองเต็มหน้าตักแบบบ้านเรา คนเขมรไม่ค่อยกินไข่ไก่ กินกันแต่ไข่เป็ดเหมือนกับคนไทยยุคโบราณ ไข่เป็ดเขมรไข่แดงมากกว่าไข่ขาวเพราะกินอาหารสดรสธรรมชาติ ทั้งปู ปลา หอย และข้าวเปลือกที่ตกค้างหลังเก็บเกี่ยว ไข่เป็ด ไข่ไก่เขมร “มัน” อร่อยกว่าไข่เมืองไทยเพราะมีปริมาณไข่แดงมากกว่า ซึ่งหมายความว่า “คอเลสเตอรอล” มากตามไปด้วย เด็กๆ กินดี แต่ผู้ใหญ่กินแล้วต้องออกกำลังกายให้มาก

ผมไม่กลัวโรคมือ เท้า ปาก สายพันธุ์เขมรหรือสายพันธุ์ไหนเพราะกินร้อนช้อนกลาง ขำที่เจ้าหน้าที่ไทยไปจับไข่เป็ดเขมรที่นำเข้ามาขายที่ชายแดนอรัญฯ เพราะไปตื่นเต้นกับข่าวเด็กเขมรตายเพราะโรคมือ เท้า ปาก มาก ทั้งๆ ที่เด็กไทยก็ติดโรคมือ เท้า ปาก ไทยไม่น้อย ต่างที่เราส่งตัวไปหาหมอเร็วกว่าเท่านั้น

พันธุ์ไม้ที่ขึ้นอยู่ตามริมทะเลสาบแปลกเพราะขึ้นอยู่ได้ทั้งบนบกและในน้ำ หน้าแล้งก็อยู่บก หน้าน้ำก็อยู่ในน้ำ ลำต้นที่เลื้อยและเหนียวเป็นแหล่งอาศัย แหล่งเพาะพันธุ์และแหล่งอนุบาลลูกปลาเช่นเดียวกับป่าชายเลนของน้ำเค็ม

กัมปงพลัวะ

 

ปลาเขมรแต่เดิมมีเป็นร้อยสายพันธุ์ แต่เดี๋ยวนี้หลายชนิดสูญไปแล้ว เพราะถูกจับกินมาก แต่เกิดน้อย ปลาเสือตอไม่มีเลยเช่นเดียวกับบึงบอระเพ็ด หลังสงครามเขมรสามฝ่ายยุติใหม่ๆ ชาวบ้านเคยจับ “งูน้ำ” มาขายกินกันเป็นกะละมังๆ แต่เดี๋ยวนี้หาภาพเช่นนั้นไม่มีอีกแล้ว ว่ากันว่าคนเลี้ยงจระเข้จับงูไปให้จระเข้ (ที่เลี้ยงในกระชัง) กินหมด

สมัยก่อนใครไปเที่ยวนครวัด นครธม แล้วก็ไปดูทะเลสาบเขมรที่เขาพนมกรอม เพราะมีแพลอยน้ำกันเป็นหมู่บ้านใหญ่ ไปคราวนี้หมู่บ้านดังกล่าวน้อยลงเพราะหาปลากันอยู่ในทะเลสาบห่างไปเป็นกิโลๆ แต่หน้าน้ำหลากหมู่บ้านประมงก็จะคืนมาตามน้ำหลาก บริษัททัวร์จึงพาคนมาเที่ยวที่กัมปงพลัวะในหน้าแล้งแทน

คนมาเที่ยวกัมปงพลัวะมาก ชาวบ้านจึงรวมตัวจัดทำที่พักให้แขกที่มาเที่ยวได้พักค้างคืนบนต้นไม้ทุกฤดูกาลที่ผมเรียนไป บ้านแบบทาร์ซานอยู่เหนือพื้นดินสูงพอๆ กับบ้านชาวบ้าน ช่วงที่ไปดูช่างยังตอกกันโป๊กๆ เป้กๆ ถ้าทำเสร็จคาดกันว่าเขาคิดอัตราค่าพักคนละ 35 เหรียญสหรัฐ ส่วนค่าอาหารก็ 5 เหรียญสหรัฐ ซึ่งถือว่าไม่แพงนัก

เรื่องอาหารผมชอบกินอาหารเขมรพอๆ กับอาหารไทย เมนูอาหารแบบเวียดนามก็มี อร่อยไม่แพ้เมืองไทย วัตถุดิบที่ใช้ก็เป็นวัตถุดิบสดจากธรรมชาติ นี่กะว่าจะไปผูกปิ่นโตกินน้ำพริกปลาร้าที่นั่นสัก 10 วัน

คนไทยไปเที่ยวนครวัด นครธม แล้วอยากจะเปลี่ยนบรรยากาศไปเที่ยวกัมปงพลัวะก็สามารถเช่าสามล้อเขมรที่เรียกว่า “ละเมาะ” ไปเที่ยวที่นั่นได้ในอัตรา 2 คนต่อ 25 เหรียญสหรัฐ ค่าเข้าชมหมู่บ้าน 2 เหรียญสหรัฐต่อคน และถ้าอยากจะเช่าเรือชมหมู่บ้านก็ 15 เหรียญสหรัฐต่อ 8 คน โดยใช้เวลา 12 ชั่วโมง

ขอบคุณบริษัท อินโดไชน่า เอ็กซ์พลอเรอร์ โดยเฉพาะเฮียสี่ที่อำนวยความสะดวกในการทำเรื่อง ใครสนใจสอบถามข้อมูลได้ที่ 02-898-1817 หรือ 02-898-2324 หรือที่ www.indochinaexplorer.com


&<2288;

&<2288;

&<2288;

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท