
ชาคริต ดิเรกวัฒนชัย ใช้อย่างเกรงใจสิ่งแวดล้อม
ผมเป็นคนที่ค่อนข้างจะเกรงใจคนและเกรงใจสิ่งแวดล้อมอย่างมาก ผมเสียดายน้ำที่เหลือทิ้งอย่างเปล่าประโยชน์ เสียดายไฟฟ้าที่เปิดทิ้งไว้
โดย...โยธิน อยู่จงดี
“ผมเป็นคนที่ค่อนข้างจะเกรงใจคนและเกรงใจสิ่งแวดล้อมอย่างมาก ผมเสียดายน้ำที่เหลือทิ้งอย่างเปล่าประโยชน์ เสียดายไฟฟ้าที่เปิดทิ้งไว้ และอยากให้คนรอบข้างช่วยกันดูแลสิ่งแวดล้อม เพราะสิ่งแวดล้อมทุกวันนี้มีแต่จะแย่ลงทุกวัน” ชาคริต ดิเรกวัฒนชัย รองกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายกิจการสาธารณะ เทสโก้ โลตัส เล่าถึงการดูแลสิ่งแวดล้อมที่เราต้องทำให้เป็นนิสัย ซึ่งผู้บริหารหนุ่มผู้นี้ยังบอกอีกว่า พฤติกรรมการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมสามารถเปลี่ยนได้ด้วยทุกคนช่วยกันรณรงค์และพร้อมใจทำ
ปัจจุบัน ชาคริต ดูแลกิจการสาธารณะของเทสโก้ โลตัส ซึ่งเกี่ยวข้องกับกิจกรรมเพื่อสังคมโดยเฉพาะ เคยผ่านการทำงานด้านวิจัยด้านการตลาดและยังเป็นอาจารย์พิเศษสอนวิชาวิจัยตลาดและพฤติกรรมผู้บริโภคให้กับหลายมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศ จึงไม่แปลกใจว่าผู้บริหารหนุ่มคนนี้จะมีแนวคิดมุมมองที่เข้าใจโลกและความเปลี่ยนแปลงทางสังคมได้เป็นอย่างดี
ชาคริต พูดถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมในปัจจุบันว่า ด้วยประชากรในโลกเพิ่มขึ้น ทำให้สิ่งแวดล้อมนั้นแย่ลง เพราะเราต่างต้องการใช้ทรัพยากรธรรมชาติมากขึ้น สิ่งที่เราทำได้ในเวลานี้ก็คือ บรรเทาปัญหาสิ่งแวดล้อมให้เบาบางลง โดยทั้งภาครัฐและเอกชนจะต้องเข้ามาช่วยกันดูแล ซึ่งแต่ก่อนหลายคนเคยมองว่าการทำซีเอสอาร์ (CSR- Corporate Social Responsibility การจัดกิจกรรมเพื่อสังคมขององค์กร) เป็นเพียงแค่การสร้างภาพขององค์กรใหญ่ แต่เมื่อเวลาผ่านไป เราบอกได้เลยว่าความเชื่อนั้นไม่ถูกต้อง เพราะทุกคนทำจริง หลายองค์กรทำจริงและทำอย่างต่อเนื่อง จนทุกคนก็เริ่มใส่ใจในสิ่งแวดล้อมมากขึ้น
“อย่างตัวผมเอง ผมเลิกใช้ถุงพลาสติกมานานแล้ว เวลาไปตลาดซื้อของ ซื้อกับข้าว ผมก็จะใช้ถุงผ้ามาหลายปีแล้ว เวลาซื้อกับข้าวที่ร้าน ผมก็จะขี่จักรยานเอาปิ่นโตไปใส่กับข้าว แม่ค้าก็ถามว่า ทำไมต้องทำถึงขนาดนี้ แค่กล่องโฟม 1 กล่อง คงไม่เป็นอะไรหรอกมั้ง ซึ่งแต่ก่อนคนมักมองเป็นเรื่องตลก แต่สำหรับผมแล้ว ถ้าทุกองค์กรช่วยกันสร้างจิตสำนึกให้คนรู้ว่าตอนนี้สิ่งแวดล้อมไม่ดีแล้ว และอยู่ในขาลงที่เราต้องช่วยกัน” ชาคริต เล่าถึงการช่วยรักษาธรรมชาติด้วยวิธีที่ง่ายที่สุด แต่มีคนมองข้ามไปมากที่สุด
ไม่เพียงแต่ถุงผ้าเท่านั้นที่เขาเลือกทำ แม้แต่ในบ้านของเขาเอง เช่น เรื่องการปิดไฟ เขายอมเลือกปิดเปิดไฟบ่อยๆ มากกว่าเปิดไฟทิ้งไว้ ในบ้านถ้าห้องไหนเปิดไฟก็คือห้องนั้นต้องมีคนอยู่เท่านั้น เว้นแต่ในจุดที่ต้องการความปลอดภัย เช่น โรงรถและหน้าบ้าน ซึ่งทำให้เขาเลือกติดระบบเซ็นเซอร์เพื่อการประหยัดไฟ และเลือกเปลี่ยนหลอดไฟรวมทั้งอุปกรณ์ไฟฟ้าทุกอย่างเพื่อประหยัดค่าไฟให้มากที่สุด
แม้แต่เรื่องการใช้น้ำ ชาคริตจะมีแผนการใช้น้ำของตัวเองอยู่ตลอด ในทุกเช้าเขาจะเปิดโปรแกรมแอคคูเวเตอร์เพื่อดูพยากรณ์อากาศว่าวันนี้ฝนจะตกหรือเปล่า ถ้ามีแนวโน้มจะตก ก็จะบอกให้คนสวนไม่ต้องรดน้ำต้นไม้ เพราะวันนี้ฝนตกแน่ๆ แล้วเราจะรดน้ำให้เปลืองไปทำไม
ถ้าพักในโรงแรม ไม่ว่าจะหรูหราขนาดไหนก็จะไม่แช่อ่างอาบน้ำเด็ดขาด เพราะเปลืองน้ำมาก ไม่อยากใช้อย่างสิ้นเปลืองโดยไม่เกิดประโยชน์ แม้กระทั่งล้างจาน น้ำสุดท้ายที่ล้างจานผมจะแยกใส่ถังไว้ต่างหาก เพื่อเอาไปรดน้ำต้นไม้รอบๆ บ้าน
ซึ่งชาคริตให้แง่คิดเรื่องการดูแลสิ่งแวดล้อมทิ้งท้ายว่า ถ้ามีคนคนหนึ่งมาต่อว่า ว่าไม่ช่วยกันรักษาสิ่งแวดล้อมเลย หนึ่งในคนที่ไม่ช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมต้องไม่มีผมอยู่ในนั้น ไม่ว่าเราจะทำอะไรก็ตาม เราควรเกรงใจคนรอบข้าง เกรงใจสังคม เกรงใจสิ่งแวดล้อม งานซีเอสอาร์ที่ทำอยู่จึงมีองศา มีมิติที่คล้ายกับสิ่งที่ทำเป็นประจำ แรกๆ อาจดูเป็นงานสร้างภาพ งานโฆษณา เมื่อได้ยินในครั้งแรก แต่ถ้าได้ยินบ่อยเข้าและทุกองค์กรพร้อมใจกันทำ เมื่อถึงวันหนึ่งที่เรามองไปรอบๆ ตัวและเห็นทุกคนช่วยกันดูแลสิ่งแวดล้อม เขาจะเปลี่ยนพฤติกรรมของเขาได้เอง







