
รีไซเคิลน้ำเพื่อการพัฒนาน้ำอย่างยั่งยืน
วันที่ 1-5 ก.ค.ที่ผ่านมา สิงคโปร์จัดให้มีนิทรรศการและการเสวนาประเด็นเกี่ยวข้องกับเรื่องน้ำในงาน
โดย...อณุศรา ทองอุไร
วันที่ 1-5 ก.ค.ที่ผ่านมา สิงคโปร์จัดให้มีนิทรรศการและการเสวนาประเด็นเกี่ยวข้องกับเรื่องน้ำในงาน “สัปดาห์น้ำนานาชาติ สิงคโปร์” โดยภายในงานได้จัดให้มีนิทรรศการ การเสวนา และการเยี่ยมชมสถานที่ที่แสดงให้เห็นถึงนวัตกรรมและเทคโนโลยีต่างๆ ในการจัดการน้ำของสิงคโปร์ ซึ่งถือว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่มีการจัดการน้ำที่ยอดเยี่ยมในระดับโลก เนื่องด้วยสภาพภูมิประเทศที่มีขนาดเล็กและมีสภาพเป็นเกาะ จึงทำให้การจัดการและพัฒนาทรัพยากรน้ำเพื่ออุปโภคบริโภคให้เพียงพอจึงเป็นสิ่งจำเป็นและสำคัญยิ่ง
งานนี้สื่อมวลชนจากไทยก็ได้มีโอกาสไปร่วมงานและทัศนศึกษา โดยเริ่มต้นด้วยการเยี่ยมชมเขตฟื้นฟูสภาพน้ำชางกี (Changi Water Reclamation Plant) ซึ่งเป็นศูนย์กลางของแนวอุโมงค์ส่งน้ำเสียที่ยาว 60 กิโลเมตร และลึกจากพื้นดิน 5 เมตร พาดผ่านจากทิศเหนือไปยังทิศตะวันออกของเกาะ ณ เขตฟื้นฟูสภาพน้ำชางกี ซึ่งนับว่าเป็นหนึ่งในศูนย์การบำบัดน้ำที่ใหญ่ที่สุดของโลก กินเนื้อที่กว่า 32 เฮกเตอร์ และบำบัดน้ำเสียได้ 8 แสนคิวบิกเมตรต่อวัน
ต่อไปในการเยี่ยมชมคือ แซปคอร์ป นิววอเตอร์ (Semb Corp NEWater Plant) เป็นศูนย์กลางในการนำน้ำเสียมาบำบัดเพื่อใช้อีกครั้งที่ใหญ่ที่สุดของสิงคโปร์ และเป็นหนึ่งในศูนย์กลางของกระบวนการบำบัดน้ำเพื่อใช้ใหม่ของโลก โดยสามารถผลิตน้ำที่ผ่านกระบวนการบำบัดมาใช้ใหม่ได้ถึง 2.28 แสนคิวบิกเมตรต่อวัน มีปริมาณมากเท่ากับสระว่ายน้ำตามมาตรฐานโอลิมปิก 90 สระ โดยแซปคอร์ป นิววอเตอร์ ตั้งอยู่บนด่านฟ้าของเขตฟื้นฟูสภาพน้ำชางกี ซึ่งนับว่าเป็นตัวอย่างของการใช้น้ำอย่างเป็นประโยชน์สูงสุด
สุดท้ายคือ การเยี่ยมชมการทำงานของ Membrane Integrity Sensor ที่โรงงานเบดอร์ค นิววอเตอร์ นี่นับเป็นเทคโนโลยีและนวัตกรรมในการตรวจสอบกระบวนการบำบัดและตรวจสอบปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นโดยไม่ต้องหยุดกระบวนการผลิตทั้งหมด สามารถลดการใช้สารเคมีในการบำบัดน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยระบบใหม่การกรองผ่านระบบเยื่อหยาบและเยื่อละเอียด ร่วมกับผ่านขบวนการแสงยูวี เพิ่มจากระบบเดิมที่เคยทำคือ รีเวิร์ส ออสโมซิส
การทัศนศึกษาและเยี่ยมชมภายในสัปดาห์น้ำนานาชาติสิงคโปร์ จึงเป็นการเปิดโลกทัศน์ในมุมมองการจัดสรรน้ำในพื้นที่เมือง และนับเป็นโอกาสอันดีที่จะเก็บเกี่ยวความรู้จากเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่สามารถนำประสบการณ์และความรู้ที่ได้มาประยุกต์และปรับใช้ได้ในประเทศไทย ที่ก็เริ่มมีปัญหาขาดแคลนน้ำในภาคตะวันออกของประเทศ เพื่อให้เพียงพอรองรับการใช้น้ำในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดและแหลมฉบัง
การแก้ปัญหาน้ำเพื่อเมืองที่มีชีวิตชีวาและยั่งยืน
Singapore Internationnal Water Week (SIWW) เป็นเวทีระดับโลกสำหรับหาหนทางการแก้ไขปัญหาเรื่องน้ำเป็นพื้นที่ของการพบปะของเหล่าบรรดาผู้กำหนดนโยบาย ผู้นำด้านอุตสาหกรรม ผู้เชี่ยวชาญด้านน้ำ กว่า 420 บริษัท จาก 28 ประเทศ เพื่อมาระดมสมองและบอกเล่าปัญหา ความท้าทาย ความสำเร็จต่างๆ รวมทั้งนำเสนอผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่มีประสิทธิภาพในการลดต้นทุนด้านน้ำ การแก้ไขปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม การขาดแคลนน้ำ และปัญหาน้ำท่วมท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่มีการเปลี่ยนแปลงมาจัดแสดง ครอบคลุมพื้นที่กว่า 1.2 หมื่นตารางเมตร รวมถึงมีการจัดประชุมสัมมนาเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลความรู้ด้านน้ำของหน่วยงานต่างๆ ในหลายๆ ประเทศ
การจัดงานสัปดาห์น้ำที่สิงคโปร์ครั้งนี้ได้มีการจัดขึ้นร่วมกับการประชุม World Cities Summit ครั้งที่ 3 ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้แทนประเทศต่างๆ ได้แบ่งปันประสบการณ์ ร่วมหาหนทางแก้ไขปัญหาต่างๆ เรื่องน้ำในพื้นที่เขตเมือง และการประชุม CleanEnviro Summit Singapore ซึ่งนับเป็นการประชุมที่เน้นย้ำในประเด็นปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อมและความเคลื่อนไหวต่างๆ ของตลาดสิ่งแวดล้อม การประชุมหารือและแบ่งปันประสบการณ์ร่วมกัน
ในปี 2012 ครั้งนี้ จัดการประชุมภายใต้ประเด็นเรื่อง “หนทางการแก้ปัญหาน้ำเพื่อเมืองที่มีชีวิตชีวาและยั่งยืน” Water Solutions for Livable and Sustainable Cities ด้วยสภาพภูมิศาสตร์ของประเทศสิงคโปร์ทำให้มีข้อจำกัดในการใช้น้ำเพื่อสาธารณูปโภคในประเทศ ผนวกกับการเจริญเติบโตของเมืองที่ขยาย ทำให้การจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นระบบเป็นเรื่องจำเป็นต่อประเทศ และเป็นปัจจัยพื้นฐานต่อการพัฒนาประเทศในด้านต่างๆ NEWater นับว่าเป็นโครงการที่แสดงให้เห็นถึงความสำคัญในการจัดการน้ำภายในประเทศ และการเอาใจใส่และพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมในการผลิตและจัดการน้ำเพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการภายในประเทศ โดยไม่ละเลยประเด็นของสุขลักษณะและคุณภาพของน้ำให้แก่ประชาชนภายในประเทศ
สถานการณ์น้ำในเมืองไทย ต้องจัดการก่อนปัญหาเกิด
จากการได้ไปทัศนศึกษาและร่วมงานสัปดาห์น้ำนานาชาติ สิงคโปร์ สะท้อนให้เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นในเมืองไทย ประพันธ์ อัศวอารี กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท จัดการและพัฒนาทรัพยากรน้ำภาคตะวันออก (อีสท์ วอเตอร์) กล่าวว่า จากการประชุมต่างเห็นข้อสรุปร่วมกันว่าทางออกของการจัดการบริหารน้ำควรจะถูกยกขึ้นเป็นวาระโลก ที่ทุกประเทศจะต้องมีแผนดำเนินการระดับนโยบายของแต่ละประเทศ เพื่อบริหารจัดการน้ำทั้งในภาวะภัยแล้งและอุทกภัย ซึ่งเป็นผลมาจากความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศทั่วโลกในขณะนี้
“หากไม่มีการบริหารจัดการรองรับเรื่องดังกล่าวอย่างเป็นรูปธรรมแล้ว ทุกประเทศจะเสี่ยงต่อการขาดแคลนน้ำได้ ขณะเดียวกันการเกิดอุทกภัยก็จะรุนแรงเพิ่มขึ้น จึงจำเป็นที่ทุกรัฐบาลจะต้องมีแผนบริหารจัดการเพื่อลดความเสี่ยงต่อภาวะดังกล่าว และทำอย่างไรให้ปริมาณมีความสมดุลไม่น้อยเกินไปหรือมากเกินไป เพราะทุกวันที่เป็นอยู่นี้คือขาดกับเกิน จะทำอย่างไรให้สมดุล ถึงเวลาแล้วที่เราต้องจัดการน้ำให้ดีก่อนปัญหาขาดน้ำจะเกิดขึ้น ซึ่งใน 10 ปีนี้คงได้เห็นกันแน่ ถึงเวลาต้องคิดเพื่อลูกหลาน”
บริษัทในฐานะที่รับผิดชอบการบริหารจัดการน้ำในเขตอุตสาหกรรมชายฝั่งทะเลตะวันออกของประเทศ พบว่ามีปริมาณน้ำฝนเพียง 50% ของปริมาณปกติ ส่งผลให้ปริมาณน้ำดิบในแหล่งน้ำที่บริษัทใช้เป็นวัตถุดิบ และเป็นยอดขายถึง 92% ของบริษัท คืออ่างเก็บน้ำดอกกราย อ่างเก็บน้ำหนองปลาไหลและหนองค้อ ลดลงถึงจุดอันตราย ซึ่งบริษัทได้มีการแก้ไขปัญหาโดยการสูบน้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติ เช่น แม่น้ำระยอง และซื้อน้ำจากแหล่งน้ำของเอกชนอื่นๆ เพื่อแก้ไขวิกฤตการขาดแคลนน้ำในขณะนั้น และนำมาซึ่งการวางแผนหาแหล่งน้ำเพิ่ม
ขณะที่โครงการลงทุนระยะยาวของบริษัทตั้งแต่ปี 2555 นี้ จะมีการลงทุนพัฒนาและหาแหล่งสำรองน้ำเพิ่มเกือบ 5,000 ล้านบาท โดยเฉพาะจากวิกฤตอุทกภัยในพื้นที่ภาคกลาง ทำให้การขยายตัวของโรงงานอุตสาหกรรมหันมาใช้พื้นที่ภาคตะวันออก ที่คาดว่าจะมีการขยายตัวขึ้นของนิคมอุตสาหกรรมอีกประมาณ 1 หมื่นไร่ ทั้งใน จ.ฉะเชิงเทรา และชลบุรี เมื่อนิคมฯ เพิ่มขึ้นถึงการเติบโตของบ้านจัดสรร มีแหล่งท่องเที่ยวเพิ่มเพราะนักท่องเที่ยวเพิ่ม แรงงานถูกกฎหมายและไม่ถูกกฎหมายก็เพิ่มขึ้น
ดังนั้น การวางแผนสำรองน้ำของบริษัท จึงมองถึงความต้องการใช้ในอีก 10 ปีข้างหน้าเป็นอย่างน้อย โดยมีการลงทุนที่สำคัญคือ โครงการวางท่อส่งน้ำหนองปลาไหล-มาบตาพุด ระยะที่ 3 ระยะทาง 34 กิโลเมตร สถานีสูบน้ำ ที่อ่างเก็บน้ำหนองปลาไหล 2,100 ล้านบาท เสร็จปี 2556 และแหล่งสำรองน้ำทับมา จ.ระยอง ขนาด 32.5 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ประมาณ 1,500 ล้านบาท จะใช้งานได้ประมาณ 3 ปีข้างหน้า และทำโรงสูบน้ำเพิ่มที่บางพระอีก 7 แสนคิว/วัน จะเสร็จปี 2557 ลงทุนไป 800 ล้านบาท
บริษัทยังเตรียมร่วมมือกับธนาคารพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) โดยได้รับงบประมาณสนับสนุน 20 ล้านบาท เพื่อศึกษาโครงการผันน้ำจากเขื่อนรัชชประภา จ.สุราษฎร์ธานี ไปยังจังหวัดฝั่งอันดามันคือ จ.ภูเก็ต กระบี่ พังงา เพื่อใช้เป็นแหล่งน้ำดิบในพื้นที่ดังกล่าวที่มีการขยายตัวของการท่องเที่ยว และอนาคตการพัฒนาโครงการเซาเทิร์นซีบอร์ด พร้อมรอดูผลการศึกษาออกมาก่อนว่าคุ้มค่าต่อการลงทุนหรือไม่ในระยะยาว เรื่องการบริหารจัดการน้ำขณะนี้ถือว่าเป็นวาระแห่งชาติ ในหลายพื้นที่ของประเทศไทยก็เริ่มมีปัญหามากขึ้น เช่นที่ สมุย ภูเก็ต ระยอง พัทยา ศรีราชา เกาะสีชัง และในย่านที่เป็นนิคมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่
นอกจากนี้ ทางบริษัทยังได้เล็งเห็นความสำคัญในแนวคิด 3R ในฐานะกระบวนการที่มีประสิทธิภาพ โดยเน้นการประยุกต์ใช้กับการจัดการน้ำอย่างยั่งยืนและสร้างสรรค์เพื่อให้เกิดรูปธรรม จึงได้ริเริ่มโครงการประกวดนวัตกรรมจัดการน้ำด้วย 3R เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยเปิดโอกาสให้นักศึกษาจากสถาบันทั่วประเทศได้เสนอความคิดทางนวัตกรรม และสร้างสิ่งประดิษฐ์เพื่อการจัดการน้ำอย่างเป็นรูปธรรมนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง
ต้องรีไซเคิลน้ำเมื่อจำเป็น
ไพโรจน์ สัตยสัณห์สกุล ผู้อำนวยการองค์การจัดการน้ำเสีย กล่าวว่า ประเทศสิงคโปร์เป็นตัวอย่างที่ดีในการจัดการน้ำที่มีอยู่น้อยให้เกิดประโยชน์สูงสุด เขาใช้ประโยชน์อย่างคุ้มค่าจากน้ำทะเล น้ำฝน น้ำดิบ รวมทั้งน้ำใช้แล้วนำมารีไซเคิลที่เขาลงทุนในเรื่องเทคโนโลยีในการบำบัดน้ำเสียมาเป็นน้ำดีปีละหลายพันล้านบาท ซึ่งสามารถบำบัดน้ำจากใช้แล้วมาบริโภคได้ใหม่อีก
“ตอนนี้ประเทศไทยมีหลายพื้นที่ โดยเฉพาะในแหล่งท่องเที่ยวหลักๆ อย่าง สมุย ภูเก็ต ก็เริ่มทดลองนำน้ำเสียมารีไซเคิลกันแล้ว เนื่องจากน้ำจากแหล่งน้ำดิบเริ่มไม่พอ อีกทั้งยังไม่มีแหล่งน้ำดิบเพิ่ม อนาคตประเทศไทยอาจจะต้องใช้น้ำจากการรีไซเคิลเพื่ออุปโภคและบริโภคกันในบางพื้นที่อย่างแน่นอน”







